
"...จากข้อมูลทางวิชาการ ผลการเลือกตั้งที่ผันผวน มีสาเหตุโดยตรงจากความจงรักภักดีต่อพรรคการเมืองลดลง (party partisanship decline) ซึ่งเกิดได้หลายปัจจัย เช่น คนรุ่นลูกรุ่นหลานไม่จงรักภักดีต่อพรรคการเมืองเดิมเท่ากับคนรุ่นก่อน หรือประเด็นที่เคยเป็นความแตกต่างทางการเมืองในอดีต ไม่ได้เป็นประเด็นปัญหาอีกต่อไป เช่น ชนชั้น ชาติพันธุ์ ศาสนา หรือแม้แต่การยึดมั่นในอุดมการณ์ซ้ายหรือขวา แต่โลกยุคใหม่กลับมีประเด็นปัญหาใหม่ ๆ (new issues) ที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการตัดสินใจเลือกตั้งของคนมากกว่า..."
1. ผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกใคร
ผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกใคร (undecided voters) คือคนที่ตอบโพลว่า “ยังไม่ได้ตัดสินใจเลือกใคร” เป็นกลุ่มคนที่มีความหมายต่อการเลือกตั้งอย่างน้อยสองประการ
ประการแรก เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผลโพลผิดเพี้ยน เช่น การมีคนที่ยังไม่ตัดสินใจมีจำนวนสูงถึง 30-40% สามารถเปลี่ยนผลการเลือกตั้งได้
ประการที่สอง เป็นความหวังของผู้สมัครหรือพรรคที่ยังตามหลัง โดยเฉพาะพรรคเล็ก
ในระบบบังคับให้ต้องไปเลือกตั้ง เช่น ไทยหรือออสเตรเลีย นั้น ในที่สุดแล้ว ผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจก็ต้องไปเลือกตั้งอยู่ดี บางครั้งจึงเรียกกลุ่มผู้เลือกตั้งนี้ว่า “กลุ่มคนตัดสินใจเลือกใครช้า” (the late voters)
แต่ถ้ากลุ่มนี้ตัดสินใจช้ากว่าการทำโพลครั้งสุดท้าย จะส่งผลให้โพลผิดพลาดได้ เพราะคะแนนพยากรณ์ของโพลกับความเป็นจริงจะไม่ตรงกัน เนื่องจากผลโพลไม่ได้นับการหยั่งเสียงของคนกลุ่มนี้เอาไว้
2. ธรรมชาติของผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกใคร
ปกติผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ค่อยตัดสินใจล่วงหน้าว่าจะเลือกใครมากนัก จะตัดสินใจตอนใกล้ ๆ เลือกตั้ง ตัวอย่างเช่น จากการวิจัยของคาเมรอนและแม็คอัลลิสเตอร์ (Cameron & McAllister, 2025) พบว่าการเลือกตั้งทั่วไปในออสเตรเลีย มีคนตัดสินใจล่วงหน้าว่าจะเลือกใครตั้งแต่เริ่มประกาศว่าจะมีการเลือกตั้ง (early voters) เพียงประมาณ 1 ใน 3 หรือ 33%
คนที่ตัดสินใจล่วงหน้าดังกล่าวนี้ คือ ผู้ที่จงรักภักดีต่อพรรค (party partisanship) หรือแสดงตนว่าสนับสนุนพรรค (party identification)
ในสังคมสมัยใหม่ พรรคการเมืองจะมีผู้จงรักภักดีน้อยลงมาก เห็นได้ชัดจากตัวชี้วัดต่าง ๆ เช่น จำนวนสมาชิกพรรคการเมือง และการเข้าร่วมกิจกรรมของพรรคการเมือง น้อยลง
บางประเทศถือว่าผู้มีสิทธิลงคะแนนส่วนใหญ่เป็นพวกที่เปลี่ยนแปลงการเลือกได้ (swing voters) ระบบพรรคการเมืองของประเทศนั้น จึงเป็นระบบพรรคการเมืองที่ไม่มีผู้จงรักภักดีต่อพรรคโดยตรงเลย (party without partisanship) เช่น ยุโรปตะวันตกในปัจจุบัน
แม้แต่ในสหรัฐอเมริกาที่มีระบบสองพรรค ก็เกิด “สะวิงสเตท” (swing states) หมายถึงคนไม่ได้จงรักภักดีต่อพรรคการเมืองใดโดยเฉพาะเจาะจง และเปลี่ยนแปลงไปได้ในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง
การที่ความจงรักภักดีต่อพรรคการเมืองลดลงนี่เอง ทำให้การเลือกตั้งมีความผันผวน (electoral volatility) และเปลี่ยนแปลงตลอด
ส่วนประเทศไทย กรุงเทพฯ น่าจะเป็น “สะวิงสเตท” เพราะว่าคนกรุงเทพฯ เคยเลือกมาแล้วทุกพรรค ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังธรรม พรรคประชากรไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคไทยรักไทย และพรรคก้าวไกล
ทั้งที่พรรคเหล่านี้มีอุดมการณ์ทางการเมืองและผู้นำพรรคตรงข้ามกัน เช่น พรรคประชากรไทย พรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคพลังธรรมน่าจะมีอุดมการณ์ทางขวา พรรคก้าวไกล พรรคไทยรักไทยน่าจะทางซ้าย ฉะนั้น จึงบอกได้ยากว่า คนกรุงเทพฯ เป็นขวาหรือซ้าย
การเลือกตั้งของคนกรุงเทพฯ น่าจะขึ้นอยู่กับบริบทการเลือกตั้งแต่ละครั้งมากกว่า
การที่มีผู้ยังไม่ตัดสินใจจำนวนมากนี้เองที่ทำให้การทำแคมเปญ (electoral campaigning) ในการเลือกตั้งมีความสำคัญมาก
แต่ที่น่ากลัว คือ การแคมเปญของพรรคการเมืองในกรุงเทพฯ มักใช้วิธีเลียนแบบกันหรือคิดเอาเองโดยขาดงานวิจัยรองรับ ซึ่งที่จริงเป็นปัญหาการศึกษาพรรคการเมืองในประเทศไทยที่ขาดฐานทางวิชาการ
ตัวอย่างเช่น เมื่อพรรคก้าวไกลส่งคนหนุ่มสาวหน้าตาดีลงสมัครรับเลือกตั้ง พรรคอื่น ๆ ก็แห่ทำตามกัน จนปัจจุบัน คนสมัครส.ส. กรุงเทพฯ เกือบทุกพรรคต้องเป็นคนหนุ่มสาวและหน้าตาดี อันเป็นพฤติกรรมการเมืองที่กีดกันผู้สูงอายุอย่างชัดเจน
ความจริงคนกรุงเทพฯ ไม่น่าจะเลือกส.ส.เหมือนเลือกดารา เว้นแต่ว่าการโฆษณาชวนเชื่อของสื่อไทยมีผลให้เกิดรสนิยมทางการเมืองเช่นนั้น
จากข้อมูลทางวิชาการ ผลการเลือกตั้งที่ผันผวน มีสาเหตุโดยตรงจากความจงรักภักดีต่อพรรคการเมืองลดลง (party partisanship decline) ซึ่งเกิดได้หลายปัจจัย เช่น คนรุ่นลูกรุ่นหลานไม่จงรักภักดีต่อพรรคการเมืองเดิมเท่ากับคนรุ่นก่อน หรือประเด็นที่เคยเป็นความแตกต่างทางการเมืองในอดีต ไม่ได้เป็นประเด็นปัญหาอีกต่อไป เช่น ชนชั้น ชาติพันธุ์ ศาสนา หรือแม้แต่การยึดมั่นในอุดมการณ์ซ้ายหรือขวา แต่โลกยุคใหม่กลับมีประเด็นปัญหาใหม่ ๆ (new issues) ที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการตัดสินใจเลือกตั้งของคนมากกว่า
การแคมเปญ นอกจากกระตุ้นให้คนยังไม่ตัดสินใจทำการตัดสินใจได้สำเร็จแล้ว ยังสามารถกระตุ้นให้คนเปลี่ยนความตั้งใจที่จะเลือกตั้งของกลุ่มสะวิงโหวตได้ด้วย เช่น เขาเคยคิดจะเลือกพรรคหนึ่ง แต่การแคมเปญ อาจทำให้เขาเปลี่ยนมาเลือกอีกพรรคหนึ่ง
การเปลี่ยนผู้ยังไม่ตัดสินใจกับการเปลี่ยนกลุ่มสะวิงโหวตให้เปลี่ยนพรรคนี้ จึงเป็นหัวใจของความสำเร็จของพรรคการเมือง การวิจัยพฤติกรรมการเลือกตั้ง เรียกกลุ่มนี้ว่า “floating voters” หรือ “ผู้มีสิทธิเสียงเลือกตั้งที่ลอยตัว”
3. พฤติกรรมการเลือกตั้งของผู้ยังไม่ตัดสินใจและผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ลอยตัว
การลงประชามติกับการเลือกตั้งทั่วไปจะเกิดพฤติกรรมของผู้ยังไม่ตัดสินใจกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งลอยตัวแตกต่างกัน
การลงประชามติต้องตอบว่า “Yes” หรือ “No” หรือ “เห็นด้วย” กับ “ไม่เห็นด้วย” ทำให้การออกเสียงแบ่งออกเป็นสองข้างและมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากต้องเลือกข้างใดข้างหนึ่งและไม่มีการลงประชามติอีก เช่น การลงประชามติว่าจะให้แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่ ในการเลือกตั้งที่จะถึง
