
“ทีมข่าวอิศรา” ตั้งประเด็นที่ต้องบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ สำหรับการเลือกตั้งที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 8 ก.พ.69
อ่านประกอบ : ชายแดนใต้...เปลี่ยนไป?
จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เรานำมาสรุปเป็นคำถาม เพื่อหาคำอธิบายได้ราวๆ 5 ข้อ ซึ่งน่าจะเป็นคำถามที่ทุกคนอยากรู้คำตอบ
โดยคำตอบของแต่ละคำถาม ทีมข่าวพยายามประมวลจากผู้รู้ และผู้เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่
1.ทำไม “ภูมิใจไทย” ถึงพลิกชนะในพื้นที่ที่เคยเชื่อว่า “อุดมการณ์เชิงอัตลักษณ์” กินขาด?
ตอบ: เพราะภูมิใจไทยใช้ยุทธศาสตร์ “ทลายกำแพงด้วยอำนาจรัฐและผลงาน” พวกเขาไม่ลงไปสู้ในเกมประวัติศาสตร์บาดแผลอย่างพรรคประชาชาติ หรือแม้แต่พรรคประชาชนผูกขาดหาเสียงในประเด็นเหล่านี้อยู่ แต่เลือกสู้ด้วย “นโยบายกินได้” ผ่านการคุมกระทรวงเกรด A อย่างมหาดไทย คมนาคม และสาธารณสุข
การสร้างผลงานเชิงประจักษ์จากการอัดงบลงพื้นที่ โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างถนนในถิ่นทุรกันดาร และการอัดฉีดเครือข่าย อสม. ทำให้สัมผัสถึง “ความสะดวก” และโอกาสทางเศรษฐกิจ โอกาสในการสร้างรายได้ มากกว่า “ฟังคำปราศรัย” จบเวทีก็กลับบ้านไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม
นอกจากนั้น ภูมิใจไทยยังใช้การ “ดีลตรง” กับเจ้าของคะแนน และผู้นำศาสนา พร้อมดึง “อดีต สส.ตัวตึง” ให้ย้ายค่ายมาพร้อมโครงสร้างหัวคะแนนแบบยกแผง
กลยุทธ์ “ย่องเงียบพุ่งเข้าชุมชน” เข้าหาแกนนำตอนดึก พร้อมคำมั่นสัญญาแบบจัดเต็ม กำลังถูกตั้งคำถามว่าทำให้เสียงผลประโยชน์ในแง่ “วัตถุ” และโครงการพัฒนาต่างๆ กำลังดังกว่าเสียงเรียกร้องความเป็นธรรมจากประวัติศาสตร์บาดแผลไปแล้วหรือไม่
2.เกิดอะไรขึ้นกับ “พรรคประชาชาติ” ทำไมแชมป์เก่าถึงเสียที่นั่ง และบางจังหวัดสูญพันธุ์ อย่างเช่นปัตตานี?
ตอบ: มี 3 ปัจจัยหลัก คือ 1.ความสับสนของสถานะพรรคและผู้นำพรรค กล่าวคือ ข่าวการควบรวมกับเพื่อไทยตั้งแต่ช่วงก่อนยุบสภา และแรงยิ่งกว่ากับข่าว พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรค ถูกทาบทามไปเป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรคเพื่อไทย ได้ทำลายความเชื่อมั่นของแฟนคลับหลายๆ กลุ่มที่สนับสนุนพรรคประชาชาติมาอย่างยาวนาน
ข่าวนี้จะอ้างว่าเป็น “ข่าวลือ” ก็ไม่ได้ เพราะหลุดมาจากคนในพรรค และแกนนำพรรคเอง ทำให้เป็นที่โจษขานกันไปทั่วชายแดนใต้ ส่งผลให้เกิดความสับสนในหมู่พี่น้องประชาชน
ขณะเดียวกัน พรรคประชาชาติติดกับดักวัฒนธรรมการหาเสียงแบบเดิมๆ แต่คู่แข่งเดินเกมรุกเข้าหมู่บ้านมา 2 ปี พร้อมอัดทรัพยากรเต็มพิกัดตลอดทางให้กับเครือข่าย ผิดกับพรรคประชาชาติที่ยึดติดฐานเสียงเดิม ไม่ได้เสริมฐานเสียงใหม่ พ.ต.อ.ทวี ลงพื้นที่โค้งสุดท้ายช้าไป และมีทรัพยากรไม่พอสู้กับแรงเกทับของคู่แข่ง
อีกด้านหนึ่ง คือ “บารมีเฉพาะตัว” ส่งต่อให้กันไม่ได้ บารมีของ “อาจารย์วันนอร์” วันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตหัวหน้าพรรค และเป็นระดับผู้นำจิตวิญญาณ ไม่ใช่เฉพาะของพรรค แต่เป็นของคนชายแดนใต้ส่วนหนึ่งด้วย ปรากฏว่าขลังเฉพาะในยะลา แต่ไม่สามารถปั๊มคะแนนให้ผู้สมัครหน้าใหม่ในจังหวัดอื่นได้
ยิ่งเมื่อเจอ “กระสุน” ทำให้ “กระแส” ต้านไม่ไหว ชาวบ้านจึงเลือกเปลี่ยนไปหาพรรคที่บริหารจัดการทรัพยากรได้จริง
ซ้ำร้ายกว่านั้น บางพื้นที่ออกแนวเสียรู้ให้พรรคกล้าธรรม หลังหลงเชื่อว่าไม่สู้ อาจดึงคะแนนกลับมาได้ แต่กลับกลายเป็นว่าในคืนหมาหอน พรรคกล้าธรรมกลับ “เทหมดหน้าตัก” พลิกเกมจากเงียบเป็นรุกหนัก จนประชาชาติแก้เกมไม่ทัน และต้องพ่ายแพ้ไป
3. พรรคกล้าธรรม ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ปักธงนราธิวาสได้อย่างไร ทั้งที่ไม่เน้นดีเบต ไม่เน้นปราศรัย?
ตอบ: กล้าธรรมใช้สูตร “การเมืองห้องปิด” หรือกลยุทธ์ “ปิดเมืองคุย” พวกเขาเลี่ยงเวทีสาธารณะ แต่ไปเน้นล็อกคะแนนกับผู้นำจิตวิญญาณและหัวคะแนนธรรมชาติให้เบ็ดเสร็จก่อนวันเลือกตั้ง พร้อมยุทธศาสตร์ “อัดทรัพยากรเกินลิมิต” และ “พร้อมเกทับทุกนาที”
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ สามารถล้มช้างในเขต 1 นราธิวาสได้สำเร็จ ทำให้บ้านใหญ่อย่าง “ตระกูลยาวอหะซัน” แพ้หมดรูปเป็นครั้งแรก วัชระ ยาวอหะซัน ลูกชายของ กูเซ็ง ยาวอหะซัน นายก อบจ.นราธิวาส ผูกขาดกว่า 20 ปี ไม่ได้เป็น สส.
4. ทำไมพรรคประชาชนถึงปักธงไม่ได้ที่ปลายด้ามขวาน?
ตอบ: เกิดจากความลักลั่นระหว่าง “กระแสโซเชียล” กับ “ระบบอุปถัมภ์” ในระดับเขต
ปัญหาเศรษฐกิจยังทำให้ชาวบ้าน โดยเฉพาะในถิ่นห่างไกลโหยหา “คนที่เราพึ่งได้ยามลำบาก” มากกว่านโยบายบนมือถือ ทำให้พรรคประชาชนยังเป็นแค่ “คนแปลกหน้า” ในพื้นที่ เพราะเห็นหน้าแค่ในโซเชียล ตัวจริงแทบไม่เคยเจอ อย่าว่าแต่จะพึ่งหวังอะไรในแบบระบบอุปถัมภ์
5.ทำไม ประชาธิปัตย์ รวมไทยสร้างชาติ และพลังประชารัฐ จึงสูญพันธุ์?
กล่าวเฉพาะรวมไทยสร้างชาติ กับพลังประชารัฐ ต้องเรียกว่า “อวสานพรรคเฉพาะกิจ” เมื่อกระแส “ลุง” อิ่มตัวและหมดภารกิจส่งต่ออำนาจ นักเลือกตั้งอาชีพหรือพวกบ้านใหญ่ที่ไวต่อทิศทางลมก็ย้ายกลับเข้าพรรคใหญ่ที่มั่นคงกว่าเพื่อรักษาเก้าอี้รัฐบาลและงบประมาณ
แม้แต่ตระกูลดังอย่าง “ยาวอหะซัน” ก็ยังเสียแชมป์ เพราะการส่งลูกหลานแยกพรรค (สวมเสื้อภูมิใจไทยในเขต 1 นราธิวาส) ทำให้คะแนนแตก จนถูก “การเมืองงบประมาณ” ของกล้าธรรมกินรวบในที่สุด
ขณะที่ประชาธิปัตย์ ชัยชนะในอดีตที่เคยกวาด สส.เกือบยกปลายด้ามขวาน มาจากผลพวงของเหตุการณ์กรือเซะ ตากใบ ทำให้คนพื้นที่ไม่รับพรรคไทยรักไทย และอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ประจวบเหมาะกับ “กลุ่มวาดะห์” ย้ายเข้าไทยรักไทย ทำให้สอบตกมาตลอด จึงเป็นโอกาสของพรรคประชาธิปัตย์ผงาดขึ้นมา
แต่เมื่อถึงยุคที่ “พรรคสีฟ้า” ถดถอย สส.เก่าก็เริ่มย้ายพรรค เปลี่ยนสีเสื้อ ไปพรรค “กำนันสุเทพ” สุเทพ เทือกสุบรรณ สมัยตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย รวมพลคนเป่านกหวีด แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมาก็ย้ายไปเข้าพลังประชารัฐบ้าง รวมไทยสร้างชาติบ้าง ทำให้ความเป็นประชาธิปัตย์จืดจางลงไป
แม้ล่าสุด “หัวหน้ามาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะกลับมาฟื้นพรรค แต่ก็ไม่ทันและไม่สร้างกระแสแรงพอที่จะฝ่าม่านหมอกของอำนาจรัฐ ทรัพยากร และการฟาดฟันกันอย่างดุเดือดของสมรภูมิการเมืองปลายด้ามขวานได้
สุดท้ายจึง “สูญพันธุ์” กันไปถึง 3 พรรคอย่างที่เห็น!
