“...วันที่ 8 ก.พ.จะได้ไปเลือกตั้ง ถ้าสงสัยว่าคนนี้ไม่ได้เป็นคนที่ซื่อสัตย์ สุจริต อย่าไปเลือก ถ้าพรรคเขาไม่มีนโยบาย หรือ แนวนโยบายอย่างที่ปรากฏ เพื่อจะพัฒนาคนให้มีสำนึกดี มีการเคารพต่อหลักนิติธรรม ทั้งหลายที่สมบูรณ์ อย่าไปเลือก ในเรื่องของนโยบาย (แก้ปัญหาคอร์รัปชั่น) ของพรรคการเมืองควรจะต้องระบุไว้อย่างชัดเจนเปิดเผยให้พวกเราที่จะไปเลือกตั้งว่าถ้าพรรคการเมืองมี เราก็อยากจะเชียร์ ถ้าไม่มี ผมไม่เชียร์ เพราะจะมาสร้างความเสียหาย...”
หมายเหตุ : สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) การจัดงานมหกรรม Policy Watch Connect 2026 เวที Policy Forum ในหัวข้อ รัฐโปร่งใส ไร้คอร์รัปชัน โดยความร่วมมือของ 3 องค์กรหลัก ได้แก่ เครือข่ายเทคโนโลยีภาคประชาชน (civic tech) หรือ Wevis สร้างธรรมาภิบาลและความโปร่งใส (Hand social enterprise) และ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT เพื่อส่งมอบต่อพรรคการเมืองในรูปแบบของสมุดปกขาว จัดโดยศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ (The Active) Thai PBS
โดยมีภาคีเครือข่ายภาคสังคมและประชาชน ภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมแสดงความคิดเห็น อาทิ นายต่อภัสสร์ ยมนาค ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชัน (KRAC) นายกิตติเดช ฉันทังกูล ผู้อำนวยการองค์กรต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) นายสุพจน์ เธียรวุฒิ อดีตผู้อำนวยการ DGA และ นายวิเชียร พงศธร อดีตรองประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ

รศ. ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค อำนวยการศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชันและส่งเสริมธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาค
ที่มาภาพ: WebSite https://www.econ.chula.ac.th/portfolio
@ รัฐ (ไม่) โปร่งใส เพราะ ‘ไม่เปิดข้อมูล’
นายต่อภัสสร์ ยมนาค ผู้อำนวยการศูนย์ KRAC และผู้ร่วมก่อตั้ง HAND Social Eenterprise :
ทำไมประเทศไทยรัฐถึงยังไม่โปร่งใส เพราะเราไม่เปิดเผยข้อมูล เราพูดเหมือนเราอยากจะเปิดเผยข้อมูล เราพูดเมือนเราอยากจะโปร่งใส เราพูดเหมือนเรามีมาตรการ กฎหมาย ระเบียบและคำสั่งบอกว่าต้องเปิด เราอยากจะเข้าไปเป็นร่วมสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) อยากจะไปเข้าร่วมเป็นสมาชิก Open Government Partner (OGP) ซึ่งพูดกันมา 7 ปีแล้ว วันนี้เรายังเข้าไม่ได้ เหตุผลเพราะเรามีมาตรการต่างๆเหล่านี้ แต่เราไม่ทำจริง
