
นับตั้งแต่รัฐบาลเริ่มทดลองขับเคลื่อนนโยบายการบริหารจัดการพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในรูปแบบ “นายอำเภอ CEO” นำร่อง 14 อำเภอตะเข็บชายแดน ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.69 เป็นต้นมา
เป้าหมายเพื่อยกระดับให้ศูนย์ปฏิบัติการอำเภอ (ศปก.อำเภอ) เป็นแกนกลางบูรณาการทั้งมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และคุณภาพชีวิตอย่างเบ็ดเสร็จ
โดยกระทรวงมหาดไทยเป็น “แบ็กอัพ” เต็มที่ ถึงขั้นเปิดโครงสร้าง “มหาดไทยส่วนหน้า”
อ่านประกอบ : ลุยตั้ง “มหาดไทยส่วนหน้า” ขับเคลื่อน “นายอำเภอ CEO”
อ่านประกอบ : โมเดลใหม่ “นายอำเภอ CEO” ชูธงนำดับไฟใต้ - สลับทหารเป็นกองหนุน
อ่านประกอบ : ไม่ต้องรอคำสั่ง! ลุยติดดาบ “ศปก.อำเภอ” สู้ไฟใต้
อ่านประกอบ : รัฐพลิกเกมดับไฟใต้ รุกมาเลย์ร่วมมือซีลชายแดน - บล็อกคน 2 สัญชาติ
อ่านประกอบ : เคาะแล้ว! ไฟใต้ไปต่อแบบเดิม - ปี 70 ไม่มีถอนทหาร - อส.รอก่อน
ภายหลังเริ่มเดินหน้ามาได้เกือบ 1 เดือน เสียงสะท้อนจากฝ่ายปกครองในแนวหน้าเป็นอย่างไร... น่าสนใจอย่างยิ่ง
มุมมองของ “นายอำเภอ CEO” มีทั้งมิติของ “ความหวัง” และเห็นปัญหาที่เป็น “หลุมดำ” ทางโครงสร้าง โดยเฉพาะภาระความรับผิดชอบที่พุ่งสูง สวนทางกับงบประมาณที่ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง รวมถึงปัญหาการแชร์ข้อมูลข่าวกรอง และการขาดองค์กรชี้ขาดระดับบน
@@ “แว้ง” สั่งลุย… ไปต่อไม่รองบ!

นายดุสิต คงสุข นายอำเภอแว้ง จ.นราธิวาส หนึ่งใน 14 อำเภอนำร่อง สะท้อนภาพการปฏิบัติงานจริงว่า อำเภอแว้งให้ความสำคัญกับ “ความปลอดภัยในพื้นที่” เป็นลำดับแรก ปัจจุบันได้รับการสนับสนุนกำลังตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) เข้ามาสมทบ 1 กองร้อย ดูแลแนวชายแดนไทย–มาเลเซีย
แต่ในมิติด้านทรัพยากร นายดุสิตยอมรับตรงไปตรงมาว่า งบประมาณเพื่อขับเคลื่อนนโยบายใหม่ยังมาไม่ถึง
"พอขึ้นปีงบประมาณ 2570 หลายงบยังไม่เข้ามาที่เรา เรายังใช้พื้นฐานเดิมที่มีอยู่ เป็นงบปกติทั่วไป งบที่จะให้ขับเคลื่อนโดยเร็วยังไม่เข้ามา แต่เราไม่รอ สัปดาห์แรกเราประชุมเรื่องความมั่นคงจบไปแล้ว สัปดาห์ถัดมาก็ขับเคลื่อนเรื่องเศรษฐกิจทันที"
เมื่อให้ลงลึกในมิติเศรษฐกิจ นายอำเภอแว้ง เล่าว่า เตรียมยกระดับผลผลิตเกษตรสู่เกรดพรีเมียม การแปรรูป และสร้างแบรนด์อัตลักษณ์วิสาหกิจชุมชนรองรับนักท่องเที่ยวผ่านด่านบูเก๊ะตา (ด่านพรมแดนฝั่ง อ.แว้ง)
@@ ชนะโดยไม่ต้องรบ... นายอำเภอบุกงานมวลชน

ขณะที่มิติด้านความมั่นคง นายดุสิตเห็นพ้องกับหลักการ “การเมืองนำการทหาร” อย่างยิ่ง
“สถิติที่ผ่านมาสะท้อนว่า งานมวลชนเคยลดบทบาทลงเพราะเน้นความมั่นคงเป็นหลัก แต่พอนายอำเภอทำหน้าที่ CEO จะช่วยผ่อนคลายบรรยากาศ บางฝ่ายเขาอาจไม่ตอบรับทางหน่วยกำลัง แต่เขาตอบรับฝ่ายปกครอง ทำให้เราเข้าถึงได้ง่ายขึ้น การสู้รบ บางทีเราชนะโดยไม่ต้องรบก็ได้ การที่ทหารเดินเข้าบ้านชาวบ้าน กับนายอำเภอเดินเข้าหาชาวบ้าน ความรู้สึกมันต่างกัน”
