
"...ทุนทางศิลปวัฒนธรรมของไทยนั้น มีอยู่ทุกพื้นที่เต็มแผ่นดิน เสาะหาที่ไหนก็พบที่นั่น เมื่อพบแล้ว มีการใช้ความพยายามของภาคประชาสังคม โดยความร่วมมือของภาครัฐ ช่วยกันปรุง ช่วยกันแต่ง ช่วยกันเติม ช่วยกันเสริม ช่วยกันสื่อสาร ช่วยกันขยายผลจาก “คุณค่า” ให้เป็น “มูลค่า” ย่อมจะเกิดผลไพศาล ที่ยกระดับชีวิตผู้คนในชุมชนให้ดีขึ้นได้อย่างเป็นจริง หากรัฐบาลเห็นความสำคัญ และสนับสนุนให้เกิดโครงการเช่นนี้ทั่วประเทศไทย จะกลายเป็นเศรษฐกิจฐานรากที่ชุมชนได้รับประโยชน์โดยตรง..."
ทุนทางวัฒนธรรม คือมรดกทางภูมิปัญญาของชาตินั้นมีมากมายถึง 7 สาขา
ก๋องปู่จา เป็นภูมิปัญญา สาขาศิลปะการแสดง ประเภทดนตรี และเป็นแนวปฏิบัติด้านประเพณีและเทศกาล เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,300 ปี ของ จ. ลำปาง
ยิ่งขุด ก็ยิ่งเจอ
ยิ่งค้น ก็ยิ่งพบ
ยิ่งหา ก็ยิ่งเห็น
ยิ่งศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการ ก็ยิ่งตระหนักค่า
ยิ่งประจักษ์ต่อสายตา ก็ยิ่งรู้สึกภาคภูมิใจในศิลปวัฒนธรรมของไทย ที่มีหลากหลาย มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นทั้งรากเหง้าและเป็นภูมิบ้านภูมิเมืองที่กระจายอยู่เต็มแผ่นดิน
ก๋องปู่จา หรือ กลองบูชา เป็นมรดกทางภูมิปัญญา ที่ จ.ลำปาง ประกาศรับรองไว้ตั้งแต่ปี 2566

เรื่องเล่าของ “ก๋องปู่จา” มีหลายสำนวน
สำนวนหนึ่งเป็นข้อมูลจากสภาวัฒนธรรม จ. ลำปาง บอกเล่าไว้ว่า
บ้านเมืองที่เคยอยู่สงบอย่างเป็นสุข กลับต้องหวาดผวา เพราะมียักษ์ตนหนึ่งมาปรากฏตัวยังโลกมนุษย์ ที่มาเพื่อกินมนุษย์สัปดาห์ละ 1 คน แถมเป็นยักษ์ตาทิพย์ที่สามารถมองเห็นมนุษย์ได้หมด ไม่ว่าจะซ่อนตัวอยู่ตรงไหน มนุษย์จึงตีกลองส่งสัญญาณร้องไปสู่สวรรค์ พระอินทร์ยมราช ส่องตาทิพย์มาเห็นยักษ์กินมนุษย์ จึงแปลงร่างเป็นมนุษย์ลงมา ขัดขวางยักษ์ตนนั้นที่กำลังจะกินร่างหญิงคนหนึ่ง
พระอินทร์ยมราชในร่างมนุษย์ท้าทายว่า คราวหน้าถ้าเจ้ามาอีก ข้าจะให้เจ้ากินมนุษย์ทั้งหมด แต่ถ้าเจ้าหานางผู้หญิงคนนี้ไม่เจอ ให้เจ้ากลับไปเมืองของเจ้าซะ
ยักษ์แน่ใจตนเอง ว่ายังไงก็ต้องหาเจอ เพราะมีตาทิพย์ จึงรับคำท้า
พระอินทร์จึงสร้างคาถา เรียกว่า “วะพันตัว” โดยท่องกำกับไว้ที่ขอบกลองทั้งชุด (มี 4 ใบ) แล้วเอานางไปซ่อนไว้ในตัวกลอง พอวันศีลที่ยักษ์จะมากิน พระอินทร์แปลงกายเป็นมนุษย์มาตีกลองเป็นคาถาธรรมว่า “พุทธโธ กันหะ ธัมโม กันหะ สังโฆ กันหะ” ทำให้ยักษ์ไม่เห็นนางที่ซ่อนอยู่ในตัวกลอง จึงกลับไปยังเมืองยักษ์ด้วยความผิดหวัง พระอินทร์จึงชี้ไปที่กลองแล้วบอกมนุษย์ว่า “นี่แหละ ‘กลองไชย’ ของพวกเจ้า” แล้วหายตัวไป
กลองไชย สมัยก่อนก็คือ ก๋องปู่จา (กลองบูชา) สมัยปัจจุบัน
“มหกรรมก๋องปู่จา สวมผ้าย้อมครั่ง สร้างสรรค์เมืองลำปาง” เมื่อ 5-7 ธค. 68 ณ สวนสาธารณะหนองกระทิง และบริเวณโฮงละกอน (โรงละคร) อ. เมือง จ. ลำปาง