“ยกตัวอย่างง่ายๆ เรื่องนี้คุยกันมาหลายครั้งแล้ว เรื่องการเปิดเผยข้อมูล ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นที่รัฐสภา ในกรรมาธิการงบประมาณ กรรมาธิการการมีส่วนร่วมกับประชาชน เคยเชิญสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่ง ป.ป.ช. เล่าให้ฟังว่าข้อมูลหลายชุดทำไมไม่เปิด เพราะว่าเราทำงานวิจัยมาพบว่า ถ้าอยากจะแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันได้ต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างน้อยที่สุด 25 ชุดข้อมูล อ้างอิงจากมาตรฐาน Open Data Charter ซึ่ง 1 ใน 25 ชุด นี้คือข้อมูลบัญชีทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต้องเปิดอย่างน้อยให้เห็นอยากจะรณรงค์เลือกตั้งคนดีเข้าสภาอย่างน้อยที่สุดคนดีก็คงต้องเปิดเผยข้อมูลได้ ประชาชนเห็นได้ เปรียบเทียบ 4 ปีที่ผ่านมา หรือ 3 ปีที่ผ่านมา แตกต่างกัน เพื่อเราจะรู้เขาดีหรือไม่ดีตามมาตรฐานตามที่เราให้ไว้แต่ละคน”
@ มูลนิธิ แหล่งฟอกเงินชั้นดี
สิ่งที่ ป.ป.ช ทำตอนนี้ คือ ป.ป.ช เลือกที่จะเปิด 180 วัน อยู่ในระเบียบของ ป.ป.ช ทั้งที่กฎหมายบอกว่าให้เปิดเผย วันนั้น ป.ป.ช มาพูดในกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชน ว่าเหตุผลที่ไม่เปิดเผย เพราะกฎหมายบอกว่าให้เปิดเผยข้อมูล แต่ไม่ได้บอกว่าให้เผยแพร่ เพราะฉะนั้นวิธีการบอกเปิด 180 วัน หลังจาก 180 วันก็เอาข้อมูลลง บางหน่วยงานก็บอกว่าเปิดไม่ได้เพราะติดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA ซึ่งก็ไม่ได้มีศักดิ์เหนือว่ากฎหมายอื่นๆเลยที่บอกให้เปิดเผยข้อมูล บางหน่วยงานบอกว่าไม่มีความสามารถ บางหน่วยงานถึงขั้นบอกว่าเซิร์ฟเวอร์ไม่พอ ตัวอย่างทั้งหมดที่กล่าวไปกำลังจะบอกว่า กฎหมายให้เปิดหมดแล้ว แต่ถึงเวลาปฏิบัติจริง ไม่ได้เปิดเผย จึงเป็นที่มาของคำถามว่าทำไมรัฐไทยไม่ได้โปร่งใส
วันนี้เรื่องใหญ่ คือ เรื่องทุนเทา ไม่มีทางเลย การแก้ไขปัญหาเชิงระบบต้องไปไล่ทีละบริษัท โจรทีละคน อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต (UNCAC) เป็นมาตรฐานข้อตกลงของ UN พูดถึงเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชัน เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้พูดถึงกัน แต่ทั่วโลกกำลังพูดถึงมาตรฐานที่เขาเอามาใช้และเป็นเครื่องมือที่เขาใช้คือสิ่งที่เรียกว่า Beneficial Ownership Transparency คือ การรู้ข้อมูลผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง จะได้จัดการคนเดียวและจัดการทั้งเครือข่ายอย่างเป็นระบบ
“ข้อมูลนี้บอกว่าจะเปิดได้อย่างไรต้องเปิดบัญชีทรัพย์สินนักการเมือง ข้อมูลผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทข้อมูลจัดซื้อจัดจ้าง เพราะเชื่อมโยกกัน เราบอกอยากจะไปแก้ทุนเทา ข้อมูลเรายังไม่เปิด เราจะไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร สุดท้าย บางชุดข้อมูลอาจจะนึกไม่ถึงว่ามันเกี่ยวข้องกับเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชันอย่างไร เช่น ข้อมูลกรรมการมูลนิธิเกี่ยวอะไร แต่นึกดีๆมูลนิธิหลายมูลนิธิเป็นแหล่งฟอกเงินชั้นดีใช่ไหม มารวมประมวลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยในบางกรณี แต่ข้อมูลชุดนี้ไม่ได้อยู่ในกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แต่อยู่ที่กระทรวงมหาดไทย ไม่ได้เชื่อมโยงกัน”นายต่อภัสสร์กล่าว