นายดุสิตย้ำว่า แม้จะถูกมองในมิติ “การแย่งชิงมวลชน” แต่รัฐจำเป็นต้องเข้าหาประชาชน เพราะเนื้อแท้แล้วชาวบ้านไม่ได้ต้องการแบ่งฝ่าย แต่ต้องการความปลอดภัย คุณภาพชีวิต และอาชีพที่มั่นคง
@@ CEO ไม่บุกเดี่ยว แต่เกี่ยวก้อย 3 ฝ่าย

นายกฤษฎา สุขสบาย นายอำเภอตากใบ จ.นราธิวาส หนึ่งใน 14 อำเภอนำร่อง เผยว่า แม้งานในทางปฏิบัติจะคล้ายเดิม แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดคือการมอบอำนาจการตัดสินใจในพื้นที่ที่เด็ดขาดมากขึ้น
อย่างไรก็ดี อำนาจ CEO ไม่สามารถสั่งการเดี่ยวๆ ได้ แต่ต้องผสานความร่วมมือกับกลไก 3 ฝ่าย (ปกครอง–ทหาร–ตำรวจ) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)
“ถ้านายอำเภอคนเดียวคงทำอะไรไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ต้องอาศัยภาคีเครือข่ายทั้งหมด ทหารท่านชำนาญยุทธศาสตร์ ตำรวจท่านเชี่ยวชาญข้อกฎหมาย ฝ่ายปกครองก็ชำนาญการบริหารและการพัฒนา เราตั้งกลุ่มคุยกัน 3 ฝ่าย ทั้งผม ผู้พัน และผู้กำกับ”
เมื่อถามถึงความพร้อมด้านงบประมาณ นายอำเภอตากใบ กล่าวติดตลกว่า “งบประมาณยังเป็นงบปกติ ยังไม่ได้เพิ่มอะไร เพิ่มแต่หน้าที่และความรับผิดชอบในการตัดสินใจ” พร้อมเสนอว่า ความสำเร็จของ 14 อำเภอนำร่อง ขึ้นอยู่กับการรักษาสมดุลระหว่างยุทธศาสตร์ความมั่นคงกับการพัฒนาพื้นที่ของท้องถิ่น
@@ ลุ้นท่าทีตำรวจ - แชร์ข้อมูลการข่าว
ขณะที่ “นายอำเภอ CEO อีกราย” ไม่ขอเปิดเผยชื่อและพื้นทีรับผิดชอบ เพื่อให้ภาพเชิงลึกถึงโครงสร้าง “ศปก.อำเภอ” รูปแบบใหม่
“ถือเป็นทิศทางที่ฝ่ายปกครองรอคอยมานาน เพราะเดิมงานยุทธการขึ้นตรงกับหน่วยเฉพาะกิจทหาร (ฉก.) ซึ่งบางครั้งฝ่ายทหารมีความเกรงใจพื้นที่ หรือไม่ถนัดการประสานหน่วยงานพลเรือน แต่เมื่อปรับโครงสร้างใหม่ กลาโหมและสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้ส่งทหารระดับเสนาธิการพร้อมกำลังพล 16 นายมาประจำอำเภอ เสริมจากทหารชุดสันติสุขที่มีอยู่เดิม ทำให้บทบาทอำนวยการของนายอำเภอชัดเจนขึ้น”
อย่างไรก็ตาม เขาบอกว่า ยังมีจุดท้าทายสำคัญหลายประการที่ต้องจับตา โดยเฉพาะบทบาทของฝ่ายตำรวจ และการแชร์ข้อมูลการข่าว
“ช่วงเริ่มต้น ฝ่ายทหารขานรับชัดเจน ฝ่ายตำรวจยังต้องรอดูการประสานงานหน้างานจริง โดยเฉพาะปัญหาความเชื่อมั่นเรื่องยาเสพติด และการปิดกั้นข้อมูลผู้ก่อเหตุรุนแรงสำคัญ ซึ่งที่ผ่านมายังแชร์ให้ฝ่ายปกครองน้อยมาก ทั้งที่ฝ่ายปกครองเป็นผู้รับผิดชอบพื้นที่โดยตรง”
@@ หนุนปูพรมใช้ 37 อำเภอ วัดผลภาพกว้าง
นายอำเภอ CEO เห็นต่างเรื่อง “อำเภอนำร่อง” โดยบอกว่า น่าจะปูพรมโมเดลนี้ทั้ง 37 อำเภอชายแดนใต้ จะได้วัดผลให้ชัดๆ กันไปเลย
“เสียดายที่มีการนำร่องเพียง 14 อำเภอ จากทั้งหมด 37 อำเภอ (33 อำเภอของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ บวกกับ 4 อำเภอของ จ.สงขลา) เพราะบริบทแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน เช่น สะบ้าย้อย นาทวี หรือ ตากใบ บันนังสตา กับเบตง หากทำพร้อมกันทั้งหมด 37 อำเภอ จะได้ข้อมูลประเมินผลที่แท้จริงและครอบคลุมมากกว่า”
@@ ไร้โดรน - ขาดงบอุดหนุน ชรบ.
นายอำเภอ CEO ชี้ปัญหาด้วยว่า ฝ่ายปกครองขาดแคลนยุทโธปกรณ์ที่จำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ “อากาศยานไร้คนขับ” หรีอ “โดรน” ที่ควรมีประจำที่อำเภอ เพื่อใช้ตรวจสอบจุดต้องสงสัย รวมถึงงบประมาณชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน หรือ ชรบ. ที่ได้รับเพียงปีละประมาณ 1 ล้านบาทต่อ 3 ชรบ. ซึ่งไม่พอกระทั่งค่าซ่อมแซมยานพาหนะ
“เวลาประชุมความมั่นคง 2 ชั่วโมง ครึ่งหนึ่งต้องเสียเวลาไปคุยเรื่องความขาดแคลน ที่นอน ฐานปฏิบัติการ มอเตอร์ไซค์ เครื่องปั่นไฟ หอสูง... ถ้ารัฐบาลจะทำ อยากให้ทุ่มงบประมาณ ลงมารอบเดียว ชรบ.ละ 3-4 ล้านบาท ให้จบในครั้งเดียว เพื่อที่ 3-5 ปีข้างหน้าเราจะได้คุยกันเรื่องผลสัมฤทธิ์และยุทธการ ไม่ใช่มานั่งคุยแต่เรื่องความขาดแคลน”
@@ ของต้องครบ ถึงคิวฝ่ายปกครองตกเป็นเป้า
เขาย้ำว่า ยุทโธปกรณ์เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเมื่อบทบาทฝ่ายปกครองโดดเด่นขึ้น ย่อมมีความกังวลว่าสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.), ชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.) และ ชรบ. อาจตกเป็นเป้าหมายแทนทหาร ตำรวจ ดังนั้น กำลังฝ่ายปกครองต้องได้รับการฝึกฝน อุปกรณ์ และยุทโธปกรณ์ที่เทียบเท่ากำลังหลัก ไม่ใช่ปล่อยให้หลบอยู่ข้างหลัง
“ปัญหาเรื้อรังที่สุดคือเมื่ออำเภอทำเรื่องเสนอความต้องการขึ้นไป กลับพบการโยนเรื่องไปมาระหว่างหน่วยงาน เช่น ขอโดรนไปยังกรมการปกครอง ก็ส่งให้ กอ.รมน. พอขอ กอ.รมน. ก็บอกให้คุยกับมหาดไทย ส่วน ศอ.บต. ปัจจุบันก็เปลี่ยนโครงสร้างจนขาดการยึดโยงกับจังหวัดและอำเภอเหมือนในอดีต”
“อยากให้มีองค์กรเดียวหรือโต๊ะเดียวที่มีทั้งมหาดไทยส่วนหน้า, กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และ ศอ.บต. นั่งคุยกัน ปัญหาหรือคำขอจากอำเภอส่งขึ้นไป ตบโต๊ะตัดสินใจให้จบตรงนั้นเลยว่าจะให้หรือไม่ให้ แล้วสั่งการลงมา ไม่ใช่โยนกันไปโยนกันมาอย่างที่เป็นอยู่” นายอำเภอระบุทิ้งท้าย
นโยบาย “นายอำเภอ CEO” แม้จะเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุทธศาสตร์ “พลเรือนนำการทหาร” ซึ่งพูดกันมาเนิ่นนาน แต่บทพิสูจน์ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่โครงสร้างบนกระดาษ หากแต่อยู่ที่ว่าส่วนกลางจะกล้าปลดล็อกทรัพยากร มอบยุทโธปกรณ์ที่จำเป็น และจัดตั้ง “กลไกตัดสินใจเบ็ดเสร็จ” ให้สอดรับกับอำนาจและความรับผิดชอบที่ส่งลงไปหรือไม่
