
“…ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เรายังเห็น “ปฏิบัติการข่าวสาร” ที่พยายามทำให้ข้าราชการหวาดกลัว ด้วยข่าวลือว่ามีพรรคการเมืองจะตัดบำนาญ ทั้งที่ในความเป็นจริง นโยบายเช่นนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ในทางกฎหมาย และผู้ลงนามตัดบำนาญย่อมถูกฟ้องร้องอย่างแน่นอน นี่คือการเมืองแห่งความกลัว ไม่ใช่การเมืองแห่งความจริง…”
.....................................
หมายเหตุ : บทความเรื่อง ‘ช่วยกันเป่านกหวีดให้ประเทศ ก่อนกาบัตร 8 กุมภาพันธ์’ โดย รศ. ดร. ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
“Whistleblower-ผู้เป่านกหวีด”
คือ คนที่กล้าออกมาพูดความจริงเมื่อเห็นความผิดปกติ ไม่ใช่คนสร้างปัญหา แต่เป็นกลไกคุ้มครองสาธารณะในสังคมประชาธิปไตยที่จริงจังกับความโปร่งใส
แต่ในประเทศไทย คำๆนี้กลับถูกทำให้ดูน่ากลัว ทั้งที่เราควรภาคภูมิใจในคนที่กล้ายืนหยัดต่อความไม่ถูกต้อง
นับตั้งแต่หลังรัฐประหาร ดัชนีคอร์รัปชันของประเทศไทยไม่ได้ดีขึ้น กลับตกต่ำลงอย่างน่าเป็นห่วง เราเห็นการเมืองแบบเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า-นักการเมืองหน้าเดิมวนเวียนคุมกระทรวงเกรด A และ A+ ตั้งแต่สมัยรัฐบาลก่อน ๆ จนถึงวันนี้ บางคนส่งรุ่นลูกหลานเข้ามาสืบทอดอำนาจราวกับประเทศเป็นธุรกิจครอบครัว
เรายังเห็นปรากฏการณ์ที่ยากจะอธิบายกับมาตรฐานความยุติธรรม-อดีตนักโทษคดีร้ายแรงสามารถกลับมาดำรงตำแหน่งสูงในรัฐบาลได้ เรามีพรรคการเมืองที่เต็มไปด้วยข้อครหาตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ตั้งแต่รับเงินบริจาคจากบริษัทที่มีปัญหาทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง, การซุกหุ้นในบริษัทที่รับงานรัฐ, คดีทุจริตการเลือกตั้ง ส.ว. ที่มีคดีฟ้องร้องกว่า 200 คน, การแทรกแซงทางการเมืองและบั่นทอนความเป็นอิสระขององค์กรตรวจสอบ, การซื้อเสียงเลือกตั้ง, คดีรุกป่า, ผลประโยชน์ทับซ้อนด้านอสังหาริมทรัพย์
การโกงวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีเพื่อดำรงตำแหน่งการเมือง, ไปจนถึงความร่ำรวยผิดปกติและการยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ
คำถามคือ เราจะยอมให้สิ่งนี้เป็น ‘ความปกติ’ ของการเมืองไทยต่อไปหรือไม่
ในระบบนี้ “ข้าราชการ” มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง คุณคือคนที่ข้อมูลสำรวจความสุขและความเสี่ยงของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (2563) ชี้ว่าเป็นกลุ่มประชากรที่มีความสุขที่สุดในประเทศ และเรายังทราบกันดีว่า เป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งกว่า 3 ใน 4 เป็นงบประจำ
อีกทั้งยังมีงบบำนาญและงบสวัสดิการรักษาพยาบาลที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนผู้เขียนพยายามเรียกร้องในทางวิชาการว่า ในเมื่อจำเป็นต้องหาทางเพิ่มงบประมาณ ก็ควรต้องปฏิรูปภาษีทั้งระบบ เช่น ปฏิรูปโครงสร้างภาษี, และที่สำคัญ คือ การจัดลำดับความสำคัญงบประมาณใหม่ โดยเฉพาะการขจัดการทุจริตคอร์รัปชัน



นี่ไม่ใช่การตำหนิ แต่เป็นคำถามเชิงศีลธรรมและการเมือง
เมื่อประเทศต้องหาทรัพยากรเพิ่มขึ้นในอนาคต เราจะปล่อยให้ระบบยังเอื้อประโยชน์ให้คนบางกลุ่มต่อไป หรือจะใช้โอกาสนี้ปฏิรูประบบการคลังให้เป็นธรรมกับสังคมมากขึ้น?
ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เรายังเห็น “ปฏิบัติการข่าวสาร” ที่พยายามทำให้ข้าราชการหวาดกลัว ด้วยข่าวลือว่ามีพรรคการเมืองจะตัดบำนาญ ทั้งที่ในความเป็นจริง นโยบายเช่นนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ในทางกฎหมาย และผู้ลงนามตัดบำนาญย่อมถูกฟ้องร้องอย่างแน่นอน นี่คือการเมืองแห่งความกลัว ไม่ใช่การเมืองแห่งความจริง
ข้าราชการไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับประชาชน แต่เป็น “สะพาน” ระหว่างนโยบายกับชีวิตจริงของคนไทย
ถ้าข้าราชการเลือกความโปร่งใส ประเทศก็สามารถสู้กับการทุจริตคอร์รัปชัน แต่ถ้าข้าราชการนิ่งเฉย ระบบที่ไม่เป็นธรรมก็ยังอยู่ต่อไป เพราะข้าราชการไม่ใช่แค่ผู้ปฏิบัติงานของรัฐ แต่เป็นผู้พิทักษ์ผลประโยชน์สาธารณะได้ หากกล้าที่จะเป็น
ดังนั้น การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ไม่ใช่แค่การเลือกผู้แทน แต่เป็นการเลือกว่าจะยอมรับระบบที่เต็มไปด้วยความภูมิใจแบบสีเทาต่อไป หรือจะเลือกทิศทางที่โปร่งใสและรับผิดชอบมากขึ้น
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องกล้า “เป่านกหวีด” เมื่อเห็นความไม่ถูกต้อง เพื่อสู้กับกับการคอร์รัปชัน เครือข่ายอำนาจ และ การเมืองความกลัว
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องกาบัตรด้วยข้อมูลและหวังว่า ประเทศจะมีอนาคตที่มีความโปร่งใส การตรวจสอบ และ ความรับผิดชอบ
ถึงเวลาที่เราต้องเลือกอนาคตที่ดีกว่า-ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์
หลังการเลือกตั้ง ก็ขอให้ช่วยกันเปิดโปงหากพบการทุจริตในองค์กร โดยขอความร่วมมือจากข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ช่วยกันสร้างวัฒนธรรมของความกล้าหาญทางจริยธรรมในการเปิดโปงข้อมูลการทุจริตหรือการใช้อำนาจโดยมิชอบ เพื่อทิศทางของสังคมไทยที่ควรจะต้องมุ่งไป คือ กลไกระบบยุติธรรมจะต้องเอาผิดกับผู้ทุจริตทั้งการจำคุกและยึดทรัพย์ให้ได้

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา