
ป.ป.ช.แท็กทีม สตง. ลงพื้นที่ลุยตรวจเรือ 74 ลำสู้น้ำท่วมของ อบจ.สงขลา หลังถูกครหาไม่คุ้มค่า แถมแพงเกินจริง เหตุอ้างช่วงฉุกเฉินอุทกภัย จัดซื้อแบบเร่งด่วน ไม่มีประกวดราคาตามระเบียบ ด้านหน่วยตรวจสอบยังไม่ฟันธงส่อโกงหรือไม่ ต้องตรวจเอกสารเพิ่ม เจ้าหน้าที่ อบจ.ยังส่งหลักฐานไม่ครบ
มีความคืบหน้าการเรียกร้องให้ตรวจสอบโครงการจัดซื้อเรือช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.สงขลา) จำนวน 74 ลำ ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตจากภาคประชาชนและสื่อมวลชนถึงความคุ้มค่าและราคาจัดซื้อที่อาจแพงเกินจริง
เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดสงขลา ร่วมกับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เขต 15 ลงพื้นที่ตรวจสอบเรือของ อบจ.สงขลา โดยมี นายราม วสุธนภิญโญ ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดสงขลา นายวรา สัตถาวร ผู้อำนวยการกลุ่ม และ นายสุจินต์ อินทรัตน์ นักวิชาการตรวจเงินแผ่นดินชํานาญการพิเศษ นำคณะร่วมตรวจสอบ พร้อมกับภาคประชาชนในพื้นที่

นายราม กล่าวว่าว่า การลงพื้นที่ตรวจสอบครั้งนี้เป็นผลจากข้อสังเกตของภาคประชาชนและสื่อมวลชนเกี่ยวกับการจัดซื้อเรือของ อบจ.สงขลา และเทศบาลนครหาดใหญ่ ว่ามีราคาสูงเกินความเป็นจริงหรือไม่ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ให้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและสังเกตการณ์การดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อพิจารณาว่าการจัดซื้อเป็นไปตามระเบียบหรือไม่ และมีความเสี่ยงเข้าข่ายจัดซื้อในราคาสูงเกินจริงหรือไม่
นายราม อธิบายว่า การจัดซื้อเรือเกิดขึ้นในช่วงเกิดอุทกภัย ซึ่งโดยปกติหน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบพัสดุ แต่เมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน รัฐบาลได้กำหนดข้อยกเว้นตามหนังสือเวียนของกระทรวงการคลัง เปิดโอกาสให้หน่วยงานสามารถจัดซื้อได้อย่างเร่งด่วน โดยไม่ต้องใช้วิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) หรือกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตามขั้นตอนปกติ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที
โครงการนี้ ทั้งเทศบาลนครหาดใหญ่ และ อบจ.สงขลา ใช้กลไกข้อยกเว้นดังกล่าวในการจัดซื้อเรือ จึงทำให้ประชาชนเกิดข้อสงสัยว่าราคาที่จัดซื้อสูงเกินจริงหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ป.ป.ช. ยังไม่ได้ข้อสรุป เนื่องจากจำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลประกอบหลายด้าน ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะตัวเลขราคาเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงความเร่งด่วนของสถานการณ์ ความพร้อมของสินค้าในท้องตลาด และเงื่อนไขอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อระดับราคา
การตรวจสอบจึงไม่ได้มุ่งพิจารณาเพียงประเด็นว่าซื้อแพงหรือไม่ แต่ยังครอบคลุมถึงความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ ประสิทธิภาพของอุปกรณ์ และความสามารถในการนำเรือไปใช้แก้ไขปัญหาอุทกภัยได้จริงด้วย
เนื่องจากเรือแต่ละประเภทมีลักษณะการใช้งานแตกต่างกัน จึงต้องลงพื้นที่พิสูจน์ว่าเรือแต่ละแบบสามารถตอบโจทย์การช่วยเหลือประชาชนได้หรือไม่ รวมถึงสามารถรองรับสถานการณ์น้ำท่วมขนาดใหญ่ได้มากน้อยเพียงใด
สำหรับการตรวจสอบ อบจ.สงขลา พบว่ามีการจัดซื้อเรือจำนวน 74 ลำ แบ่งเป็นกว่า 20 ประเภท จึงต้องตรวจสอบรายละเอียดของเรือแต่ละแบบ ทั้งคุณลักษณะและสเปคว่าเป็นไปตามที่จัดซื้อหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ของ อบจ. ยังเตรียมข้อมูลไว้ไม่ครบถ้วน จึงอาจต้องนัดหมายเพื่อลงตรวจสอบเพิ่มเติมเป็นรายประเภทในภายหลัง
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อเปรียบเทียบการจัดซื้อของ อบจ.สงขลา กับ เทศบาลนครหาดใหญ่ พบว่าทั้งสองหน่วยงานมีลักษณะการจัดซื้อแตกต่างกัน ทั้งในด้านขนาดของเรือ รูปแบบการใช้งาน และราคา จึงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันโดยตรงได้
โดยเทศบาลนครหาดใหญ่ให้เหตุผลว่าจำเป็นต้องจัดหาเรือที่มีสมรรถนะสูง เนื่องจากพื้นที่มีความเสี่ยงน้ำท่วม และจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เรือเดิมไม่สามารถรองรับภารกิจช่วยเหลือประชาชนได้เพียงพอ

นอกจากนี้ เรือของเทศบาลนครหาดใหญ่ยังมีอุปกรณ์ป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าดูด เนื่องจากเรือสแตนเลสเป็นตัวนำไฟฟ้า ส่วน อบจ.สงขลา มีความจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ลักษณะเดียวกันหรือไม่ ยังต้องพิจารณาตามสภาพพื้นที่และลักษณะการใช้งาน
นายราม กล่าวอีกว่า สิ่งที่ ป.ป.ช. และ สตง. ให้ความห่วงใยอีกประเด็นหนึ่ง คือการบริหารจัดการหลังการจัดซื้อ โดยเฉพาะการดูแลรักษาเรือและเครื่องยนต์จำนวน 74 ลำ เพราะหากไม่มีระบบบริหารจัดการที่ดี อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของรัฐ และนำไปสู่ภาระงบประมาณจำนวนมากในการซ่อมบำรุงในอนาคต อีกทั้งยังต้องพิจารณาว่าหน่วยงานมีบุคลากรและความพร้อมในการดูแลอุปกรณ์จำนวนมากเช่นนี้หรือไม่
เบื้องต้น หน่วยงานตรวจสอบได้ให้ข้อเสนอแนะแก่ อบจ.สงขลา ให้เร่งปรับปรุงระบบบริหารจัดการและการบำรุงรักษาเรือ เพื่อให้สามารถนำเรือออกใช้งานได้ทันทีเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน และลดความเสี่ยงที่งบประมาณของรัฐจะสูญเปล่า อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าระบบบริหารจัดการมีความพร้อมเพียงพอหรือไม่

เมื่อถามว่าการจัดซื้อเข้าข่ายทุจริตแล้วหรือไม่ นายราม กล่าวว่า ขอให้สื่อมวลชนและประชาชนรอผลการตรวจสอบก่อน เพราะในเวลานี้ ป.ป.ช. และ สตง.อยู่ในขั้นตอนการป้องกัน เฝ้าระวัง และให้ข้อเสนอแนะเป็นหลัก ยังจำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกอีกจำนวนมาก แต่หากภายหลังพบพยานหลักฐานว่ามีการทุจริตหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ป.ป.ช.สามารถยกเรื่องขึ้นไต่สวนและดำเนินการตามกฎหมายได้ทันที
นายราม ย้ำว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถให้ข้อสรุป ทั้งในกรณีของ อบจ.สงขลา และเทศบาลนครหาดใหญ่ เนื่องจากทั้งสองหน่วยงานยังอยู่ระหว่างจัดส่งเอกสารประกอบการตรวจสอบ พร้อมอธิบายว่า แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้จัดซื้อได้อย่างเร่งด่วนในภาวะฉุกเฉิน แต่ก็เป็นช่องทางที่อาจถูกนำไปแสวงหาผลประโยชน์ได้ หากผู้มีอำนาจใช้อำนาจโดยไม่สุจริต เพราะข้อยกเว้นดังกล่าวไม่จำเป็นต้องดำเนินการตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างปกติ เช่น การจัดทำราคากลาง การประกวดราคา หรือแม้แต่ขั้นตอนการตรวจรับบางประการ
อย่างไรก็ตาม เจตนารมณ์ของกฎหมายมีขึ้นเพื่อให้ภาครัฐสามารถจัดหาอุปกรณ์ช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็วในช่วงเกิดภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีหน่วยงานอย่าง สตง. และ ป.ป.ช. เข้ามาตรวจสอบภายหลัง เพื่อพิจารณาว่าการดำเนินการเป็นไปโดยถูกต้อง โปร่งใส และเกิดความคุ้มค่ากับงบประมาณของรัฐหรือไม่ ซึ่งการจะสรุปผลได้ยังต้องใช้เวลาในการรวบรวมและตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างรอบด้านก่อน
