
“ทีมข่าวอิศรา” เสนอรายงานพิเศษรับเลือกตั้ง 69 ชุด “ส่องสมรภูมิ…” เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มการเลือกตั้งระดับพื้นที่ รายเขต ของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาอย่างต่อเนื่อง
ที่ผ่านมา เราวิเคราะห์สมรภูมินราธิวาส กับ ยะลาไปแล้ว
อ่านประกอบ : ส่องสมรภูมิยะลา: เมื่อ “เจ้าถิ่น” ถูกล้อมกรอบด้วยอำนาจรัฐ - ทุนการเมือง
อ่านประกอบ : เลือกตั้งเดือด! เมื่อ “กระสุน” ปะทะ “กระแส” ท้าชน “ศรัทธามลายู”
วันนี้ถึงคิว “สมรภูมิปัตตานี” โดยสนามเลือกตั้งปัตตานีชั่วโมงนี้ไม่ใช่แค่การชิงเก้าอี้ ส.ส. แต่มันคือ “สงครามยุทธศาสตร์” ที่เดิมพันด้วยศักดิ์ศรีระหว่างพรรคเจ้าถิ่นหัวใจมลายูอย่าง “ประชาชาติ” กับสองยักษ์ใหญ่ผู้มาพร้อมทรัพยากรเต็มสูบอย่าง “กล้าธรรม” และ “ภูมิใจไทย”
ท่ามกลางกระแสการจัดระเบียบอำนาจใหม่ของบรรดาตระกูลการเมืองเก่าแก่ ด้วยจำนวนประชากร 731,308 คน แบ่งเขตเลือกตั้งเป็น 5 เขต ทุกตารางนิ้วคือพื้นที่ชิงไหวชิงพริบที่มองข้ามไม่ได้

เขต 1 สปอตไลต์ทุกดวงฉายจับไปที่ ผศ.วรวิทย์ บารู อดีตอาจารย์ ม.อ.ปัตตานี แชมป์เก่าจากพรรคประชาชาติ แม้จะมีฐานเสียงวิชาการและผู้นำศาสนาเป็นเกราะป้องกัน แต่รอบนี้ต้องเผชิญกับคลื่นใต้น้ำรอบทิศ
น.ส.เพชรดาว โต๊ะมีนา (กล้าธรรม) ทายาทตระกูลโต๊ะมีนา หวนคืนสังเวียนพร้อมทรัพยากรชุดใหม่ที่หวังทวงคืนความยิ่งใหญ่ของตระกูล
นายวารีฟุดดีน สารีมิง (ประชาธิปัตย์) พยายามกอบกู้ศรัทธาดึงฐานเสียงดั้งเดิมของ “เด่น โต๊ะมีนา” กลับสู่บ้านหลังสีฟ้า
นายบาฮารุดดีน ยูโซะ (ภูมิใจไทย) หรือ “กำนันบาฮา” ผู้โด่งดังคับพื้นที่ นี่คือตัวแปรที่ “ประมาทไม่ได้” มากที่สุด ด้วยฐานเสียงจัดตั้งที่เหนียวแน่นในเขตรอบนอก หากคะแนนคนเมืองถูกหารแบ่งหลายทาง “กำนันบาฮา” อาจเป็น “ตาอยู่” คว้าพุงปลาไปกิน

เขต 2 นายคอซีย์ มามุ (ภูมิใจไทย) รอบนี้ “มาเหนือ” ด้วยสไตล์การเมืองแบบ “ทำจริง” เกาะติดพื้นที่ชนิดไม่ปล่อย อาจปักธงให้ค่ายสีน้ำเงิน หลังจากรอบที่แล้วเข้าสภาในสีเสื้อพลังประชารัฐ (เขียวบ้านป่า)
นายอับดุลบาซิม อาบู (กล้าธรรม) เป็นทางเลือกของกลุ่มที่มองข้ามอุดมการณ์พรรค แต่เน้นไปที่ตัวบุคคลประเภท “เรียกง่าย ใช้คล่อง”
นายอรุณ เบ็ญจลักษณ์ (ประชาชาติ) ชูธงสะอาด ประกาศเป็นศัตรูกับยาเสพติด บวกกับบารมีที่เข้าถึงทั้งคนพุทธและมุสลิม แถมมีผลงานท้องถิ่นระดับ อบจ. ทำให้เขตนี้สูสีจนยากจะคาดเดา แม้ นายคอซีย์ จะเป็น สส.เก่าก็ตาม

เขต 3 นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ (ประชาชาติ) ยังคงยืนหนึ่งด้วยบารมีที่สั่งสมมานาน แต่กำลังถูกเขย่าด้วยโมเดล “การเมืองงบประมาณ” จาก นายบูรฮันธ์ สาเมาะ (ภูมิใจไทย) นักธุรกิจรุ่นใหม่ที่สร้างบทบาทโดดเด่นในช่วงชาวบ้านประสบภัย ทั้งอุทกภัยและโรคระบาด หวัง “เจาะไข่แดง” พื้นที่เดิม
ขณะที่ นายมะรูดิง ยาโงะ (กล้าธรรม) ก็มีเครือข่ายกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านที่เหนียวแน่นคอยหนุนหลัง

เขต 4 เป็นการปะทะกันของยักษ์ใหญ่คนละสาย นายยูนัยดี วาบา (กล้าธรรม) ผู้มีบารมีในฐานะครูบาอาจารย์โรงเรียนสอนศาสนา มีฐานลูกศิษย์กระจายตัวอยู่ทั่วจังหวัด ทำให้ยูนัยดีกลายเป็นผู้สมัครที่ “ครบเครื่อง” มากขึ้น จากเดิมที่มีเพียงต้นทุนทางสังคมและบารมีส่วนตัว
รอบนี้เขามี “ทรัพยากร” และ “งบประมาณ” หนุนหลังเต็มสูบ ทำให้เขาสามารถขับเคลื่อนนโยบายเชิงพื้นที่และเข้าถึงกลุ่มผู้นำท้องถิ่น โดยเฉพาะกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านได้กว้างขวางขึ้นกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อน หากเขาสามารถผนึกกำลังเครือข่ายครูสอนศาสนาเข้ากับกลุ่มผู้นำท้องที่ได้สำเร็จ เขาจะเป็น “ขวากหนาม” ชิ้นใหญ่ที่อาจสกัดทางชนะของประชาชาติได้ในพริบตา
เพราะพรรคประชาชาติส่ง นายอับดุลกอฮา อาแวปูเตะ “นักสู้เพื่อความยุติธรรม” ในฐานะประธานมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมประจำจังหวัดปัตตานี ซึ่งประสบการณ์ทางการเมืองเป็นรองแบบเห็นๆ
แต่การทำงานคลุกคลีกับคดีความมั่นคงและสิทธิมนุษยชนมานานหลายสิบปี ทำให้เขาได้ใจมวลชนในลักษณะ “ลึกซึ้ง” มากกว่าแค่การหาเสียง เพราะเขาสร้างความศรัทธาผ่านการช่วยเหลือในยามที่ชาวบ้านเดือดร้อนที่สุด ทนายกอฮาร์จึงเหมือนสวมเสื้อเกราะชั้นดีที่มีทั้ง “กระแสพรรค” และ “ผลงานส่วนตัว” มาหนุนเสริมกัน
แม้ต้องชนกับคู่แข่งสายแข็งอย่าง นายอริญชัย ซูสารอ (ภูมิใจไทย) ทายาทตระกูลซูสารอที่มีฐานเสียงดั้งเดิม ซึ่งพร้อมจะแทรกตัวขึ้นมาทันที หากคะแนนของสองขั้วเกิดอาการ “ตัดกันเอง”

เขต 5 เมื่อผู้สมัครตัวเต็งล้วนเป็นคน “ยะหริ่ง” ทั้งสิ้น นายสาเหะมูหามัด อัลอิดรุส (ภูมิใจไทย) แชมป์เก่าที่ได้แรงหนุนจาก “นายกเศรษฐ์” นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี แห่ง อบจ.ปัตตานี จึงตัดสินใจถอดเสื้อประชาชาติ ไปสวมเสื้อสีน้ำเงิน ด้วยฐานเสียงจัดตั้งหนาแน่นสุดๆ
นายบัณฑิต อับดุลบุตร (ประชาชาติ) ชูสายเลือด “วังเก่า” เป็นจุดขายทางวัฒนธรรม
นายสนิท อาแว (กล้าธรรม) ผู้รับเหมาใจอาสาที่เข้าถึงง่าย เคยพลาดหวังกับประชาธิปัตย์ แต่คะแนนที่ได้ถือว่า “มีของ”
กุญแจสำคัญของเขต 5 ใครบุกไปครองใจชาว “มายอ” ได้สำเร็จ เก้าอี้เขต 5 ก็อยู่แค่เอื้อม
สำหรับสมรภูมิปัตตานี แม้ “ประชาชาติ” จะได้เปรียบในเชิงโครงสร้างและภาพลักษณ์ “พรรคของคนท้องถิ่น” แต่ความนิยมเดิมกำลังถูกท้าทายด้วยวาทกรรม “อุดมการณ์กินไม่ได้”
กล้าธรรม และ ภูมิใจไทย รุกคืบเข้าในฐานะ “ขบวนการจัดตั้ง” ที่ทรงพลัง เน้นการแก้ปัญหาที่ปัจเจกบุคคลและนโยบายที่จับต้องได้ โดยมีทรัพยากรหนุนหลังมหาศาล ซึ่งเป็นจุดที่น่ากังวลที่สุดสำหรับเจ้าถิ่น
ขณะที่กระแส “พรรคประชาชน” แม้สีส้มในชายแดนใต้จะไม่ร้อนแรงเท่าพื้นที่อื่น แต่คะแนนจากกลุ่มเยาวชนรุ่นใหม่ที่ไม่เอาการเมืองแบบเดิม อาจกลายเป็น “คะแนนตกน้ำ” ที่ส่งผลสะเทือนถึงการแพ้ชนะของพรรคใหญ่ได้ทันที
สนามปัตตานีรอบนี้ “ประชาชาติ” เหนื่อยกว่าทุกครั้ง เพราะคู่ต่อสู้ไม่ใช่แค่คู่แข่งทางการเมือง แต่คือ “ความคาดหวัง” ของชาวบ้านที่ต้องการทั้ง “ศักดิ์ศรีมลายู” และ “ความกินดีอยู่ดี” ไปพร้อมๆ กัน
