
"...การตัดสินใจในแต่ละเรื่องเหล่านี้ของสหรัฐฯ ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อระบบการเมืองโลก ซึ่งจากบุคคลิกส่วนตัวของปธด.ทรัมป์ที่เปลี่ยนไปมาได้ตลอดเวลา การสั่งการผ่านสื่อออนไลน์แบบทันทีทันใดและการให้ความสำคัญกับตัวเองเป็นหลัก ทำให้ดูเหมือนว่าเหตุการณ์สำคัญๆ ในโลกปัจจุบันทุกอย่างหมุนอยู่รอบตัวคนคนเดียว ดังนั้น การกำหนดนโยบายต่างประเทศที่จะนำมาปฏิบัติได้จริงจึงต้องพึ่งพาข้อเท็จจริงดังกล่าว และอาจกล่าวได้ว่ามันได้กลายมาเป็นมาตรฐานใหม่ (new normal) ของโลกปัจจุบันไปแล้ว..."
หลังจากเหตุการณ์ใช้กำลังทหารบุกนำตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลาและภรรยาไปขึ้นศาลที่นิวยอร์ก วันถัดมาปธด.ทรัมป์ก็เริ่มพูดถึงการยึดครองกรีนแลนด์ ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของเดนมาร์ก และความ เป็นไปได้ในการบุกคิวบา โคลอมเบีย และเม็กซิโก ซึ่งจากเดิมที่ทั้งโลกเคยมองว่า ทรัมป์พูดอะไรต้องหารเยอะๆ กลายเป็นว่าผู้ที่เกี่ยวข้องต้องรีบคิดหาแผนตั้งรับกันพัลวัน เพราะอะไรที่ไม่คิดว่าจะเกิดก็สามารถเกิดขึ้นได้จริงในยุคนี้ และสิ่งที่จะพูดถึงนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในห้วงเวลา 2 สัปดาห์เท่านั้น
@ ต่อจากเวเนซุเอลา เป้าหมายต่อไปคืออะไร?
ช่วงแรกเกรงกันว่าการยึดครองกรีนแลนด์อาจจะเกิดขึ้นต่อจากเวเนซุเอลา เพราะดูทรัมป์จะจริงจังกับเรื่องนี้มาก ถึงกับอ้างว่าเป็นเรื่องเกี่ยวโยงกับความมั่นคงของชาติ และทรัมป์ให้เหตุผลว่า ถ้าสหรัฐฯไม่รีบยึดก็คงถูกจีนหรือรัสเซียเข้ายึดก่อน เนื่องจากปัจจุบันกรีนแลนด์ได้กลายมาเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของโลกที่เชื่อมโยงเส้นทางเดินเรือใหม่ระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกกับแปซิฟิกผ่านขั้วโลกเหนือ
ประเด็นสำคัญเรื่องนี้อยู่ที่กรีนแลนด์เป็นดินแดนใต้การดูแลของเดนมาร์กซึ่งเป็นสมาชิกนาโต้ ดังนั้น หากสหรัฐฯใช้กำลังทหารยึด(กรณีไม่ยอมขาย) เท่ากับเป็นการใช้กำลังทหารบุกสมาชิกนาโต้ด้วยกันเอง อันจะนำไปสู่ความล่มสลายขององค์กรนาโต้ที่เป็นเสาหลักทางความมั่นคงของโลกตะวันตกมาตั้งแต่หลังสงครามโลก ครั้งที่ 2
@ โอกาสการแทรกแซงทางทหารในอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ขึ้นมาแซงหน้าความสำคัญในช่วงเวลาเดียวกันนี้ คือ สถานะการณ์ประท้วงในอิหร่านที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 28 ธ.ค. 2569 ยืดเยื้อขยายตัวและเพิ่มความรุนแรงไปทั่วประเทศ จน กระทั่งทรัมป์ประกาศใน โซเชียลมีเดียสนับสนุนการประท้วงที่มีเป้าประสงค์เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตย และหากมีการใช้ความรุนแรงต่อผู้ประท้วง สหรัฐฯ ก็พร้อมที่จะใช้กำลังกับอิหร่าน ซึ่งคำพูดดังกล่าวทำให้ทุกคนนึกถึงการส่งเครื่องบินเข้าไปทิ้งระเบิดโรงงานนิวเคลียร์และที่เก็บขีปนาวุธ ในช่วงสงคราม 12 วัน (twelve-day war) เมื่อเดือนมิ.ย. 2568