ณ สวนสาธารณะหนองกระทิง ถูกจัดให้เป็น “พื้นที่แห่งจินตนาการ” มีศิลปะผสมผสานและนวัตกรรมสำคัญ คือ
1. โซนแสดงไฟและแสงสี “มหัศจรรย์แสงเมืองเหนือ” เป็นครั้งแรกที่จำลองปรากฏการณ์ “แสงเหนือ” และการแสดง Light & Sound ตลอด 10 วันของการจัดงาน
2. โซนแสดงกล้วยไม้ “งามดั่งกล้วยไม้ ใต้ร่มพระบารมี” รวมกล้วยไม้พันธุ์หายาก มาให้ชมตลอด 2 เดือน
3. มหกรรม “ตี๋ก๋องปูจา สวมผ้าย้อมครั่ง สร้างสรรค์เมืองลำปาง” เป็นการถ่ายทอดอัตลักษณ์ล้านนา โดยใช้กลองบูชาและผ้าย้อมครั่ง ซึ่งผนวกเอากิจกรรม Fashion Hackathon และแฟชั่นโชว์ร่วมสมัยไว้ด้วย
4. นิทรรศการเซรามิคของศิลปินไทยและจาก 10 ประเทศ ตอกย้ำ “ลำปางเมืองแห่งเซรามิค” พร้อมกิจกรรมเล่าเรื่องเมืองลำปาง เทศกาลชาติพันธ์ และโซน Art & Craft พร้อมอาหารพื้นถิ่นมากกว่า 100 ร้าน
ทั้ง 4 กิจกรรม นี้เป็นการรวบยอดภูมิบ้านภูมิเมืองลำปางไว้ให้อยู่ในเทศกาลเดียวกัน
ในพิธีเปิดมหกรรม เมื่อค่ำวันที่ 6 ธค. 68 ท่ามกลางชาวลำปางกว่า 1,000 คน ที่ส่วนใหญ่สวมชุดผ้าย้อมครั่ง โดยมี ผวจ. นายก อบต. หัวหน้าส่วนราชการในจังหวัด และสื่อมวลชน เข้าร่วม
ดร. ลีลาภรณ์ บัวสาย ที่ปรึกษาการขับเคลื่อนวิทยสถาน “ธัชภูมิ” เพื่อการพัฒนาพื้นที่ ในฐานะตัวแทนฝ่ายงานวิจัย กล่าวบนเวทีว่า
“รากเหง้าของไทย โดยเฉพาะลำปางนั้น มีอายุยาวนานกว่า 1,300 ปี ในขณะที่สิงคโปร์ อายุไม่ถึง 100 ปี สหรัฐอเมริกา อายุไม่ถึง 300 ปี แต่วัฒนธรรมไทยสืบเนื่องมายาวนานกว่า และในวันนี้ทุนวัฒนธรรมไทยไม่เป็นเพียง “คุณค่า” เท่านั้น แต่สามารถสร้างเป็น “มูลค่า” ได้ ไม่ว่าทุนทางธรรมชาติที่มีอยู่แล้ว หรือทุนทางวัฒนธรรม เช่น ผลิตภัณฑ์ ตลาด ย่านวัฒนธรรม เทศกาลต่างๆ
ที่ลำปางนี้ ต้องให้เกียรติ อาจารย์ปราการ ใจดี เป็นคนสร้างคุณค่า กลองปู่จา ให้มีชีวิตชีวาขึ้นมาใหม่ ทำให้ทุนเดิม ที่มีรากลึก มีความมั่นคง ทำให้คนในพื้นที่มีรายได้ขึ้นมา
เป็นการขับเคลื่อนองค์ความรู้เดิม พัฒนาไปสู่การปฏิบัติ
กาดนั่งก้อม และ ผ้าย้อมครั่ง เป็นการพัฒนาขึ้นมาด้วยการคิดใหม่ ทำใหม่ งานวิจัยทุนทางวัฒนธรรมด้วยการปฏิบัติจริง จึงเป็นการยกระดับสู่การสร้างรายได้ให้ชุมชน ทั้งหมด”

อาจารย์ปราการ ใจดี นายกสมาคมก๋องปู่จาและศิลปะการแสดงพื้นบ้าน นครลำปาง เล่าให้ฟังถึงแรงบันดาลใจ ในการทำงานกลองปู่จา ว่า
“กลองปู่จา มีทั่วไปในภาคเหนือ ทั้งลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ แพร่ น่าน พะเยา เชียงราย
ปี 2540 ผมไปพบคนเฒ่าคนแก่ที่ตีกลองปู่จา เช่น พ่อหนาน แล้วเอามาบันทึกเป็นตัวโน๊ต แม้กลองปู่จาจะเป็นเครื่องให้จังหวะ ตีเป็นทำนองไม่ได้ แต่ก็มีความงดงามในความมุ่งหมายของการตีและให้อารมณ์ความรู้สึกได้
กลองใบใหญ่ 1 ใบประกอบกับกลองใบเล็ก 3 ใบ เป็นหนึ่งชุด ในยุคโบราณที่ไม่มีเครื่องมือสื่อสาร การตีกลองเป็นสัญญาณสื่อสาร สื่อถึงการบูชา แก้ว 3 ประการ คือพระรัตนตรัย สื่อถึงการเรียกประชุม สื่อถึงการบอกเหตุร้ายเหตุด่วน เช่นไฟไหม้ โจรปล้น สื่อถึงจังหวะที่พระเทศน์จบ สื่อถึงการเคลื่อนทัพและชัยชนะในการทำศึกสงคราม
ที่จริงกลองอยู่กับวัดมานมนาน แต่ไม่ใคร่มีใครสนใจ พอปลายปี 2544 สมาคมชาวเหนือ และชมรมชาวลำปาง พบว่า ที่ไหนมีวัดที่นั่นมีกลอง จึงชวนกันมา ให้ความสนใจกัน
เมื่อ 4 ปีก่อน ผมเชิญอาจารย์แม่ (หมายถึง รศ. ดร. สุพรรณี ฉายะบุตร) เป็นนายกเหล่ากาชาดลำปาง เป็นประธานเปิดงานมหกรรมก๋องปู่จา ตอนนั้นแสดงกลองเพียง 9 ชุด
อาจารย์แม่แนะนำให้นำศิลปะท้องถิ่น เช่นสะล้อซอซึง ฟันดาบ และการฟ้อนรำมาร่วมด้วย
ผมต้องขอบคุณอาจารย์แม่ ที่ส่งเสริมและเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ศึกษาเรียนรู้และตีกลองปู่จา
มหกรรมครั้งนี้ยิ่งใหญ่กว่าทุกครั้ง เพราะใช้กลองปู่จาถึง 90 ใบ ชาวบ้านที่มาร่วมงานก็ตื่นตาตื่นใจว่าลำปางเรามีของดีที่ส่องแสงสดใสร่วมกับการแสดงผ้าย้อมครั่งของลำปาง หวังว่างานนี้จะช่วยให้คนท้องถิ่นและประชาชนทั่วไปร่วมกันภาคภูมิใจว่าลำปางไม่ได้มีเพียงรถม้า หรือน้ำพุร้อนเท่านั้น”

คู่ขนานกันไปกับการแสดงกลองปู่จา คือการแข่งขัน Fashion Hackathon คลั่งรัก ครั่งลำปาง ครั้งที่ 2 ซึ่งจัดขึ้นที่โฮงละกอน (โรงละคร) เทศบาลนครลำปาง
มีผู้เข้าแข่งขันการออกแบบ และจัดทำผลงานแฟชั่นต้นแบบจากผ้าย้อมครั่ง ที่จัดเตรียมไว้ให้ ผู้เข้าแข่งขันจำนวน 20 กว่ารายจะต้องออกแบบและตัดเย็บให้แล้วเสร็จภายในเวลา 24 ชั่วโมง โดยมี รศ. ดร. สุพรรณี ฉายะบุตร เป็นหัวหน้าโครงการวิจัยเรื่องการพัฒนาเมืองแห่งทุนวัฒนธรรมที่ยั่งยืนและเครือข่ายย่านวัฒนธรรมชุมชน ซึ่งผู้เข้าแข่งขันทุกคนต่างใช้จินตนาการและฝีมือทำงานเต็มที่ มีการตัดสินให้รางวัลกันไป ตามฝีไม้ลายมือของแต่ละทีมงานอย่างยุติธรรม
นี่คือ ผลแห่งการดำเนินโครงการบริหารจัดการสื่อวัฒนธรรมชุมชน “12 พื้นที่วิจัย 38 ย่านวัฒนธรรมชุมชน (ระยะที่ 2)” ภายใต้โครงการวิจัยเรื่อง “การพัฒนาเมืองแห่งทุนวัฒนธรรมที่ยั่งยืน และเครือข่ายย่านวัฒนธรรมชุมชน ระยะที่ 2” โดยมหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งได้รับทุนจาก หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวง อว.
เห็นหรือไม่ว่า
ทุนทางศิลปวัฒนธรรมของไทยนั้น มีอยู่ทุกพื้นที่เต็มแผ่นดิน เสาะหาที่ไหนก็พบที่นั่น เมื่อพบแล้ว มีการใช้ความพยายามของภาคประชาสังคม โดยความร่วมมือของภาครัฐ ช่วยกันปรุง ช่วยกันแต่ง ช่วยกันเติม ช่วยกันเสริม ช่วยกันสื่อสาร ช่วยกันขยายผลจาก “คุณค่า” ให้เป็น “มูลค่า” ย่อมจะเกิดผลไพศาล ที่ยกระดับชีวิตผู้คนในชุมชนให้ดีขึ้นได้อย่างเป็นจริง หากรัฐบาลเห็นความสำคัญ และสนับสนุนให้เกิดโครงการเช่นนี้ทั่วประเทศไทย จะกลายเป็นเศรษฐกิจฐานรากที่ชุมชนได้รับประโยชน์โดยตรง.

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา