
“พูโล” โผล่ถี่! “กัสตูรี่” ปรากฏตัวเวทีตุรกี ชูธงตัวแทนการเมืองปัตตานี จี้รัฐไทยยอมรับประวัติศาสตร์ คาดขยับหาพื้นที่ให้กลุ่มตัวเอง หลังรัฐบาลอนุทินตั้งหัวหน้าทีมพูดคุยสันติสุขรอบใหม่
สถานการณ์ความเคลื่อนไหวในต่างประเทศที่เชื่อมโยงกับมิติความมั่นคงและกระบวนการสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย คึกคักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ภายหลัง นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ลงนามในคำสั่งตั้งหัวหน้าทีมพูดคุยสันติสุขคนใหม่ โดยเปลี่ยนชื่อเรียกใหม่ว่า “หัวหน้าการพูดคุยฯ”
อ่านประกอบ : “สส.พรรคส้ม” ขานรับตั้ง “ผอ.ข่าวกรองฯ” คุมพูดคุยดับไฟใต้
ล่าสุด มีรายงานว่า ระหว่างวันที่ 8-10 พ.ค.69 ที่ผ่านมา ที่เมือง Kocaeli ประเทศตุรกี ได้มีการจัดประชุมวิชาการระดับนานาชาติ ว่าด้วยวัฒนธรรมและอารยธรรมอิสลาม ครั้งที่ 5 ภายใต้หัวข้อหลักประจำปี คือ “ชาวมุสลิมที่เป็นชนกลุ่มน้อย”
ไฮไลต์สำคัญที่เกี่ยวกับประเทศไทย และปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยก็คือ งานนี้มีการปรากฏตัวและขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ของ นายกัสตูรี่ มะห์โกตา ประธานขบวนการปลดปล่อยสหปัตตานี หรือ PULO (พูโล) ด้วย

นายกัสตูรี่ ได้ใช้เวทีเสวนาระดับนานาชาติ นำเสนอเรื่องราวของพื้นที่ “ปัตตานี” ในฐานะที่อ้างตนเองว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มชนมุสลิมที่เป็นประชากรส่วนน้อยในพื้นที่ความขัดแย้ง
“ทีมข่าวอิศรา” ได้รับคลิปการกล่าวสุนทรพจน์ของ นายกัสตูรี่ จึงได้แปลสรุปสาระสำคัญที่น่าสนใจมานำเสนอดังนี้
นายกัสตูรี่ เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นความแตกต่างของนิยามพื้นที่ โดยระบุว่าในทางราชการไทย มักใช้คำว่า SBP (Southern Border Provinces) หรือจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งหมายถึง จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และบางส่วนของจังหวัดสงขลา แต่หากมองจากมุมมองทางประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ และวัฒนธรรมแล้ว “ภูมิภาคปัตตานีดั้งเดิม” มีขอบเขตทางการเมืองและอารยธรรมที่กว้างขวางกว่านั้น โดยครอบคลุมไปถึง จังหวัดสตูล ซึ่งสะท้อนถึงขอบเขตของอาณาจักรสุลต่านมลายูปัตตานีในอดีต
นายกัสตูรี่ ชี้ว่า ความแตกต่างและความไม่สอดคล้องกันในการนิยามขอบเขตพื้นที่ตรงนี้ แสดงให้เห็นถึงร่องรอยของการต่อสู้และการโต้แย้งที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ในเรื่องของประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ และความชอบธรรมทางการเมืองภายในภูมิภาคแห่งนี้
เขายังเน้นย้ำว่าประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมลายูมุสลิม มีภาษามลายูปัตตานีเป็นอัตลักษณ์ ซึ่งมีความใกล้เคียงกับภาษามาเลเซียและอินโดนีเซีย (บาฮาซา) ทว่าปัจจุบันพื้นที่นี้กลับกลายเป็นภูมิภาคที่ถูกละเลย ถูกทำให้กลายเป็นพื้นที่ชายขอบทางเศรษฐกิจของไทย และมีการบังคับใช้มาตรการรักษาความมั่นคงอย่างเข้มงวดหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย

ประธานพูโล ได้จำแนกความท้าทายในปัจจุบันของดินแดนปัตตานี โดยแบ่งออกเป็น 3 มิติหลัก คือ
- มิติทางวัฒนธรรม การถูกทำให้กลายเป็นคนชายขอบของภาษามลายู โดยเฉพาะ “อักษรและภาษายาวี” ไม่ได้รับการยอมรับในสถาบันที่เป็นทางการของรัฐ ทำให้เกิดช่องว่างเชิงโครงสร้างระหว่างรัฐกับคนท้องถิ่น
- มิติความมั่นคงและสิทธิมนุษยชน โดยเขาอ้างถึงรายงานขององค์กรสิทธิมนุษยชนเกี่ยวกับการควบคุมตัวโดยมิชอบ แนวปฏิบัติที่อยู่นอกกระบวนการยุติธรรม และกลไกตรวจสอบความรับผิดชอบที่จำกัดของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งสร้างความไม่เชื่อมั่นในสายตาประชาชน
- มิติเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง, โอกาสที่จำกัด และนโยบายการพัฒนาที่ไม่สอดคล้องกับท้องถิ่น เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ประธานพูโลนำมาสะท้อน
ที่น่าสนใจคือ นายกัสตูรี่ได้ส่งสัญญาณถึงสถานะของขบวนการเคลื่อนไหวบนเวทีโลก โดยระบุว่า “การพูดคุยเกี่ยวกับปัตตานีที่มีความหมายใดๆ ก็ตาม จะต้องยอมรับกลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เป็นผู้สะท้อนความทะยานอยากทางการเมือง (Political aspiration) ของประชากรมลายูมุสลิมด้วย ซึ่งรวมไปถึงองค์กรต่างๆ เช่น พูโล ขบวนการเหล่านี้ตีกรอบการต่อสู้ในเรื่องสิทธิการกำหนดชะตากรรมของตนเอง (Right to Self-determination) ศักดิ์ศรี และความยุติธรรม
“การเพิกเฉยต่อความจริงเหล่านี้ไม่ได้ช่วยแก้ไขความขัดแย้ง หากแต่จะยิ่งทำให้ความขัดแย้งดำเนินต่อไป” เขากล่าว

ในช่วงท้าย นายกัสตูรี่ ได้เปรียบเทียบสถานการณ์ปัตตานีกับความขัดแย้งในภูมิภาคอาเซียน โดยยกกรณี “อาเจะห์” ประเทศอินโดนีเซีย ที่ใช้การมอบอำนาจการปกครองตนเองและการมีส่วนร่วมทางการเมืองในการลดความขัดแย้ง และกรณี “มินดาเนา” ประเทศฟิลิปปินส์ ที่ใช้การเจรจาอย่างต่อเนื่องจนนำไปสู่การจัดตั้งเขตปกครองตนเองบังซาโมโร
เขายังเสนอหลักการสำคัญ 4 ประการเพื่อเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน ได้แก่
- การยอมรับในอัตลักษณ์ ทั้งทางวัฒนธรรมและศาสนา โดยสองสิ่งนี้ต้องได้รับเคารพและปกป้อง
- ความยุติธรรมและความรับผิดชอบ
- การเจรจาที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน ต้องให้ภาคประชาสังคมและกลุ่มชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ไม่ใช่มีแค่คู่ขัดแย้งหลัก
- การปกครองตนเองที่มีความหมาย การกระจายอำนาจหรือการปกครองตนเอง เพื่อสร้างกรอบการอยู่ร่วมกัน
“เรื่องราวของปัตตานีไม่ใช่เพียงแค่ประเด็นปัญหาภายในภูมิภาคเท่านั้น แต่มันสะท้อนเห็นถึงความท้าทายในระดับโลก... สันติภาพไม่อาจบรรลุได้ด้วยความเงียบงันหรือการกดขี่ แต่จะเกิดขึ้นได้ด้วยความเข้าใจ การเจรจา และความกล้าหาญ” นายกัสตูรี่ กล่าว
@@ ย้อนบทบาท “กัสตูรี่” เกาะขบวนพูดคุย-เจรจา
อนึ่ง เมื่อปลายปีที่แล้ว ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติว่าด้วยประเด็นชนกลุ่มน้อย สมัยที่ 18 นายกัสตูรี่ ได้ใช้โอกาสขึ้นอภิปรายเกี่ยวกับปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยมาครั้งหนึ่งแล้ว และได้มีการแชร์ภาพในสื่อสังคมออนไลน์เพื่อแพร่ข่าวสารด้วย
อ่านประกอบ : “พูโล” ฉวยจังหวะแชร์ภาพบนเวทียูเอ็น
สำหรับ นายกัสตูรี่ และองค์กรพูโลที่เขาเป็นประธาน ได้แสดงท่าทีและความพร้อมในการร่วมโต๊ะพูดคุยสันติสุขฯ ระหว่างตัวแทนรัฐบาลไทยกับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐในทุกรอบ โดยเฉพาะโต๊ะพูดคุยที่ทำร่วมกันกับ “กลุ่มมารา ปาตานี” ในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่การพูดคุยรอบนั้นก็ล้มเหลว กระทั่งในระยะต่อมา รัฐบาลไทยมักให้น้ำหนักการพูดคุยกับกลุ่มบีอาร์เอ็นเป็นหลักเท่านั้น ทำให้ขบวนการต่อสู้กลุ่มอื่นๆ พยายามแสดงบทบาทเพื่อให้มีพื้นที่ในกระบวนการพูดคุยสันติสุข โดยเฉพาะกลุ่มพูโล ปีกที่นำโดย นายกัสตูรี่ มะห์โกตา ซึ่งปัจจุบันเจ้าตัวพำนักอยู่ที่ประเทศสวีเดน
นอกจากการเคลื่อนไหวผ่านเวทีการเมืองในต่างประเทศแล้ว กลุ่มพูโลยังแสดงตัวตนและศักยภาพผ่านการก่อเหตุรุนแรงรูปแบบต่างๆ ในพื้นที่ชายแดนใต้ด้วย โดยเหตุการณ์ล่าสุดที่มีการลอบวางระเบิดและเกิดเพลิงไหม้ที่ นิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล ปัตตานี อ.ปะนาเระ ฝ่ายความมั่นคงก็เชื่อว่าอาจเป็นฝีมือของแนวร่วมกลุ่มพูโล
อ่านประกอบ : บึ้ม “นิคมฮาลาลปัตตานี” คาดล่อเจ้าหน้าที่หวังก่อเหตุซ้ำ!
