
กอ.รมน.แจง วิสามัญฯท่ากำชำ ยึดปืน M4 - ซิกซาวเออร์ โยงคดีดังถล่มป้อมลำพะยาเมื่อปี 62 กองกำลังภาคประชาชนสังเวย 15 ศพ เตือนกลุ่มสตรีอย่าบิดเบือน “ชาฮีด” ย้ำรัฐไม่เคยขวางประกอบพิธีศพตามหลักศาสนา แต่ตั้งขบวนแห่เรียกร้องเอกราชเป็นคนละเรื่อง พร้อมลุยสอบหาเจ้าของเสียงตะโกนขู่ชาวบ้าน
วันพฤหัสบดีที่ 12 มี.ค.69 พ.อ.เอกวริทธิ์ ชอบชูผล รองโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) เปิดเผยความคืบหน้าปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สืบเนื่องจากเหตุการณ์ยิงปะทะระหว่างกลุ่มติดอาวุธ กับหน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วมจังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 11 มี.ค.69 ที่บ้านหลังหนึ่งใน ต.ท่ากำชำ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี
พ.อ.เอกวริทธิ์ อ้างรายงานระบุว่า ขณะเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบเป้าหมายเพื่อควบคุมสถานการณ์ กลับถูกกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงเปิดฉากยิงและขว้างระเบิดแสวงเครื่องชนิด “ไปป์บอมบ์” เข้าใส่ ทำให้เกิดการยิงโต้ตอบตามยุทธวิธี ภายหลังเสียงปืนสงบลง เจ้าหน้าที่เข้าเคลียร์พื้นที่พบร่างผู้เสียชีวิต 1 ราย คือ นายมะสะกรี (สงวนนามสกุล) ชาวบ้านหมู่ 4 ต.นาเกตุ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี
จากการตรวจสอบประวัติพบว่า นายมะสะกรี เป็นบุคคลตามหมายเชิญตัวที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับเหตุความไม่สงบหลายเหตุการณ์ในพื้นที่รอยต่อ อ.โคกโพธิ์ กับอำเภออื่นๆ ในพื้นที่

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่ฝ่ายความมั่นคงให้ความสนใจ คือ อาวุธปืนที่ตรวจยึดได้จากที่เกิดเหตุ ซึ่งพบว่าเป็นอาวุธของทางราชการที่ถูกแย่งชิงไปก่อนหน้านี้ ประกอบด้วย อาวุธปืนเล็กยาว M4 (เอ็มโฟร์) ขนาด 5.56 มม. (ไม่ใช่ปืน เอ็ม 16 ตามที่มีข่าวตอนแรก) ตรวจสอบหมายเลขซีเรียล พบว่าเป็นปืนที่ถูกชิงไปจากเหตุคนร้ายยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จนเสียชีวิต เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.66
นอกจากนั้นยังมีอาวุธปืนพกสั้น SIG Sauer ขนาด .38 พบว่าเป็นอาวุธประจำกายของ นายฉลอง ทองงาม อดีตกำนัน และอาสาสมัครรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ที่ถูกชิงไปในคดีสะเทือนขวัญ “โจมตีป้อม ชรบ.ลำพะยา” อ.เมือง จ.ยะลา เมื่อวันที่ 5 พ.ย.62 ซึ่งเหตุการณ์นั้นมีผู้เสียชีวิตถึง 15 ราย
พ.อ.เอกวริทธิ์ ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงความเคลื่อนไหวทางมวลชน โดยเฉพาะบทบาทของ “กลุ่มสตรี” ที่เริ่มมีการจัดตั้งอย่างเป็นระบบในพิธีศพของผู้ก่อเหตุรุนแรง มีการปลูกฝังความเชื่อเรื่องการเสียชีวิตจากการต่อสู้ หรือ “ชาฮีด” กระทั่งมีการเผยแพร่คลิปการปะทะคารมกับเจ้าหน้าที่ โดยอ้างว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่ขัดขวางพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งไม่เป็นความจริง

“เราไม่ได้ห้ามจัดพิธีศพ แต่ต้องเป็นไปตามประเพณีที่ถูกต้อง ข้อห้ามเด็ดขาดคือการตะโกน ‘ปาตานี เมอเดก้า’ (เอกราชปัตตานี) หรือถ้อยคำหมิ่นเหม่ต่อความมั่นคง เพราะขณะนี้มีกลุ่มขบวนการพยายามบิดเบือนข้อมูลเพื่อปลุกระดมมวลชน” รองโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน. ระบุ
ข้อเท็จจริงทางศาสนา ผู้รู้และผู้นำศาสนาได้มีการ “ฟัตวา” (วินิจฉัย) ไว้ชัดเจนแล้วว่า การเสียชีวิตจากการปะทะในลักษณะนี้ “ไม่ใช่ชาฮีด” (สละชีพเพื่อศาสนา) ตามหลักการอิสลามที่ถูกต้อง แต่เป็นการกระทำผิดกฎหมายบ้านเมือง
ส่วนกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปเสียงในสื่อสังคมออนไลน์ โดยอ้างว่าเป็นเสียงของเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ ตะโกนข่มขู่ชาวบ้านว่าจะเข้าตรวจค้นทั้งหมู่บ้านนั้น พ.อ.เอกวริทธิ์ บอกว่า ทาง กอ.รมน.ภาค 4 สน. ยืนยันว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจ ขณะนี้หน่วยงานเทคนิคกำลังตรวจสอบอย่างละเอียดว่าเป็นเสียงของใคร และเป็นการสนทนาในบริบทใด เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และสร้างความกระจ่างให้แก่สาธารณชน