ดร. สุพจน์ เธียรวุฒิ กรรมการอิสระ และประธานกรรมการเทคโนโลยี
ที่มาภาพ: WebSite : https://www.bangkokbiznews.com/tech/867927
@ คำพูดสวยหรู-ชีวิตจริงตรงกันข้าม
นายสุพจน์ เทียนวุฒิ อดีตผู้อำนวยการและที่ปรึกษาสำนักงานรัฐบาลดิจิทัล (DGA) :
มายเซ็ท คนไม่รู้ว่าทำไมจะต้องเปิดและเปิดไปทำไม รัฐบาลมีนโยบายอยากให้เปิด คำพูดสวยหรู คืออยากให้รัฐบาลเปิดเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น แต่ชีวิตจริงตรงข้าม ทางออก 2 เรื่อง เรื่องแรก คือ เรื่อง Commitment ของผู้บริหาร หรือ ความตั้งใจทางการเมือง (political will) ว่าอยากจะให้เปิดจริง เราไม่ได้ขาดนโยบาย หนึ่ง กฎหมายที่เป็นเครื่องมือมีหมด ตั้งแต่ พ.ร.บ รัฐบาลดิจิตล พ.ร.บข้อมูลข่าวสาร พ.ร.บ ทางราชการอเล็กทรอนิกส์มีหมดเลยแต่เลือกที่จะเป็นข้ออ้าง ไม่อยากเปิด ว่าติด PDPA พ.ร.บข้อมูลข่าวสาร
“เราต้องแยกระหว่างข้างบนผู้บริหารกับคนทำงาน คนทำงานที่อยากทำอยากเปิดยังมี แต่เขาเจอข้อจำกัดว่าถ้าเปิดไปแล้วผิดเขาจะโดนเล่นงาน ผมคุยกับ ITA อยู่ว่าสุดท้าย ป.ป.ช เอาไปใช้หรือเปล่านะครับคือได้เพิ่มคะแนนข้อ 1 ว่าไม่ใช่เปิดตามที่ ป.ป.ช สั่งให้เปิดตามที่ประชาชนร้องขอ ถ้าเปิดคุณค่อยได้คะแนนอันนี้คือวิธีการที่เราพิธีการที่เราพยายามเปิดให้เอกชนเข้ามามีส่วน ภาคประชาสังคมหรือว่าพรรคเอกชนโดยตรงเพราะว่าเขาจะรู้สึกว่าข้อมูลนี้มายเซ็ทเขาคิดว่าภาครัฐเนี่ยเอกชนไปหากำไร เขาจะคิดว่าภาคประชาสังคมเราไปแล้วจะมาไล่จับผิดเขา”
ปัญหาของพ.ร.บ ข้อมูลข่าวสาร ฉบับนี้ที่เราเจอ ตอนที่เราขับเคลื่อนเรื่อง Data Components หลายคนให้กลายเป็นข้อมูลลับทั้งหมด เป็นเหตุที่จะไม่ต้องเปิดเผยตายแนวปฏิบัติที่ DGA ออกเพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องแก้คือ 2 ประเด็น ประเด็น 1 ทำอย่างไรให้ พ.ร.บข้อมูลข่าวสารมีนิยามของตัวข้อมูลลับข้อมูลต่างๆเหล่านี้ที่เป็นสากลที่มันตอบได้จริงๆว่า มีผลกระทบสูงต่อเรื่องความมั่นคงเท่านั้นถึงจะไม่เปิดเผย ประเด็นที่ 2 เรื่องของการที่จะต้องบังคับให้มีวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ในการจัดการเรื่องของมูลข่าวสารทั้งหมด
สิ่งที่เราอยากได้คือว่าเมื่อเป็นอิเล็กทรอนิกส์แล้วสามารถจะทำลายต้นฉบับได้เลยหรือว่าต้องมีหลักฐานในการเก็บมากกว่า 3 แห่งขึ้นไปก็สามารถทำลายต้นฉบับได้
สุดท้ายอาจจะโยงกับพ.ร.บฉบับอื่นด้วยก็คือว่า แม้แต่ประเทศเกาหลีที่เขาทำเรื่องนี้มานานก็เจอปัญหาเหมือนเราหมด สุดท้ายก็ต้องไปออกกฎหมายเรื่อง Open Delta ต้องบอกว่าทุกกฎหมายที่ออกมามักไม่มีบทลงโทษ พอไม่มีบทลงโทษ คำแนะนำจะไม่เกิดอะไรไปฟ้องละเว้นปฏิบัติหน้าที่ฯ (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157) ก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย อยากจะให้มีกฎหมายที่บังคับว่าเปิดเผย ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ มติคณะรัฐมนตรี (ครม.)