สำหรับการลงประชามติมักจะมีคนที่ยังไม่ตัดสินใจสูงมาก คนจะรอจนใกล้วันเลือกตั้งจึงจะตัดสินใจเพราะต้องฟังข้อมูลอย่างรอบด้าน
จากการวิจัยในประเทศออสเตรเลียข้างต้น พบว่า หากมีคนยังไม่ตัดสินใจมากเท่าใด แนวโน้มของคำตอบในการลงประชามติ จะเป็น “No” หรือ “ไม่เห็นด้วย” เนื่องจากเขาไม่แน่ใจกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นจากการลงประชามตินั่นเอง
ส่วนการเลือกตั้งมีความเสี่ยงน้อยกว่า เพราะถ้าหากเขาเลือกผิด ก็สามารถเลือกใหม่ได้ในคราวหน้า แต่ถ้ามีคนยังไม่ตัดสินใจมากเท่าใด แนวโน้มของเขาจะลงคะแนนให้พรรคเล็กมากเท่านั้น ทั้งนี้ เหตุที่เขายังไม่ตัดสินใจส่วนใหญ่มาจากการที่เขาไม่แน่ใจหรือไม่ชอบพรรคใหญ่ และเขาต้องการเลือกพรรคเล็กไปถ่วงน้ำหนักพรรคใหญ่ ซึ่งเป็นการเลือกเชิงกลยุทธ์ (strategic voting)
4. ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจ
ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจมีอย่างน้อย 3 ปัจจัย ได้แก่ (1) ประเด็นทางการเมือง (2) อิทธิพลของเนื้อหาของสื่อ (media content) และ (3) ข่าวผลโพล (poll news)
ปัจจัยสำคัญที่สุด คือ ประเด็นทางการเมืองในช่วงใกล้เลือกตั้ง ซึ่งมักเป็นประเด็นใหญ่ ๆ ที่ท้าทายสังคมสูง เช่น สงครามไทย-กัมพูชา อันเป็นประเด็นการเมืองระหว่างประเทศที่ล่อแหลมและมีผลกระทบต่อของคนไทยโดยตรง
รวมไปถึงปัญหาอื่น ๆ ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ เช่น การคอร์รัปชั่น สแกมเมอร์ ทุนเทา ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ ฯลฯ นอกจากนั้นยังหมายความรวมถึงแนวนโยบายในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลและผลงานที่เกิดขึ้นของรัฐบาล ตลอดจนการแคมเปญของพรรคการเมืองที่หยิบยกขึ้นมาเป็นจุดขายของตน
ส่วนที่รองลงไป ได้แก่ เนื้อหาของสื่อ ซึ่งเป็นผู้นำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับประเด็นทางการเมือง และมีบทบาทชักนำทางการเมือง โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ และการสื่อสารทางการเมืองในช่องทางออนไลน์ ยิ่งเป็นสื่อต่างประเภทกันและมีเนื้อหาที่สื่อสารแตกต่างกัน ยิ่งส่งผลต่อการเลือกตั้งที่แตกต่างกัน
ส่วนข่าวของผลโพลเป็นตัวเสริมในแง่ที่กระตุ้นให้คนมองเห็นและคาดคะเนกระแสของการเลือกตั้ง อาจก่อให้เกิดพฤติกรรมการแห่ตามผู้ชนะ (jump on the bandwagon) ตามผลโพล หรือกลุ่มคนที่เห็นต่างจากผลโพล อาจเลือกตั้งสวนทางกับผลโพล
5. ทิศทางของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ลอยตัว
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ลอยตัว (floating voters) หมายถึงสองกลุ่มรวมกัน คือ กลุ่มที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ (undecided voters) กับสะวิงโหวต (swing voters)
ทิศทางการเลือกตั้งของกลุ่มนี้ขึ้นอยู่กับการแคมเปญผ่านสื่อต่าง ๆ ซึ่งจะมีผล 2 ทาง
ทางแรก คือ การเปลี่ยนทิศทางการตัดสินใจ (conversion) อันเป็นการเปลี่ยนทิศทางการเลือกพรรคการเมืองหนึ่ง ไปเป็นอีกพรรคการเมืองหนึ่ง
ทางที่สอง คือ การตกผลึก (crystallization) หมายถึงการทำให้คนที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร สามารถตัดสินใจได้
จากงานวิจัยที่กล่าวแล้ว พบว่า ข่าวสารของสื่อมีผลต่อการเปลี่ยนการตัดสินใจและการตกผลึกแตกต่างกัน เช่น ข่าวสารในหนังสือพิมพ์ทำให้คนตกผลึก แต่ไม่เปลี่ยนใจ หรือทีวีไม่มีผลต่อการตกผลึก หรือผลโพลจะลดการตกผลึก แต่ไปเพิ่มจำนวนคนที่ไม่ไปใช้สิทธิ กระนั้น โพลอาจทำให้คนเปลี่ยนใจได้
นอกจากนี้ยังมีตัวแปรอีกตัวหนึ่งที่สำคัญ ได้แก่ ความสนใจทางการเมืองของผู้เลือกตั้ง คนสนใจการเมืองจะตกผลึกง่าย แต่คนกลุ่มนี้ไม่ค่อยเปลี่ยนใจ หรือคนมีการศึกษาสูงจะจงรักภักดีต่อพรรคมากกว่าเปลี่ยนใจ ทั้งยังพบว่าคนที่มีความรู้ทางการเมืองมากจะรับข้อมูลการเลือกตั้งได้มาก แต่เป็นกลุ่มที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงความชอบทางการเมือง
6. แคมเปญสุดท้าย
ก่อนเลือกตั้ง 1-2 สัปดาห์ พรรคการเมืองจะยิงแคมเปญสุดท้ายของตัวเอง ซึ่งจะเป็นแคมเปญที่คิดว่า “เด็ดที่สุด” เพื่อสะกิดใจกลุ่มเป้าหมายและหวังว่าจะกระตุ้นผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ยังลอยตัวอยู่ให้ตัดสินใจ
สำหรับประเทศไทย อาจพิเศษตรงที่มีการกระตุ้นด้วย “การซื้อเสียง” เพื่อสร้างพันธะผูกพันทางใจ ดังเช่นที่เกิดขึ้นทั่วไปในต่างจังหวัด จนกลายเป็นการมหกรรมการประมูลซื้อเสียง พรรคการเมืองส่วนใหญ่ต่างซื้อเสียงและจ่ายเงินกันล่วงหน้ามานานเป็นเดือนหรือหลายสัปดาห์ กลายเป็นสัจธรรมว่า “คนซื้อเสียงน้อยย่อมแพ้คนซื้อเสียงมาก” เว้นแต่คนที่มีคุณสมบัติโดดเด่นและมีเครือข่ายผู้สนับสนุนที่ยังจงรักภักดีจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม สำหรับเขตกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ พรรคการเมืองจะเตรียมแคมเปญสุดท้ายไว้ยิงช็อตเด็ดของตัวเอง หากไม่กระทำผ่าน “สื่อ” ก็การเปิดเวทีหาเสียงครั้งใหญ่แบบเผชิญหน้าเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งวันนั้นจะวัดกันที่จำนวนคนมาฟัง หากมีคนมาฟังมากและนักการเมืองปราศรัยดี ก็อาจติดหูติดตาชาวบ้านไปนานจนเป็นตำนาน
ฝ่ายค้านอาจต้องเตรียมแคมเปญเปลี่ยนประเทศ อ้างว่าคนไทย “เสียเวลา” กับรัฐบาลชุดก่อน ๆ มามากแล้ว ประเทศไทยไม่มีวันเจริญไปกว่านี้ ถ้าหากมีแต่คนเก่าบริหารประเทศ เช่น 60 ปีไม่มีอะไรดีขึ้น หากไม่เลือกตนซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่เข้าไปเปลี่ยนแปลง ด้วยการกระตุ้นแฟนตาซีที่ลอยล่องเป็นฟองในอากาศให้คนหนุ่มสาวและคนในเมืองเคลิบเคลิ้มและเปี่ยมไปด้วยความหวัง
ส่วนรัฐบาลอาจต้องเตรียมแคมเปญรักษาเสถียรภาพ และอ้างว่าไม่คุ้มค่ากับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเกินไปของฝ่ายค้าน รณรงค์ให้คนไทยยอมรับความจริงว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาเรื้อรังที่ยากจะแก้ไข และรัฐบาลก็ทำได้ดีอยู่แล้ว สาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นมีหลายอย่างเกี่ยวพันกันและยากที่จะระบุได้ชัดเจน รวมทั้งต้องใช้เวลาและความรู้มากกว่าโวหารและการด่าทอ อีกทั้งต้องอดทนกับการเปลี่ยนแปลงที่ต้องกระทำอย่างมั่นคง ไม่ผลีผลามจนแตกหักและแตกแยก
ในที่สุดวันเลือกตั้งและวันลงประชามติก็มาถึง และวันนั้นเป็นวันตัดสินอนาคตประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง เหมือนกับที่เคยกระทำมาครั้งแล้วครั้งเล่า..
หมายเหตุ : ภาพประกอบจาก ect.go.th

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา