
“อนุทิน” แต่งตั้ง “คณะผู้แทนพิเศษดับไฟใต้” ชุดใหม่ 22 คน “สีหศักดิ์” นั่งประธาน “พล.ท.อดุลย์ - ฉัตรชัย” นั่งรองฯ ขณะที่ “วันนอร์” ที่ปรึกษา พร้อมดึง 8 ปลัดกระทรวง – ผบ.ทสส. - ผบ.ทบ. -ผบ.ตร. - ผอ.ข่าวกรอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมทีมพรึ่บ เดินหน้าสนับสนุนขับเคลื่อนโต๊ะพูดคุยสันติสุข เผยจำนวนกรรมการมากกว่าทุกยุค สวนกระแสวิจารณ์ไร้ผลงาน
วันจันทร์ที่ 11 พ.ค.69 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้ง “คณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้” เพื่อขับเคลื่อนนโยบายความมั่นคงและการพัฒนาในพื้นที่ให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ
สาระสำคัญของคำสั่งดังกล่าว คือการระดมบุคลากรระดับสูงจากทั้งฝ่ายการเมือง ความมั่นคง และข้าราชการพลเรือนเข้าร่วม เป็นคณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลฯ รวมทั้งหมด 22 คน ประกอบด้วย
1. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นที่ปรึกษาคณะผู้แทนพิเศษฯ
2. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็น ประธานกรรมการ
3.พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็น รองประธาน (คนที่ 1)
4.นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็น รองประธาน (คนที่ 2)
ส่วนกรรมการผู้แทนพิเศษฯ ที่เป็นปลัดกระทรวงสำคัญ 8 คนจาก 8 กระทรวง ประกอบด้วย
กระทรวงกลาโหม
กระทรวงการต่างประเทศ
กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
กระทรวงมหาดไทย
กระทรวงยุติธรรม
กระทรวงวัฒนธรรม
กระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงสาธารณสุข
ทั้งยังมีกรรมการที่เป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีก 7 คน ได้แก่
ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ
เลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้
ผู้บัญชาการทหารสูงสุด
ผู้บัญชาการทหารบก
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ผู้แทนหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่พิจารณา
นอกจากนี้ยังมี พล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว เป็น กรรมการและเลขานุการ
นายนันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ เป็น กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
นายภพหล้า ปิยะปานันท์ เป็น กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

สำหรับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้ ถูกวางไว้ให้เป็น “โซ่ข้อกลาง” ในการเชื่อมโยงนโยบายจากส่วนกลางลงสู่การปฏิบัติในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีหน้าที่ และอำนาจดังนี้
1.ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการดับไฟใต้
2.ประสานงานระหว่าง ครม. ราชการส่วนกลาง และหน่วยงานในพื้นที่ รวมถึงรัฐมนตรีที่กำกับดูแลเขตตรวจราชการในพื้นที่ภาคใต้
3.ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะในการบูรณาการงาน เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561-2580) และนโยบายความมั่นคง (พ.ศ. 2566-2570)
4.รายงานปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไขต่อ สมช. หรือนายกรัฐมนตรี
5.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็น
6.ปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย
ทั้งนี้ในคำสั่งยังระบุถึงเป้าหมายสำคัญ คือการสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการ “สนับสนุนการขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้” ให้มีประสิทธิภาพ
ในส่วนของงบประมาณและค่าใช้จ่าย คำสั่งระบุให้การเบิกจ่ายเบี้ยประชุมหรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการของคณะกรรมการ อนุกรรมการ หรือคณะทำงาน ให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ. 2547 โดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)
ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป ถือเป็นการขยับหมากครั้งสำคัญของรัฐบาลนายอนุทิน ในการบริหารจัดการปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ปลายด้ามขวาน โดยการดึงตัวแทนจากแทบทุกกระทรวงหลักเข้ามาร่วมกระบวนการอย่างเต็มตัว
@@ จำนวนกรรมการทุบสถิติ “ผู้แทนพิเศษฯ ยุคลุงตู่”
การแต่งตั้งคณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ผ่านมา มีมาแล้ว 3 คณะ ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งสิ้น เป็นที่น่าสังเกตว่า ผู้แทนพิเศษฯแต่ละคณะ มีจำนวนกรรมการน้อยกว่ายุครัฐบาลนายอนุทิน ที่เพิ่งแต่งตั้งอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบด้วย
คณะแรก 13 คน - มี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นหัวหน้าผู้แทนพิเศษฯ
ชุดสอง 7+2 รวมเป็น 9 คน - มี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นหัวหน้าผู้แทนพิเศษ
ชุดสาม 6+1 รวมเป็น 7 คน - มี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นหัวหน้าผู้แทนพิเศษ
@@ 2 คำถามถึง “ผู้แทนพิเศษฯ”
ที่ผ่านมา “ผู้แทนพิเศษของรัฐบาลฯ” ถูกตั้งคำถามเรื่องผลงานและความคุ้มค่าของงบประมาณที่ต้องสูญเสียไป และการตั้ง “คณะผู้แทนพิเศษฯ” เหมือนเป็นการสะท้อนปัญหาการไม่บูรณาการกันระหว่างรัฐบาลในส่วนกลาง กับหน่วยงานในระดับพื้นที่ จนต้องมี “โครงสร้างพิเศษ” ขึ้นมาเชื่อมประสาน ทั้งๆ ที่การบูรณาการข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันสามารถใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยได้มาก
ยิ่งโฉมหน้า “คณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลฯ” ในยุครัฐบาลนายอนุทิน กรรมการประกอบด้วยผู้นำหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องกับปัญหาชายแดนใต้อยู่แล้ว จึงยิ่งเกิดคำถามว่า เหตุใดจึงต้องมี “ผู้แทนพิเศษฯ” เชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยปฏิบัติกับระดับนโยบายเพิ่มอีก