คุณกิตติเดช ฉันทังกูล ผู้อำนวยการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)
ที่มาภาพ: WebSite https://kraccorruption.com/network
@ พรรคการเมืองไม่มีแอคชั่นแพลน
นายกิตติเดช ฉันทังกูล ผู้อำนวยการองค์กรต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) :
“โครงสร้างภาครัฐไทยมีอำนาจ 3 ส่วนที่เราต้องเปิดเผยข้อมูล คือ อำนาจบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการ ซึ่งทั้ง 3 ภาคส่วนนี้ เราพยายามขับเคลื่อนให้เปิดเผยข้อมูลภาครัฐออกมาให้ได้มากที่สุด รวมไปถึงองค์กรอิสระและรัฐสภา”
นิติบัญญัติในข้อมูลภาครัฐที่เราต้องการให้เปิดออกมาในเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชันมีหลายมิติ ต้องอย่าลืมว่า เวลาเราพูดต่อต้านคอร์รัปชัน มัน Cover รูปแบบการทุจริตคอร์รัปชันมากมายมหาศาล ตั้งแต่สินบนใบอนุญาต การประมูลจัดซื้อจัดจ้าง ซื้อขายสัญญา การลดสเปก รวมไปถึงการซื้อขายตำแหน่งเจ้าหน้าที่รัฐ การซื้อสำนวนความผิด กระบวนการยุติธรรมต่างๆ คดีความต่างๆ ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลที่ภาครัฐพยายามปิดอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยเปิดให้เข้าไปดู จนกระทั่งมาถึงเทคโนโลยีไอที เทคโนโลยีดิจิทัลที่เข้ามา รัฐเริ่มมีการปรับปรุง มีการออกกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติติดเงื่อนไข
“คำถามคือ พรรคการเมืองที่เข้ามาเสนอแนะนโยบายต่างๆ ฟังหลายเวที ตั้งแต่เลือกตั้งครั้งที่แล้ว และในครั้งนี้ยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจน ยังไม่เห็นพรรคไหนเสนอแผนปฏิบัติการ (Action plan) เมื่อเป็นรัฐบาลจะทำอะไรบ้าง ยังไม่เห็นพรรคไหนผลักดันออกมาอย่างเป็นรูปปธรรม”
สิ่งที่เห็นชัดที่สุดอาจจะมีแค่กรรมาธิการบางชุดที่เอามาออกมาเปิดเผยนอกห้องประชุม พยายามไลฟ์สด ซึ่งการไลฟ์สดในห้องประชุมกรรมมาธิการที่รัฐสภาทุกประเทศที่เป็นประชาธิปไตยเป็นเรื่องพื้นฐาน ดูย้อนหลังได้ ไม่ต้องรอรายงานที่เป็นลายลักษณ์อักษรด้วยซ้ำแค่นี้การคอร์รัปชันเกิดไหม คำถามคือแรงจูงใจอยากจะโกง อยากจะปกปิดตุกติกน้อยลงทันที เพราะมีคนตรวจสอบ

คุณวิเชียร พงศธร ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อคนไทย
ที่มาภาพ: WebSite http://khonthaifoundation.org/th/goodsocietyexpo2018-3/
@ จัดซื้อจัดจ้าง เกินความต้องการ
นายวิเชียร พงศธร ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทพรีเมียร์และผู้สนับสนุนธุรกิจเพื่อสังคม และอดีตรองประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) :
วันนี้เรามาคุยกันเรื่องรัฐโปร่งใสไร้คอร์รัปชัน โปร่งใส่นำไปสู่การไร้คอร์รัปชั่นเป็นความหวัง ข้างหน้าที่ว่าความฝันนั้นรัฐโปร่งใสไร้คอรัปชันมันเกิดขึ้นจริง 4 ปี 8 ปี 12 ปี 16 ปี อย่างน้อยเราจะมีโอกาสมาเลือกตั้งกันทุก 4 ปี เราจะนำไปสู่การที่เรามีรัฐโปร่งใสไร้คอรัปชั่นเป็นความฝันที่น่าจะเป็นภาพที่สวยงาม
เรื่องของข้อตกลงคุณธรรมในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ สำคัญคือการมีส่วนรวมของผู้เชี่ยวชาญ มีข้อพิสูจน์แล้ว 7-8 ปีที่ผ่านมาประหยัดงบประมาณได้เป็นแสนล้าน
