
ท่ามกลางบรรยากาศการจัดสรรโควตารัฐมนตรี และรอลุ้นโผ ครม. “อนุทิน 2.0 พลัส” ที่กำลังจะมีการประกาศ
เสียงสะท้อนจากปลายด้ามขวานเริ่มดังระงมขึ้นอีกครั้ง โดยครั้งนี้ไม่ใช่เพียงข้อเรียกร้องเรื่องงบประมาณ แต่เป็น “บทพิสูจน์ความจริงใจ” ต่อการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้
ผศ.ดร.ตายูดิน อุสมาน นักวิชาการจากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “ทีมข่าวอิศรา” โดยชี้ให้เห็นถึงรอยร้าวลึกที่รัฐบาลชุดใหม่ต้องเร่งอุด ก่อนที่นโยบายดับไฟใต้จะกลายเป็นเพียงตัวอักษรบนกระดาษที่ไร้ความหมาย
ผศ.ดร.ตายูดิน วิเคราะห์ว่า ความล้มเหลวที่ผ่านมาของหลายรัฐบาล เกิดจากการส่ง “คนนอก” หรือบุคคลที่ขาดความเชื่อมโยงกับพื้นที่เข้ามาบริหารจัดการปัญหา ในลักษณะ “คลำเป้า” ไม่ตรงจุด
“ที่ผ่านมาเราเห็นรัฐมนตรีที่ดูแลปัญหาใต้ มักเป็นคนที่มองพื้นที่ผ่านเลนส์ของความมั่นคงเพียงอย่างเดียว แต่ขาดความเข้าใจใน ‘หัวใจ’ และวิถีโองการทางศาสนา รวมถึงบริบททางสังคมที่ซับซ้อน” ผศ.ดร.ตายูดิน ตั้งประเด็น
ข้อเสนอที่ นักวิชาการจากราชภัฏยะลารายนี้ส่งตรงถึงรัฐบาลอนุทิน คือการพิจารณาสัดส่วน ครม.ที่มีความเข้าใจเชิงลึกต่อพื้นที่อย่างแท้จริง เพื่อลด “ช่องว่างความระแวง” ระหว่างรัฐบาลส่วนกลางกับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งหากยังใช้ตัวเลือกเดิมๆ หรือคนที่ไม่เข้าใจวิถีชีวิตชาวมลายูมุสลิม การแก้ปัญหาก็จะวนลูปอยู่ในอ่างเดิม
@@ “กม.พิเศษ” สร้างเงื่อนไข รัฐบาลใหม่ควรทบทวน

อีกหนึ่งประเด็นที่ ผศ.ดร.ตายูดิน มองว่าเป็น “เผือกร้อน” คือการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ โดยเฉพาะพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) ที่ต่ออายุมาอย่างยาวนานจนกลายเป็น “ความปกติใหม่” ที่น่ากังวล
ในทัศนะของฝ่ายวิชาการที่มีต่อกฎหมายพิเศษ เขาเห็นว่า การบังคับใช้กลไกที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่มากเกินปกติ กลายเป็นเกราะกำบังให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจเกินขอบเขตโดยไม่ต้องรับผิดชอบมากกว่า ผลก็คือแทนที่จะลดความรุนแรง กลับกลายเป็นเครื่องมือที่สร้างความรู้สึกถูกกดทับ และถูกนำไปโฆษณาชวนเชื่อโดยกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ
ฉะนั้นข้อเสนออย่างตรงไปตรงมาของ ผศ.ดร.ตายูดิน คือ รัฐบาลควรกล้าหาญที่จะ “ยกเลิก” และกลับไปใช้กฎหมายปกติ เพื่อแสดงให้เห็นว่าพื้นที่นี้ไม่ใช่พื้นที่สงครามถาวร
@@ งบทะลักลงพื้นที่ แต่คนที่นี่ข้นแค้นกว่าเก่า

ด้าน ดร.มังโสด หมะเต๊ะ นักวิชาการผู้คลุกคลีกับการดูแลเด็กกำพร้าในพื้นที่ และผู้จัดการวิทยาลัยเทคโนโลยีสันติวิทย์สงขลาสะท้อนมุมมองถึง “บาดแผลทางสังคม” ที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ตัวเลขงบประมาณมหาศาลในภารกิจดับไฟใต้ตลอด 22 ปีที่ผ่านมา
“ปัจจุบันอายุของเด็กที่ถูกส่งมาสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าต่ำลงเรื่อยๆ จากเดิมช่วงอายุ 10-12 ปี เหลือเพียง 2-3 ขวบ ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างรุนแรง”
ความหมายที่ผู้จัดการวิทยาลัยเทคโนโลยีสันติวิทย์สงขลา ต้องการสื่อในประเด็นนี้ก็คือ สมัยก่อนพ่อแม่ยังมีกำลังพอที่จะเลี้ยงลูกน้อย อาจจะมีแรงกดดันทางเศรษฐกิจบ้าง แต่ก็เป็นช่วงที่บุตรหลานโตแล้ว ต้องส่งเรียนสูงๆ ส่งเรียนนอกพื้นที่ จึงใช้วิธีนำลูกไปฝากสถานรับเลี้ยงเด็ก เพื่อให้ช่วยดูแล และรับผิดชอบค่ากินอยู่
แต่ปัจจุบันแค่เด็กเกิดมา ก็ไม่มีกำลังพอจะเลี้ยงดูได้แล้ว สะท้อนว่าเศรษฐกิจย่ำแย่กว่าเก่า ทั้งๆ ที่มีงบประมาณลงสู่พื้นที่นี้กว่า 5 แสนล้านบาทในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา
@@ เหมือนเดิม 22 ปี ควรเปลี่ยนวิธี-เลิกงบละเลง
ดร.มังโสด ขยายความต่อ โดยเปรียบเทียบการแก้ปัญหาภาคใต้เหมือนกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หากทดลองตามสมมติฐานเดิมมา 22 ปีแล้วไม่ได้ผล ก็ถึงเวลาที่รัฐบาลใหม่ต้อง “เปลี่ยนสมมติฐาน” และวิธีการทำงาน
เขายังได้เสนอให้รัฐบาลกล้าทดลองถอนทหารส่วนหน้ากลับ และยกเลิกกฎหมายพิเศษทั้งหมด เพื่อคืนความปกติสุขให้พื้นที่ โดยเชื่อว่าหากกำนันและผู้ใหญ่บ้านในท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง ปัญหาโจรหรือยาเสพติดจะลดลง เพราะคนในพื้นที่รู้เบาะแสดีที่สุด
นอกจากนั้นยังเสนอให้ลดบทบาท กอ.รมน. หรือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และตัดงบประมาณส่วนเกินที่มองว่าเป็น “งบละเลง” ในกิจกรรมมวลชนสัมพันธ์ เช่น กีฬา, อบรม ซึ่งไม่ได้แก้ปัญหาโครงสร้างความยากจนของพี่น้องประชาชน แล้วให้กลับไปใช้โครงสร้างการบริหารปกติ คือ ผู้ว่าฯ นายอำเภอ ในฝ่ายปกครอง และ ตำรวจ ในงานพิทักษ์สันติราษฎร์
@@ วงจรเด็กชายแดนใต้ เรียนจบไปเป็นยาม?

ดร.มังโสด ยังชี้ว่า ปัญหาความไม่มั่นคงส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทำให้นักลงทุนไม่กล้าเข้ามา เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่เฉพาะคนข้างใน ปัญหาความยากจนจึงรุนแรงที่สุดในประเทศ ขณะที่ระบบการศึกษาก็ล้มเหลว เยาวชนเรียนตามกระแสหรือตาม “นายหน้า” หาเด็กเข้ามหาวิทยาลัย เมื่อจบมาไม่มีงานรองรับ สุดท้ายต้องไปเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย (ยาม) ในกรุงเทพฯ เป็นวงจรไม่สิ้นสุด
@@ ทหารพรานทิ้งรัก โจทย์ยากกองทัพ
นอกจากนี้ ดร.มังโสด ยังเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกถึงปัญหา “ทหารพรานทิ้งรัก” ซึ่งหมายถึงเจ้าหน้าที่บางคนจากนอกพื้นที่ เมื่อถูกส่งมาปฏิบัติงาน ก็มีสัมพันธ์กับหญิงในพื้นที่ บ้างก็อยู่กินกัน แต่เมื่อถึงเวลาย้ายกลับ ก็ไม่ได้พาครอบครัวใหม่ไปด้วย บางคนมีครอบครัวอยู่แล้วอีกต่างหาก
ทั้งหมดนี้สร้างความเปราะบางให้สถาบันครอบครัว และปัญหาเชิงโครงสร้างในกองทัพไปพร้อมกัน
“พื้นที่ภาคใต้กลายเป็นทางผ่านของข้าราชการบางคนที่ต้องการเพียงเงินเพิ่มพิเศษหรืออายุราชการทวีคูณ แต่ขาดความจริงใจในการแก้ปัญหา”
ดร.มังโสด กล่าวทิ้งท้ายว่า หากรัฐบาลใหม่ไม่กล้าทำสิ่งที่ควรทำจริงๆ และยังคงใช้วิธีเดิมๆ ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะไม่ต่างจาก 22 ปีที่ผ่านมา
