
"...ไม่นานชื่อเสียงของอาจารย์ ก็เป็นที่เลื่องลือทั้งด้านความรู้ทางวิชาการ การอุทิศตนเอาใจใส่ดูแลรักษาผู้ป่วย การทำหน้าที่ครูแพทย์ และการรักษาเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ จนเป็นที่ยอมรับนับถือและเคารพยกย่องจากคณาจารย์และนักศึกษาแพทย์ และเป็นผู้ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ถวายปริญญาบัตรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อพระราชทานแก่บัณฑิตแพทย์ที่จบการศึกษา..."
ในที่สุดท่านอาจารย์ประเวศ วะสี ก็ได้ละสังขารจากโลกนี้ไปในวัย 93 ปี 3 เดือน 5 วัน เมื่อวันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2569 เวลา 20.53 น.
ท่านอาจารย์ประเวศ คือ อภิชาตบุตรแห่งสยามประเทศโดยแท้
บิดาท่านอาจารย์ประเวศ เป็นชาวบ้านป่า กาญจนบุรี ท่านมีชีวิตฝ่าความยากลำบาก และเจริญเติบโตผ่านระบบการศึกษา เข้ามาเรียนในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โดยต้องมาอาศัยกินอยู่หลับนอนที่โรงเรียน
พาณิชยการพระนคร โดยใช้โต๊ะนักเรียนมาเรียงต่อกันเป็นเตียงนอน และเรียนจนจบแพทย์ ได้ทุนอานันทมหิดลไปศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ โดยระหว่างศึกษาในสหรัฐซึ่งคนอเมริกันมีความขยันขันแข็งในการงานมาก ตามหลัก “จริยธรรมของชาวคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์” (Protestant Ethics) ศาสตราจารย์ชาวอเมริกันที่ดูแลอาจารย์ประเวศ บันทึกไว้ว่า ทุกเช้าเมื่อไปถึงที่ทำงานแต่เช้า ก็พบว่าอาจารย์ประเวศ ไปทำงานก่อนแล้ว และตอนค่ำเมื่อกลับจากที่ทำงานก็ยังเห็นในห้องท่านอาจารย์ประเวศยังเปิดไฟทำงานอยู่เสมอ เมื่อจบการศึกษา คนทั่วไปจะมีบทความวิชาการตีพิมพ์ด้วยความยากลำบากเพียงหนึ่งบทความ แต่อาจารย์ประเวศมีบทความตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำถึง 4 บทความ
เมื่อกลับมาประเทศไทย ท่านได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สร้างตึกอานันทราช เพื่อให้เป็นทั้งที่ทำงาน ศึกษาวิจัย บริการผู้ป่วยและสอนนักศึกษาแพทย์รวมทั้งแพทย์ประจำบ้าน
ไม่นานชื่อเสียงของอาจารย์ ก็เป็นที่เลื่องลือทั้งด้านความรู้ทางวิชาการ การอุทิศตนเอาใจใส่ดูแลรักษาผู้ป่วย การทำหน้าที่ครูแพทย์ และการรักษาเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ จนเป็นที่ยอมรับนับถือและเคารพยกย่องจากคณาจารย์และนักศึกษาแพทย์ และเป็นผู้ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ถวายปริญญาบัตรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อพระราชทานแก่บัณฑิตแพทย์ที่จบการศึกษา
หลังจากนั้นอาจารย์ประเวศ ก็เริ่มขยายบทบาทจากหน้าที่ของครูแพทย์ โดยเริ่มทำการปฏิรูประบบบริหารของศิริราช ร่วมกับอาจารย์หัวก้าวหน้าหลายท่าน ขจัดการทุจริตคอร์รัปชัน ทำให้โรงพยาบาลที่มีสภาพ
เป็น “น้ำบ่อทราย” มีเงินบริจาคไหลเข้าจากผู้มีจิตศรัทธา แต่ “ขาดทุนอย่างต่อเนื่อง” ให้กลับมามีผลกำไรและคณาจารย์รุ่นต่อๆ มา ได้เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ จนศิริราชและมหาวิทยาลัยมหิดลเป็นมหาวิทยาลัยที่มีความมั่งคั่งที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ ต่อจากนั้นอาจารย์ประเวศ ก็ขยายวงออกไปปฏิรูปการศึกษาแพทยศาสตร์และแพทยสภา ทำให้มีระบบการฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทาง เพื่อแก้ปัญหา “แพทย์ไปนอก” ซึ่งนอกจากจะแก้ปัญหาดังกล่าวได้แล้ว ยังทำให้ประเทศไทยสามารถสร้างแพทย์ผู้เชี่ยวชาญขึ้นในประเทศได้จำนวนมาก โดยลงทุนต่ำกว่าส่งไปเรียนเมืองนอกหลายเท่า เมื่อเกิดกรณีตึกโรงแรมรอยัลพลาซ่าถล่มที่นครราชสีมา แพทย์ไทยสามารถมุดลงไปตัดขาคนไข้ที่ติดอยู่ใต้ตึก โดยหมอดมยาเข้าไปดมยาทางอีกอุโมงค์หนึ่ง ในสภาพที่คนเจ็บอยู่ในท่าคว่ำหน้า สามารถผ่าตัดสำเร็จช่วยชีวิตคนไข้ไว้ได้ แม้เมื่อผ่าตัดเสร็จคนไข้จะช็อคที่ปากหลุม ก็แก้ช็อคได้สามารถนำส่งโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา และต่อมาส่งต่อไปรักษาที่โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชได้
ระบบการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศไทยที่สามารถพัฒนาเป็นเมดิคัลฮับ สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้ประเทศ ส่วนหนึ่งได้อานิสงส์มาจากระบบการสร้างผู้เชี่ยวชาญที่เริ่มต้นจากเมื่อราว 50 ปีมาแล้ว
หลังจาก “ปฏิรูประบบการแพทย์” โดยมีการ “วิพากษ์” เรื่องจริยธรรมในวงการแพทย์อย่างเป็นระบบ โดยการนำเสนอบทความชุด “บันทึกเวชกรรมไทย” แล้ว ท่านอาจารย์ประเวศเห็นว่าระบบ “การแพทย์” เป็นเพียงระบบย่อยของ “ระบบสาธารณสุข” ท่านจึงขยายบทบบาทเข้ามาร่วมงานกับ “นักสาธารณสุข” คนสำคัญๆ เช่น นายแพทย์สมบูรณ์ วัชโรทัย นายแพทย์ไพโรจน์ นิงสานนท์ นายแพทย์อมร
นนทสุต นายแพทย์บรรลุ ศิริพานิช ฯลฯ ทำให้ได้เรียนรู้ “โลกกว้าง” ของระบบสาธารณสุข โดยพบว่าบรรดานักสาธารณสุข “หัวก้าวหน้า” เหล่านั้น ยังมี “บารมี” ไม่พอ จึงต้องเสาะหาผู้มี “บารมี” ดังกล่าว มาเป็น “หัวขบวน” ซึ่งพบว่าคือ ศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว ผู้ร่วมกับจอมพล ป.พิบูลสงคราม และหลวงนิตย์ เวชชวิศิษฐ สร้างโรงพยาบาลจังหวัดจนครบทุกจังหวัด และสร้างโรงเรียนพยาบาลขึ้นจำนวนมากจนผลิตพยาบาลออกไปประจำได้ทั่วประเทศ ท่านจึงได้ไปเชื้อเชิญให้มาร่วม “ขบวนการ”
ขณะเดียวกันท่านก็ได้เขียน “คัมภีร์” การปฏิรูประบบสาธารณสุข ขึ้นเล่มหนึ่งชื่อ “สาธารณสุขเพื่อมวลชน” ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2518 ในชุด “รักเมืองไทย” ในโอกาสครบรอบ 80 ปี ชาตกาลของ พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ พร้อมกับหนังสือสำคัญอีกหนึ่งเล่ม คือ “พุทธธรรม” ของ “พระศรีวิสุทธิโมลี” ซึ่งปัจจุบัน คือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต)
การเข้าสู่วงการสาธารณสุขของท่านอาจารย์ประเวศ เกิดขึ้นในระยะเดียวกันกับการก่อตัวของ “ขบวนการแพทย์ชนบท” ซึ่งทุกคนเคารพรักท่านอาจารย์ประเวศ ทั้งด้านสติปัญญาความรู้ ความสามารถ และ
คุณธรรมจริยธรรมอันสูงส่งงดงามของท่าน บารมีของท่านอาจารย์ประเวศ มีส่วนสำคัญทำให้ “ผู้ใหญ่” ในกระทรวงสาธารณสุข มีความ “เข้าใจ” และ “ไว้วางใจ” คนหนุ่มสาว “ไฟแรง” และหลายคนมี “ความ
ร้อนแรง” ทั้งคำพูด ท่าที จนถูกกล่าวหาว่าเป็น “พวกอั้งยี่” ผลคือ สามารถผนึกกำลังคนต่างรุ่นต่างแนวคิดให้มาร่วมกันทำงาน ก่อให้เกิดการ “ปฏิรูประบบสาธารณสุข” ทำให้เกิดโครงการพัฒนาโรงพยาบาลอำเภอโครงการก่อสร้างโรงพยาบาลอำเภอครบทุกอำเภอ โครงการสร้างสถานีอนามัยครบทุกตำบล การรณรงค์ต่อต้านบุหรี่ ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล ฯลฯ
การปฏิรูประบบสาธารณสุข ซึ่งต่อมาขยายขอบเขตเป็นการปฏิรูประบบ “สุขภาพ” ต้องเผชิญปัญหาอุปสรรคมากมาย แต่ด้วย ปัญญา บารมี ของท่านอาจารย์ประเวศ ทำให้สามารถฟันฝ่าและก้าวข้ามวิกฤต
เหล่านี้มาได้ด้วยดี เช่น ประการแรก เมื่อฝ่ายการเมืองใช้อำนาจ “ยุบ” คณะกรรมการระบาดวิทยาแห่งชาติองค์กรดังกล่าวก็สามารถ “เกิดใหม่” เป็นมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ประการที่สอง เมื่อกลุ่มแพทย์ชนบททำท่าจะ “แตกคอ” กัน สร้างความวิตกให้แก่นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ จึงขอให้ท่านอาจารย์ประเวศมาช่วยเป็น “กาวใจ” โดยให้อาจารย์เรียกแต่ละคนมา “ปรับความเข้าใจกัน” แต่อัจฉริยภาพของท่านอาจารย์ประเวศ เห็นว่า การเรียกมาคุยปรับความเข้าใจกัน ไม่มีทางเกิดผลสำเร็จ จึงแนะนำให้มาตั้งกลุ่มร่วมกันคิดร่วมกันทำงาน โดยใช้หลักอปริหานิยธรรม และหลักกัลยาณมิตร ทำให้กลุ่มแพทย์ชนบทที่มาประชุมกันเป็นประจำทุกเดือนที่สามพราน สามารถเป็น “ขุมความคิด” (Think Tank) สร้างการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนได้มากมายยาวนานถึง 37 ปี โดยท่านอาจารย์ประเวศ มานั่งหัวโต๊ะ เป็นประธานทุกเดือน ไม่เคยขาด ได้ร่วมคิด ร่วมหาข้อสรุป และกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนต่างๆ อย่างได้ผลสืบมา
จากแวดวงสาธารณสุข ท่านอาจารย์ประเวศมีบทบาทในการเสนอความคิดเห็นทางการเมืองอย่างกล้าหาญมาอย่างต่อเนื่องในฐานะ “ราษฎรอาวุโส” ทำให้อาจารย์ตกเป็น “เป้า” และสุ่มเสี่ยงต่ออันตรายอย่างมาก ครั้งหนึ่งถึงขั้นมีคนเอา “หัวหมา” ไปโยนเข้าในรั้วบ้าน พร้อมข้อความสั้นๆ ว่า “คราวนี้หัวหมา คราวหน้าหัวมึง” แต่อาจารย์ก็ยังคง “ยืนเด่นโดยท้าทาย” มาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อ ร.ต.ฉลาด วรฉัตร ประกาศจะอดข้าวจนตายที่หน้ารัฐสภา “ถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญที่เขียนโดยประชาชน” ครั้งนั้น ท่านอาจารย์มารุต บุนนาค ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้แสดงภาวะผู้นำโดยการประกาศแต่งตั้ง “คณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย” มีท่านอาจารย์ประเวศ เป็นประธาน ทำให้ท่านถูกวิจารณ์โดยบางคนว่า “ไปรับใช้ประชาธิปปัตย์ทำไม” แต่ท่านอาจารย์หาได้ “หวั่นไหวในโลกธรรม” จาก “เสียงนกเสียงกา” เหล่านั้นไม่ จึงเดินหน้าใช้เวลา 3 ปี ขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ จนเกิด “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” พ.ศ. 2540 ที่เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่งของประเทศ น่าเสียดายที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีอายุแค่ 9 ปี ก็ถูกฉีกทิ้ง และกลายมาเป็นฉบับ พ.ศ. 2560 ที่เป็นมรดกบาปของประชาชนคนไทยมาจนกระทั่งทุกวันนี้
ผลงานของท่านอาจารย์ประเวศ ในฐานะลูกชาวป่าจนๆ คนหนึ่ง สร้างคุณูปการให้แก่ประเทศชาติ และประชาชนคนไทยมาได้มากมายเช่นนี้ เป็นหน้าที่ของคนรุ่นเรา และรุ่นต่อๆ ไป จะต้องสืบสานต่อไป
เมื่อสมเด็จฯ พระบรมราชชนก พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทยสวรรคต เมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2472 ท่านได้สร้างคุณูปการให้แก่วงการแพทย์ไว้มากมาย พระราโชวาทองค์สำคัญของพระองค์
ท่าน ที่จารึกไว้ ณ ฐานพระราชานุสาวรีย์ของพระองค์ท่านในกระทรวงสาธารณสุข มีข้อความว่า
ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่สอง
ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง
ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศ จะตกมาแก่ท่านเอง
ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งอาชีพไว้ให้บริสุทธิ์
สองปีเศษหลังจากสมเด็จฯ พระบรมราชชนกสวรรคต ท่านอาจารย์ประเวศก็ถือกำเนิดขึ้น เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2475 และท่านคือแบบอย่างของผู้ที่เดินตามรอยพระยุคคลบาท และพระราโชวาทของสมเด็จฯ พระบรมราชชนก โดยแท้
ขอให้ดวงวิญญาณของอาจารย์จงไปสู่สุคติในสรวงสรรค์

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา