
ตำรวจใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมงในการสอบปากคำ นาวาเอก มนตรี โตประเสริฐ และ นาวาตรี เดโช รัตนพันธุ์ สองนายทหารนาวิกโยธินกองทัพเรือ ในคดีสังหาร สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ตามที่ถูกแจ้งความดำเนินคดีก่อนหน้านี้
โดยพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหา “สนับสนุนการพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” และแยกกันสอบสวนคนละห้อง ซึ่งมีรายงานว่า ทั้ง นาวาเอก มนตรี และ นาวาตรี เดโช ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยมีทนายความของทหารทั้ง 2 นาย ร่วมรับฟังอยู่ด้วยตลอดเวลา
@@ ศาลให้ประกัน หลักทรัพย์ 2 แสน
ภายหลังเสร็จสิ้นการสอบปากคำ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวทหารทั้ง 2 นาย ออกจากกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ขึ้นรถตู้ไปยังศาลจังหวัดนราธิวาส เพื่อขออำนาจศาลฝากขัง โดย นาวาเอกมนตรี สวมเสื้อแจ็คเก็ตสีดำทับเครื่องแบบทหารเรือ สวมหมวกแก๊ป และสวมหน้ากากอนามัยสีดำ ส่วน นาวาตรี เดโช แต่งกายด้วยชุดทหารพรานนาวิกโยธิน และสวมหน้ากากอนามัยสีดำเช่นกัน ทำให้ไม่สามารถสังเกตหน้าตาของทั้งคู่ได้อย่างชัดเจน โดยทหารเรือทั้ง 2 นาย ปฏิเสธที่จะตอบคำถามกับผู้สื่อข่าว
ต่อมาในช่วงเย็น ศาลจังหวัดนราธิวาสได้พิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราวของทหารทั้งสองนาย พร้อมหลักทรัพย์ค้ำประกันเป็นเงินสดจำนวน 200,000 บาท โดยศาลเห็นว่าผู้ต้องหาทั้งสองเดินทางมาปรากฏตัวตามหมายเรียกของพนักงานสอบสวน ไม่มีพฤติการณ์หลบหนีในชั้นต้น จึงมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว โดยมีเงื่อนไขให้มารายงานตัวตามนัดหมายของศาลอย่างเคร่งครัด
@@ ผู้การนราฯ ลั่น แจ้งข้อหาตามหลักฐานตร. ไม่ใช่แค่ สส.แจ้งจับ
พล.ต.ต.ประยงค์ โคตรสาขา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส เปิดเผยว่า ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหา “สนับสนุนให้ผู้อื่นพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” ซึ่งเป็นไปตามพยานหลักฐานของตำรวจที่รวบรวมไว้ก่อนแล้ว ไม่ได้หมายความว่าแจ้งข้อกล่าวหาตามที่ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.พรรคประชาชาติ ในฐานะผู้เสียหายได้ร้องทุกข์กล่าวโทษเพียงอย่างเดียว
“โดยผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และตำรวจได้ยื่นคัดค้านขอประกันตัว เนื่องจากเดิมผู้ต้องหามาตามหมายเรียกไม่ได้มีพฤติการณ์หลบหนี แต่หลังแจ้งข้อกล่าวหา พนักงานสอบสวนเชื่อว่าจะหลบหนี จึงต้องยื่นคัดค้านการประกันตัว ส่วนผู้ต้องหามีสิทธิยื่นประกันตัวด้วย และสุดท้ายก็ได้รับประกันตัว ซึ่งเป็นดุลยพินิจของศาล”
@@ ไม่ปิดทางล่าตัว “ผู้บงการ” ยันทำงานเต็มที่ไม่มีกั๊ก

พล.ต.ต.ประยงค์ บอกอีกว่า ผู้ต้องหาให้การต่อสู้คดี โดยยืนยันว่าไม่รู้เห็นกับการกระทำความผิดของผู้ก่อเหตุ แต่ตำรวจก็มีพยานหลักฐานครบถ้วน จึงแจ้งข้อกล่าวหาได้ รวมถึงหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับข้อมูลการใช้โทรศัพท์ ตามที่ นายกมลศักดิ์ เรียกร้องให้ตรวจสอบ ยืนยันว่าตำรวจทำตามหน้าที่อยู่แล้ว และหากพบว่ามีพยานหลักฐานเพิ่มเติมไปถึงข้อหา ใช้ จ้างวาน (ผู้บงการ) ก็สามารถแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมได้
“ตำรวจทำคดีจากพยานหลักฐานทั้งหมดที่เก็บรวบรวมได้ ไม่ได้ทำตามการร้องทุกข์เพียงอย่างเดียว และยืนยันว่าไม่มีการกั๊กข้อมูลหรือให้การช่วยเหลือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตามที่ปรากฏในสื่อมวลชน” ผู้การนราธิวาส ย้ำ
และว่า “หากการสอบสวนขยายผลไปถึงผู้ใช้จ้างวาน หรือพบพยานหลักฐานเพิ่มเติมที่เชื่อมโยงไปยังบุคคลอื่น ก็จะดำเนินการทางกฎหมายให้ถึงที่สุด โดยไม่มีการละเว้น เพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย”
