
คณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดประชุมแบบเต็มคณะไปแล้ว เมื่อวันที่ 11 ส.ค.69 ที่ผ่านมา
แม้ผลการประชุมจะยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการเลื่อนถ่ายโอนภารกิจของทหารหลักไปให้ อส. หรือ สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ของฝ่ายปกครอง ในปี 2570 ตามนโยบายและยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน.แสดงท่าทียอมรับไปก่อนหน้านี้ก็ตาม
แต่คณะกรรมการผู้แทนพิเศษฯ ซึ่งเปรียบเสมือน “ครม.น้อย” ในภารกิจดับไฟใต้ ก็ส่งสัญญาณการเพิ่มภารกิจหน้าที่ให้กับฝ่ายปกครอง โดยเฉพาะนายอำเภอ ในการ “ซีลชายแดน” ตามที่ “ทีมข่าวอิศรา” เคยรายงานเอาไว้
อ่านประกอบ : เคาะแล้ว! ไฟใต้ไปต่อแบบเดิม - ปี 70 ไม่มีถอนทหาร - อส.รอก่อน
การประชุมคณะกรรมการผู้แทนพิเศษฯ มี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธาน และมี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) นายวันมูหะหมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการผู้แทนพิเศษฯ และกรรมการซึ่งเป็นผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง
ผลประชุมที่เปิดเผยผ่านนายสีหศักดิ์ มี 4 ประเด็นหลัก โดยอ้างหลักการความเป็นเอกภาพในการจัดการปัญหาของ 3 เสาหลักงานความมั่นคงชายแดนใต้ คือ กอ.รมน. ศอ.บต. และมหาดไทย ได้แก่
1.เรื่องการศึกษา 2.การพัฒนาคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของคนในพื้นที่ 3.การส่งเสริมความมั่นคงชายแดน ซึ่งจะทำงานร่วมกับฝ่ายมาเลเซีย และ 4.การสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อเราจะต้องสื่อสารให้ชัดเจนว่า จะเริ่มต้นในอำเภอนำร่อง 14 อำเภอติดชายแดนไทย-มาเลเซีย ที่จะต้องเน้นเอกภาพในการทำงานของทุกภาคส่วน โดยจะประเมินตามการทำงานในช่วง 6 เดือนแรกว่า สิ่งที่ทำไปได้ผลเป็นรูปธรรมหรือไม่ ทั้งหมดนี้จะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติเพื่อขอความเห็นชอบต่อไป
อนึ่ง ภารกิจใน 14 อำเภอนำร่องตามที่ นายสีหศักดิ์ พูดถึง ก็คือภารกิจการ “ซีลชายแดน” โดยเพิ่มบทบาทของ “ศูนย์ปฏิบัติการอำเภอ” ทีมี “นายอำเภอ” เป็นหัวหน้า โดยนำร่องใน 13 อำเภอที่มีชายแดนติดกับมาเลเซีย บวกอีก 1 อำเภอ คือ อ.จะนะ จ.สงขลา

รายชื่ออำเภอชายแดนนำร่อง ประกอบด้วย
// สงขลา //
อ.จะนะ **ไม่ใช่อำเภอชายแดน แต่นับรวมด้วย เพื่อสกัดกั้นการเข้าไปก่อเหตุใน อ.หาดใหญ่
อ.นาทวี
อ.สะบ้าย้อย
// ยะลา //
อ.กาบัง
อ.ยะหา
อ.บันนังสตา
อ.ธารโต
อ.เบตง
// นราธิวาส //
อ.จะแนะ
อ.สุคิริน
อ.แว้ง
อ.สุไหงโก-ลก
อ.ตากใบ
อีกประเด็นหนึ่งที่มีการหารือกันในที่ประชุมคณะกรรมการผู้แทนพิเศษฯ ก็คือ การเตรียมเดินทางไปมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 17-18 ส.ค. ของเลขาธิการ สมช.
ภารกิจการเยือนครั้งนี้ นอกจากเรื่องอำนวยความสะดวกในการพูดคุยสันติสุขกับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐแล้ว จะไปหารือเรื่อง “ความร่วมมือตามแนวชายแดน” ซึ่งฝ่ายไทยกำลังทำโครงการนำร่องด้วย เพราะมาเลเซียมีส่วนสำคัญในเรื่องความมั่นคงชายแดน
นายสีหศักดิ์ กล่าวประเด็นนี้ว่า “อยากให้มาเลเซียมีส่วนร่วมมากขึ้น เพราะเป็นผลประโยชน์ร่วมกันที่จะนำสันติภาพสันติสุขมาสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราจึงอยากให้เขามีส่วนร่วมมากขึ้น และให้ความร่วมมือมากขึ้น”

ขณะที่ตัวนายฉัตรชัย เลขาธิการ สมช.เอง บอกว่า การเดินทางไปยังประเทศมาเลเซีย เพื่อขอความร่วมมือในเรื่องการดูแลชายแดน รวมถึงการติดตามบุคคล
เป็นที่น่าสังเกตว่า “การติดตามบุคคล” ตามที่เลขาธิการ สมช.พูด น่าจะหมายถึงการติดตามผู้ต้องหาคดีความมั่นคง และกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่ก่อเหตุในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วหลบหนีข้ามแดนไปยังมาเลเซียเพื่อซ่อนตัว
อย่างไรก็ดี นายฉัตรชัย ขยายความเรื่องนี้ในอีกมุมหนึ่ง คือ “บุคคลสองสัญชาติ”
“เรื่องนี้เรื้อรังมายาวนาน และใช้ความพยายามในการตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคล จัดทำข้อมูลฐานบุคคล การเข้า-ออกบางครั้งเขาเข้าไปแล้ว มีการเปลี่ยนชื่อ มีเรื่องการตรวจสอบอัตลักษณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งทั้งหมดต้องอาศัยความร่วมมือของมาเลเซีย”
“ปกติแล้วตามกฎหมายควรถือสัญชาติเดียว ซึ่งก็จะเร่งดำเนินการให้เป็นไปตามนั้น และต้องขอความร่วมมือมาเลเซียในการจัดทำฐานข้อมูลบุคคล เพื่อที่จะตรวจสอบได้ว่าใครเป็นใคร การเข้าออกประเทศ รวมถึงการถือสัญชาติ เพื่อให้มีความชัดเจนมากขึ้น”
ส่วนสาเหตุที่ทำให้สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ปะทุรุนแรงขึ้นในช่วงก่อนหน้านี้ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เป็นไปได้ว่าในกลุ่มที่มีการพูดคุยกับฝ่ายไทย อาจมีความเห็นที่หลากหลาย จึงต้องมานั่งทบทวนกันว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์แล้วจะต้องมีมาตรการเพิ่มเติมอย่างไร รวมถึงกระบวนการพูดคุยที่ได้ชะลอออกไปก่อน