นโยบายของภาคการเมืองและแนวปฏิบัติของภาคประชาชน สิ่งที่จะปรากฏเป็นนโยบาย มีหน้าที่ของทางภาคประชาชนที่จะต้องเห็นดีเห็นงาม ไม่เห็นดีเห็นงาม ตามตรวจสอบติดตาม ทวงถาม ทั้งหลายทั้งปวง ก็กลับมาเรื่องภาพเดิมว่าเราอยากจะให้ฝันร้ายของเรา เรื่องรัฐไม่โปรงใส รัฐคอร์รัปชั่นกลายเป็นจริงที่หนักหนาสากรรจ์ไปกว่าปัจจุบันหรือไม่ คำตอบของทุกคนก็คงจะบอกว่า ไม่ เราอยากจะให้ฝันดีของเรากลายเป็นจริง แต่มีหน้าที่ที่ต้องไปปฏิบัติจริงของคนไทยทุกคน
สำหรับนโยบายทางภาคการเมือง เราได้ยินถึงการสร้างเครื่องมือ เรื่องการบังคับใช้กฎหมาย เรื่องการปรับโครงสร้างต่างๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผิด การสร้างเครื่องมืออยากให้คำนึงถึงว่า สร้างเครื่องมือมาร้อย ต้องหวังว่าประโยชน์มันเกิดขึ้นร้อย อย่าสร้างเครื่องยนต์ 4 สูบ มาวิ่ง 1 สูบเท่านั้น หรือ วิ่ง 1 สูบ ทำให้ใช้วิ่ง 4 สูบ หรือ กลไกอย่างเช่น DGA เป็นกลไกที่อาจจะยังไม่ทำหน้าที่ของได้เต็มที่ อยากจะทำเพิ่ม อย่าซ้ำซ้อน พัฒนาต่อยอดจะเป็นเรื่องที่ดี
“พรรคการเมืองมีความชัดเจนเปิดเผยหรือเปล่าว่าหลักการในเรื่องของธรรมาภิบาลที่แต่ละพรรคการเมือง ยึดถือยึดปฏิบัติเป็นอย่างไร หลักจริยธรรมที่สมาชิกของพรรคของท่าน ยึดถือยึดปฏิบัติเป็นอย่างไร มีเรียกว่า กฎบัตร code of conduct กฎระเบียบการส่งเสริม การกำกับ การลงโทษ ทั้ง 3 เรื่องมีอย่างครบถ้วน เปิดเผยกับประชาชนได้หรือไม่ อย่างไร เชื่อว่าถ้ายึดถือ 3 สิ่งเหล่านี้ สิ่งต่างๆที่เราเห็นในปัจจุบันจะลดน้อยลงไปแน่ จะดีขึ้นแน่ๆ ฝันดีของเราจะกลายเป็นจริง”
ถ้ามีสำนึก หรือ เจตจำนงในการจะเปิดเผยข้อมูลเป็นที่ตั้ง การเปิดเผยข้อมูลจะเกิดขึ้น โครงการข้อตกลงคุณธรรม โครงการ cost จัดซื้อจัดจ้างจะลื่นไหล เข้ามาสู่กระบวนการที่เกิดความโปร่งใส การป้องกันความเสียหาย การป้องกันความเสี่ยงต่างๆมากมาย ความสูญเสียที่เกิดขึ้นก็จะลดน้อยหายไป
“ความสูญเสียที่เราเข้าใจ ผมคิดว่ามีบทวิชาการการสำรวจมายมายว่า การสูญเสียจากการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐกี่แสนล้าน 20% โดยประมาณ บวกลบแล้ว แต่ละปีหลายแสนล้าน เราสูญเสียมากกว่านั้น เราจัดซื้อจัดจ้างในสิ่งที่เราไม่ต้องการ หรือ เกินความต้องการก็มี ไม่ใช่เสียแค่หัวคิว”
@ ไม่ซื่อสัตย์-ไม่สุจริต อย่าไปเลือก
องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันมีการสำรวจ มีอาคารอยู่ประมาณสักอย่างน้อย 90 - 100 แห่งถ้ามีเศษเสียเลย สูญเปล่าไปเลย ร้อยเสียร้อย หรือ สร้างเกินกรณีของ สตง. สร้างไม่ได้มาตรฐานก็สูญเสีย เกิดความสูญเสียมากมายไปกว่านั้นอีก เพราะฉะนั้น ฝันร้ายมันร้ายมากกว่าที่คิด ฉะนั้นระบบการสร้างสำนึกที่ดีฟังดูแล้วเหมือนมันเป็นอะไรนามธรรม พูดกันว่าต้องสร้างสำนึกดี ต้องมีระบบธรรมมาภิบาลบาลที่ดี ต้องมีหลักปฏิบัติ ต้องมีกฎบัตรที่ดี จะดีขึ้น
“วันที่ 8 ก.พ.จะได้ไปเลือกตั้ง ถ้าสงสัยว่าคนนี้ไม่ได้เป็นคนที่ซื่อสัตย์ สุจริต อย่าไปเลือก ถ้าพรรคเขาไม่มีนโยบาย หรือ แนวนโยบายอย่างที่ปรากฏ เพื่อจะพัฒนาคนให้มีสำนึกดี มีการเคารพต่อหลักนิติธรรม ทั้งหลายที่สมบูรณ์ อย่าไปเลือก ในเรื่องของนโยบาย (แก้ปัญหาคอร์รัปชั่น) ของพรรคการเมืองควรจะต้องระบุไว้อย่างชัดเจนเปิดเผยให้พวกเราที่จะไปเลือกตั้งว่าถ้าพรรคการเมืองมี เราก็อยากจะเชียร์ ถ้าไม่มีผมไม่เชียร์ เพราะจะมาสร้างความเสียหาย”

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา