
7 คนร้ายบุกแคมป์สร้างถนน “บริษัท ปัตตานีสหพันธ์ก่อสร้าง” ในพื้นที่มายอ จับคนงานมัดมือ ก่อนราดน้ำมันจุดไฟเผาวอด ทั้งรถบดถนน รถบรรทุก เสียหายหนัก 3 คัน เจ้าหน้าที่เร่งสืบสวน ยังไม่ฟันธงขัดแย้งธุรกิจ หรือเชื่อมโยงกลุ่มป่วนใต้
สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยเมื่อเวลา 00.30 น. วันอาทิตย์ที่ 15 มี.ค.69 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.มายอ จ.ปัตตานี รับแจ้งเหตุคนร้ายลอบวางเพลิงเครื่องจักรกลได้รับความเสียหาย บริเวณพื้นที่ก่อสร้าง ริมถนนสาย 3057 ท้องที่บ้านโคกกอ หมู่ 2 ต.ลุโบะยิไร อ.มายอ
หลังรับแจ้งจึงรีบนำกำลังรุดไปตรวจสอบ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ทหารพราน หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 42 และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบรถบรรทุก รถบดถนน และเครื่องจักรกลหนักถูกวางเพลิงเผา สอบปากคำผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ เบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุขณะที่พนักงานเฝ้าเครื่องจักรของ บริษัท ปัตตานีสหพันธ์ก่อสร้าง จำกัด กำลังปฏิบัติหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยอยู่ภายในแคมป์ก่อสร้าง ได้มีกลุ่มคนร้ายประมาณ 7 คน สวมหมวกไหมพรมปิดบังใบหน้า พร้อมอาวุธปืนครบมือ บุกเข้าไปในพื้นที่
จากนั้นกลุ่มคนร้ายได้เข้าควบคุมตัวพนักงานเฝ้าเครื่องจักร แล้วใช้สายรัดพลาสติก หรือ Cable Tie มัดมือไพล่หลังไว้ เพื่อไม่ให้ขัดขืน ก่อนจะนำน้ำมันเชื้อเพลิงที่เตรียมมาเทราดลงบนตัวรถและเครื่องจักร แล้วจุดไฟเผา จนเกิดเพลิงไหม้อย่างรุนแรง แล้วกลุ่มคนร้ายได้อาศัยความชำนาญพื้นที่และความมืดหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากคนร้ายหลบหนีไปแล้ว พนักงานที่ถูกคนร้ายมัดมือสามารถแก้สายรัดพลาสติกได้สำเร็จ และโทรศัพท์แจ้งตำรวจให้เข้าตรวจพื้นที่เกิดเหตุ

จากการเข้าตรวจสอบของเจ้าหน้าที่หลังเพลิงสงบ พบเครื่องจักรและรถบรรทุกถูกเพลิงไหม้เสียหายจำนวน 3 คัน ประกอบด้วย รถบรรทุกสิบล้อ จำนวน 2 คัน และรถบดถนน จำนวน 1 คัน
จากนั้นหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 42 ร่วมกับตำรวจ สภ.มายอ ได้นำกำลังเข้าพื้นที่เพื่อเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมทั้งสั่งการให้มีการตั้งจุดสกัดตามเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายจะใช้หลบหนี และจัดชุดปฏิบัติการจรยุทธ์ออกปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายอย่างละเอียด
แหล่งข่าวฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนว่าเป็นการกระทำของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงเพื่อสร้างสถานการณ์ในพื้นที่ หรือเป็นประเด็นความขัดแย้งทางธุรกิจ และผลประโยชน์เกี่ยวกับการรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนและกองพิสูจน์หลักฐานจะเข้าตรวจสอบเก็บหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะหลักฐานดีเอ็นเอของผู้ก่อเหตุ เพื่อขยายผลหาเบาะแสกลุ่มคนร้ายต่อไป