หลังจากนั้นมาเมื่อปรากฏตัวเลขผู้เสียชีวิตจากการใช้กำลังโดยฝ่ายรัฐบาลอิหร่านชัดเจนขึ้นจนเป็นระดับพัน (ขึ้นกับว่าข้อมูลของแหล่งข่าวไหน) ทรัมป์ก็ส่งสัญญาณที่ชัดขึ้นอีกว่าสหรัฐฯ พร้อมส่งกำลังทหารเข้าอิหร่านในเวลาอันใกล้ โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2569 หลังจากที่ทรัมป์ประกาศระงับกำหนดการเจรจากับฝ่ายอิหร่าน และมีข้อความถึงประชาชนอิหร่าน “ขอให้สู้ต่อไป ความช่วยเหลือกำลังไป” ควบคู่ไปกับประกาศขึ้นภาษีนำเข้า 25% กับประเทศที่มีการค้าขายกับอิหร่าน ทำให้คาดหมายว่าสงครามในอิหร่านคงเลี่ยงไม่ได้แล้ว
ซึ่งในเวลาเดียวกันฝ่ายอิหร่านก็ยืนยันความพร้อมที่จะเจรจา แต่หากถูกโจมตี เป้าหมายแรกที่จะตอบโต้คือ ฐานทัพอากาศสหรัฐฯ อัล อูเดอิด (al Udeid) ที่ประเทศการ์ตา ซึ่งทำให้สหรัฐฯ ต้องรีบเคลื่อนย้ายกำลังพลที่ไม่ใช่พลรบออกจากพื้นที่โดยด่วน
@ ผลจากการล็อบบี้โดยฝ่ายต่างๆ
ต่อมาเมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2569 ปธด.ทรัมป์ประกาศว่า อิหร่านได้ยุติการสังหารประชาชนผู้ประท้วงแล้ว พร้อมกับยกเลิกกำหนดการประหารผู้ร่วมประท้วงที่ถูกจับ ดังนั้น การใช้มาตรการทหารโดยสหรัฐฯ จึงต้องรอดูสถานะการณ์ไปก่อน
พัฒนาการล่าสุดนี้เป็นผลจากการเจรจาทางลับโดยประเทศอาหรับอย่างน้อย 5 ประเทศ (นำโดยซาอุดีฯ)และตุรกี ที่สามารถโน้มน้าวสหรัฐฯ ให้เห็นว่า สงครามในอิหร่านจะกระทบต่อดุลยภาพความมั่นคงในตะวันออกกลางโดยรวมและส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่ปธด.ทรัมป์ให้ความสำคัญสูง
ขณะนี้จึงถือได้ว่าช่วงเวลาตึงเครียดสูงสุดระลอกแรกได้ผ่านไปแล้ว แต่สถานะการณ์การประท้วงยังคงคุกรุ่นยืดเยื้อไม่สามารถไว้วางใจได้ 100% อย่างไรก็ตาม เนื่องจากทั้งฝ่ายรัฐบาลอิหร่านและกลุ่มผู้ประท้วงต่างก็มองไม่เห็นว่าหลังจากเอาชนะกันแล้วจะเดินหน้ากันต่อไปอย่างไร
@ ความคาดหวังและบทสรุป
ต่างชาติที่อาจเข้ามาเกี่ยวข้องที่จะทำให้สถานะการณ์ยืดเยื้อ บานปลายจนหาทางลงไม่ได้ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มประเทศอาหรับ ตุรกี หรือแม้แต่จีนและรัสเซีย ต่างก็สงวนท่าทีและเลือกจะมีบทบาทประสานความขัดแย้งเบื้องหลังมากกว่า ดังนั้น หากไม่มีการใช้ความรุนแรงกับประชาชนอีก โอกาสที่ความเข้มข้นของการประท้วงก็น่าจะค่อยๆจางไป คล้ายๆ กับช่วงการประท้วงใหญ่เมื่อปี 2009 และ 2022
สำหรับสหรัฐฯนั้น ความสำเร็จของปฏิบัติการในเวเนซุเอลา (Absolute Resolve) ถือเป็นความสำเร็จในการแสดงพลังอำนาจทางทหารที่ยิ่งใหญ่ของสหรัฐฯ อันเป็นตัวกระตุ้นกระแสความนิยมในกลุ่มขวาจัดที่เป็นฐานการเมืองที่สำคัญของปธด. ทรัมป์อย่างเป็นรูปธรรม อันเป็นสิ่งที่จำเป็นยิ่งในช่วงเวลาที่ความนิยมโดยรวมของรัฐบาลเริ่มถดถอย
การตัดสินใจในแต่ละเรื่องเหล่านี้ของสหรัฐฯ ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อระบบการเมืองโลก ซึ่งจากบุคคลิกส่วนตัวของปธด.ทรัมป์ที่เปลี่ยนไปมาได้ตลอดเวลา การสั่งการผ่านสื่อออนไลน์แบบทันทีทันใดและการให้ความสำคัญกับตัวเองเป็นหลัก ทำให้ดูเหมือนว่าเหตุการณ์สำคัญๆ ในโลกปัจจุบันทุกอย่างหมุนอยู่รอบตัวคนคนเดียว ดังนั้น การกำหนดนโยบายต่างประเทศที่จะนำมาปฏิบัติได้จริงจึงต้องพึ่งพาข้อเท็จจริงดังกล่าว และอาจกล่าวได้ว่ามันได้กลายมาเป็นมาตรฐานใหม่ (new normal) ของโลกปัจจุบันไปแล้ว
หมายเหตุ : ภาพประกอบจาก mgronline.com , netnattharika.wordpress.com

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา