
เอกสารราชการที่ถูกแชร์กันอย่างกว้างขวางในห้วงเวลาที่มีประเด็น “โกงสอบท้องถิ่น” กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ว่า “ระบบคุณธรรม - ไม่ใช้เส้นสาย” ในแวดวงราชการไทย น่าจะหายากขึ้นทุกที
เอกสาร “บันทึกข้อความ” ของสำนักที่ดินจังหวัดแห่งหนึ่ง แจ้งให้ข้าราชการในสังกัดรับสมัครเพื่อขึ้นบัญชีรายชื่อผู้ผ่านการกลั่นกรองเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง “ประเภทอำนวยการระดับสูง และประเภทอำนวยการระดับต้น” ถูกเขียนเติมเข้าไปจากข้าราชการในสำนักงานที่ดินแห่งนั้น
ข้อความแทงใจใครหลายๆ คนให้สิ้นหวังในระบบราชการยิ่งขึ้น เพราะข้อความระบุเอาไว้แบบนี้
- ทราบ ไม่ประสงค์จะสมัครสอบ
เหตุผล
- ไม่มีเส้นสาย ไม่มีนายให้สังกัด
- ไม่อยากเสียความรู้สึก
- ทิอาจเข้าถึงความยุติธรรมที่แสนจะล้ำลึก
- เป็นแค่นักวิชาการกลุ่มชาติพันธุ์
ท้ายข้อความมีการลงชื่อ และปั๊มตำแหน่ง “นักวิชาการที่ดินชำนาญการพิเศษ”

เอกสารนี้ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 คือเพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ แต่คนที่นำมาแชร์ได้ป้ายแถบปิดชื่อต้นสังกัดของข้าราชการท่านนี้ ไม่ให้รู้ว่าเป็นสำนักงานที่ดินจังหวัดอะไร และปิดชื่อของข้าราชการที่เขียนประกาศจุดยืนในเอกสาร ว่าไม่ประสงค์สมัครสอบ เพราะรับไม่ได้กับระบบเส้นสาย เด็กนาย
สาเหตุที่เอกสารเพียง 1 แผ่นกลายเป็นข่าวฮือฮา เพราะถูกแชร์ในช่วงที่มีการเปิดโปงขบวนการโกงสอบท้องถิ่น ครั้งมโหฬารมากที่สุดครั้งหนึ่งในเมืองไทย แต่รัฐบาลและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องดูจะไม่เอาจริงเอาจังในการ “จัดการคนผิด” เท่าที่ควร
ขณะเดียวกันก็มีการแฉ และเปิดโปงกันว่า ขบวนการโกงสอบแทบจะทุกระดับ ทุกหน่วยงาน มีมานานแล้ว ทั้งแบบจ่ายเงิน และใช้เส้นสาย หรือทั้งสองแบบผสมปนเปกันไป ทำให้ข้าราชการจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีเงิน ไม่มีเส้น หรือไม่อยากใช้เงิน ไม่อยากใช้เส้น พากันถอดใจ ยอมอยู่ในตำแหน่งเดิม ไม่ขอก้าวหน้า หากต้องแลกด้วยศักดิ์ศรี เงินตรา และอุดมการณ์ของตน
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือข้าราชการที่เขียนต่อท้ายเอกสารราชการฉบับนี้
แต่เอกสารที่ถูกแชร์กัน อยู่ในช่วงของการมะรุมมะตุ้มตะลุมบอน “โกงสอบท้องถิ่น” ทำให้บางคนสงสัยว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ใช้ AI ตกแต่งภาพหรือเปล่า
“ทีมข่าวอิศรา” ตรวจสอบเอกสารฉบับนี้ และค้นหาที่มาของเอกสาร พบว่าเป็นเอกสารจากสำนักงานที่ดินจังหวัดปัตตานี จึงลงพื้นที่ไปสืบหาตัวคนเขียน

และก็ทราบว่า คนที่เขียนและลงนามต่อท้ายเอกสาร คือ นายสนิท รักสวัสดิ์ นักวิชาการที่ดินชำนาญการพิเศษ ประจำสำนักงานที่ดินจังหวัดปัตตานี กรมที่ดิน
นายสนิท กล่าวยอมรับสั้นๆ ว่า เนื้อหาและรายละเอียดที่ปรากฏในหนังสือฉบับที่แชร์กันว่อนโซเชียล เป็นเรื่องจริงทั้งหมด
“จริงครับ เรื่องตามหนังสือที่ผมเขียนจริง ผมยอมรับทุกอย่าง ยอมรับทุกประเด็น” เขาระบุ
ทีมข่าวสอบถามถึงมูลเหตุจูงใจในการเขียนหนังสือเชิงตัดพ้อตามที่แชร์กันสนั่น
นายสนิท เผยความในใจว่า “สอบมาแล้วหลายครั้ง มันก็ท้อ น้องๆ เขาก็ข้ามกันไปหมด ก็ไม่เป็นไร ผมก็จะใช้ชีวิตอย่างนี้ไปจนเกษียณ เหลืออีกไม่กี่ปีแล้ว...ประมาณ 7 ปี”
นายสนิท ยังกล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า ยืนยันข้อเท็จจริงทุกอย่างตามเอกสารที่ปรากฏ
ทีมข่าวยังเสาะหาผู้บังคับบัญชาของนายสนิท เพื่อสอบถามว่า เจ้าตัวทำงานอย่างไร มีผลงานดีหรือไม่ เพื่อหาเหตุผลเพิ่มเติมของการไม่ยอมสมัครสอบเพื่อเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง
แต่ผู้บังคับบัญชาที่ยังอยู่ในราชการ ไม่ขอให้สัมภาษณ์ ทว่าทีมข่าวก็ไม่ย่อท้อ ติดตามไปจนพบตัว อดีตผู้อำนวยการสำนักงานที่ดินจังหวัดปัตตานี ซึ่งเคยเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของนายสนิท จึงถือโอกาสอบถามภูมิหลังและพฤติกรรมการทำงานของนายสนิท เพื่อความกระจ่าง
อดีต ผอ.สำนักงานที่ดินจังหวัดปัตตานี บอกว่า นายสนิทเคยเป็นลูกน้องในสังกัดตอนที่ตนยังดำรงตำแหน่งอยู่จริง และยืนยันว่าเป็นข้าราชการที่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างดีเยี่ยม
“อ๋อ…ลูกน้องผมเอง ทำงานดี” อดีต ผอ.สำนักงานที่ดินจังหวัด รับประกัน
พร้อมขยายความว่า “ตอนผมอยู่ในราชการ ผมเสนอแนวทางการบริหารงานบุคคลสำหรับสนับสนุนส่งเสริมให้คนเติบโตในพื้นที่ แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าหลังจากนั้นเขาจะใช้แนวทางนี้หรือเปล่านะ แต่สำหรับนายสนิท ทำงานดี เพราะว่าเขาเป็นคนที่ผมให้ไปช่วยแก้ไขปัญหาในพื้นที่สีแดงอยู่หลายพื้นที่ด้วยกัน เขาก็จะเป็นคนที่ผมไว้ใจให้ทำงาน และช่วยชาวบ้านดีมากมาตลอด”

อดีต ผอ.สำนักงานที่ดินจังหวัดปัตตานี เล่าว่า ในอดีตที่ผ่านมา พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรอย่างหนัก ช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งอยู่มีอัตราว่างถึง 30 อัตรา บางอำเภอไม่มีใครอยากไปปฏิบัติงาน เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบ เมื่อมีคนได้รับการบรรจุแต่งตั้งมาก็มักจะไม่ยอมไปปฏิบัติหน้าที่ จึงจำเป็นต้องอาศัยและพึ่งพาคนในพื้นที่เป็นหลัก
“ผมก็เลยสร้างขวัญกำลังใจให้กับคนในพื้นที่ในการที่จะเติบโต ไม่ใช่ให้ตำแหน่งกับคนนอกพื้นที่ตลอด ก็เลยเสนอแนวทางผ่าน ศอ.บต. (ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้) เขาก็โอเค และหลายคนที่ได้รับการสนับสนุน และเป็นคนพื้นที่ ก็ทำงานได้ดี มีขวัญกำลังใจ มีแรงบันดาลใจที่จะทำงาน แต่ยอมรับว่าระยะหลังทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด”
ทีมข่าวซักว่า เหตุใดข้าราชการที่มีผลงานดีจึงเกิดความท้อถอยจนไม่ยอมสอบเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง เหมือนกรณีนายสนิท อดีต ผอ.สำนักงานที่ดินจังหวัด ให้ความเห็นว่า อาจเกิดจากการขาดการสื่อสารภายในองค์กร ประกอบกับเงื่อนไขการเติบโตในตำแหน่งระดับสูงขึ้นไปจำเป็นต้องพึ่งพาระบบของส่วนกลาง
“ช่วงที่ผมอยู่ เหตุการณ์ชายแดนใต้รุนแรงมากกว่านี้อีก แต่ในช่วงดีขึ้น แต่กลับพบว่ามีคนไม่ยอมสมัครสอบเลื่อนขั้น ผมก็ติดตามอยู่ ถามเขาอยู่ เอ๊ะ! ทำไมไม่สอบ เขาก็บอก เขาไม่สอบแล้ว เขาพูดในลักษณะที่เขาเขียนนั่นแหละ แต่ผมก็ให้กำลังใจเขา ผมบอก...ก็สอบไปเถอะ เพราะว่าเดี๋ยวถึงเวลาเจ้านายจะเห็น และมันถึงเวลาของเรา มันต้องอดทน เพราะผมเองก็ประสบปัญหามาก่อน กว่าจะโตมาจนเกษียณได้ ก็ต้องแบบนี้แหละ อย่าท้อถอย"
อดีต ผอ.ซึ่งเคยบังคับบัญชาข้าราชการน้ำดี กล่าวด้วยว่า นายสนิททำงานอยู่กับตนตลอดระยะเวลา 4 ปี ไม่ว่าจะส่งไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัยที่ไหน ก็ไปทุกที่ ทั้งอำเภอทุ่งยางแดง หรือ อำเภอปะนาเระ ก็สามารถไปปฏิบัติงานได้ตลอด ซึ่งในฐานะผู้บังคับบัญชาในขณะนั้น ได้ตอบแทนด้วยการขึ้นเงินเดือนหรือการโปรโมทภายในเท่าที่กฎระเบียบจะเอื้ออำนวย
“แต่ว่าพอเขาโตขึ้นมาในระดับปัจจุบันนี้ (นักวิชาการที่ดินชำนาญการพิเศษ/ผู้ช่วยที่ดินจังหวัด) ก็ต้องอาศัยอำนาจส่วนกลางแล้ว อันนี้ก็มีส่วนสำคัญที่เขาอาจจะท้อถอยได้”
ทีมข่าวซักต่อประเด็นข้อร้องเรียนเรื่องระบบเส้นสาย และการจ่ายเงินเพื่อซื้อขายตำแหน่ง ท่ามกลางข่าวโกงสอบท้องถิ่นอย่างโจ๋งครึ่ม แต่ อดีต ผอ.สำนักงานที่ดินจังหวัดปัตตานี ปฏิเสธที่จะตอบเรื่องนี้
“การจ่ายเงิน เส้นสาย ตรงนี้ผมคงสรุปไม่ได้นะ เพราะว่าเหมือนเราโตมานี่ ผมก็ไม่ได้มีเรื่องแบบนั้นเลย แต่เราก็ต้องอดทนในเรื่องของระยะเวลา ในเรื่องของการที่เราอยู่ในพื้นที่นานหน่อย”
อย่างไรก็ดี อดีต ผอ.ได้ฝากข้อความทิ้งท้ายอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมเสียงหัวเราะสั้นๆ ถึงความเปลี่ยนแปลงในระบบราชการปัจจุบันว่า “ผมก็ไม่อยากสรุปอย่างนั้นนะ เพราะว่าเราก็อยู่ในวงราชการมาก่อน แต่ว่าถ้าจะให้พูดได้ ก็คือการเมืองเข้ามาคุมมาก แค่นั้นเอง”
อดีต ผอ.สำนักงานที่ดินจังหวัดปัตตานี กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันทราบว่านายสนิทปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้ช่วยที่ดินจังหวัดปัตตานี ซึ่งตนก็เพิ่งโทรศัพท์ไปพูดคุยและกระตุ้นให้เข้าสอบเพื่อความก้าวหน้า อย่างไรก็ตาม มองว่าเรื่องนี้ต้องมองอย่างรอบด้าน และควรมีการสื่อสารภายในองค์กรให้ดี เพราะบางครั้งเจ้าหน้าที่อาจเกิดความเข้าใจผิดหรือมีความน้อยเนื้อต่ำใจ ซึ่งผู้บังคับบัญชาคนปัจจุบันควรเข้าไปดูแลและทำความเข้าใจในเรื่องนี้ด้วย
