
สส.กมลศักดิ์ ฉะรายงานกรรมการสิทธิฯไร้สภาพบังคับ เปรียบเป็น “เสือกระดาษ” พร้อมแฉทัศนคติหน่วยงานข่าวความมั่นคงชายแดนใต้ มองคนการเมืองในพื้นที่เป็นอีกกลุ่มของขบวนการแบ่งแยกดินแดน
เมื่อเร็วๆ นี้ ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณารายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ ได้อภิปรายตอนหนึ่งว่า ตนเข้าใจดีว่า กสม. ภายใต้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ จะมี “หน้าที่” ต้องทำเสียส่วนใหญ่ ส่วน “อำนาจ” หรือ “สภาพที่จะไปบังคับหน่วยงานอื่น” ไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน แทบไม่มีเลย บางคนถึงกับพูดว่า กสม.เปรียบเสมือนเสือกระดาษ
“ปัญหาอุปสรรคที่ท่านส่งรายงานชี้แจงมายังสภา บอกว่า หลายอย่างที่ท่านเสนอไป หน่วยงานไม่ยอมปฏิบัติตาม แต่ท่านไม่ได้บอกสาเหตุว่าเพราะอะไร ผมก็เลยอยากตั้งประเด็นคำถามเกี่ยวกับปัญหาอุปสรรคใหญ่ๆ ว่า เมื่อท่านเสนอ ครม. แล้ว ครม.สั่งให้หน่วยงานปฏิบัติ แล้วเขาไม่ปฏิบัติตามที่ท่านสั่ง เพราะอะไร แต่ในรายงานฉบับนี้ไม่มีเลย”
นายกมลศักดิ์ กล่าวถึงรายงาน กสม.ในประเด็นเกี่ยวกับปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า รายงานทุกครั้ง ตนดูแล้วไม่ขยับไปไหนเลย การประเมินสถานการณ์ หัวข้อที่ศึกษาและมีข้อเสนอแนะ ก็เกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรง สถิติ การเยียวยา และการบังคับใช้กฎหมายพิเศษด้านความมั่นคง
“ท่านบอกปัญหาไฟใต้แย่เหมือนเดิม แต่ผมว่ามันแย่กว่าเดิมนะในฐานะคนอยู่พื้นที่ สถานการณ์ตอนนี้อึมครึมมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งที่ผมอยากเห็นจากรายงานฉบับนี้ คือกระบวนการสร้างความเกลียดชังในสื่อโซเชียลในพื้นที่มีมาก อยากให้ท่านศึกษาว่าสิ่งเหล่านี้มีการละเมิดสิทธิหรือไม่ อย่างไร มากน้อยเพียงใดในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้”
สส.กมลศักดิ์ ยังเรียกร้องกลางสภาให้หน่วยงานอย่าง กสม. ทำความเข้าใจหน่วยงานรัฐด้วยกันเอง อย่างกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ให้เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
“กรณีที่เกิดขึ้นกับผม เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ท่านก็ทราบดีว่า ยานพาหนะที่อยู่ในการครอบครองของหน่วยงาน กอ.รมน.นราธิวาส เป็นยานพาหนะใช้ในการกระทำความผิดลอบสังหารผม ผมก็ไม่ทราบว่าท่านไปทบทวนทำความเข้าใจกับหน่วยงานเหล่านี้อย่างไร ฝากท่านด้วยนะครับ ท่านต้องทบทวนใหม่”
สส.กมลศักดิ์ ยังได้กล่าวถึงทัศนคติของหน่วยงานในพื้นที่ว่า ทัศนคติของหน่วยงานในพื้นที่มองว่า ขบวนการแบ่งแยกดินแดน หรือขบวนการบีอาร์เอ็น มีอยู่ 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มใต้ดินกลุ่มลับ และ 2.กลุ่มการเมือง
“คิดอย่างนี้ได้อย่างไรครับ นี่คือทำให้เห็นทัศนคติว่า การทำงานการเมืองกับคนพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งพรรคการเมือง หน่วยงานปฏิบัติโดยเฉพาะหน่วยงานด้านการข่าว กลับไปมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการแบ่งแยกดินแดน หรือเหตุที่ลอบสังหารผม เพราะผมอยู่ในพรรคการเมืองสามจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือเปล่า”
@@ ร้อง ผบ.ตร.หวั่นคดียิง สส.นราฯ ซ้ำรอยอุ้มทนายสมชาย

ช่วงเวลาใกล้เคียงกัน นายกิจจา อาลีอิสเฮาะ ทนายความของนายกมลศักดิ์ เดินทางไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เพื่อขอความเป็นธรรมให้กับ นายกมลศักดิ์ และพวก รวม 3 คน ในคดีที่ถูกคนร้ายลอบยิงเมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา
เพราะเชื่อว่า นอกจากผู้ต้องหาที่สามารถจับกุมตัวได้แล้ว 7 คน ยังมีผู้บงการคนอื่นอีก
ทั้งนี้มี พ.ต.ท.กิตศรุต แก้วทองเมือง รองผู้กำกับการ กองทะเบียนประวัติอาชญากร (รองผกก.ทว.) นายตำรวจเวรอำนวยการ เป็นตัวแทนรับหนังสือ
นายกิจจา กล่าวว่า ยังความกังวลเกี่ยวกับการรวบรวมพยานหลักฐานของคณะพนักงานสอบสวน เพราะเมื่อจับกุมผู้ต้องหาได้ 7 คนแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าศาลจะพิพากษาลงโทษผู้ต้องหาทั้งหมด ต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนหนักแน่นเพียงพอว่ากระทำผิดจริง ดังนั้นจึงมาร้องเรียนให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำกับ ควบคุมการทำงานของพนักงานสอบสวน และเร่งรัดการดำเนินคดี
เช่น ให้พนักงานสอบสวนรวบรวมข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ตรวจสอบแอปพลิเคชันไลน์หรือแอปพลิเคชั่นการสนทนาต่างๆ รวมถึงสื่อโซเชียลมีเดีย ว่ามีการพูดคุยสนทนาเกี่ยวกับกระบวนการในคดีลอบยิงอย่างไร
รวมถึงให้ตรวจสอบการใช้อาวุธปืน และเส้นทางการใช้รถยนต์ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าคดีนี้เมื่อเปรียบเทียบกับคดีความมั่นคงอื่นๆ มีความแตกต่างกันมาก คดีความมั่นคง เช่น การวางระเบิดหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พนักงานสอบสวน ทำงานอย่างละเอียดรวดเร็ว
“ผมไม่อยากให้คดีของ สส.กมลศักดิ์ ซ้ำรอยกับคดีของทนายสมชาย นีละไพจิตร ที่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่รู้ว่าใครเป็นผู้บงการ” ทนายกิจจา ระบุ
@@ เปิดพิรุธคำให้การผู้ต้องหา “ยอมรับจบ-ไม่ซัดทอด”

ก่อนหน้านี้ “ทีมข่าวอิศรา” ได้พูดคุยสัมภาษณ์กับคณะทำงานติดตามคดียิง สส.กมลศักดิ์ ของพรรคประชาชาติ ก็พบว่ามีการตั้งประเด็นสงสัย และความกังวลเกี่ยวกับการรวบรวมหลักฐานของตำรวจเช่นเดียวกัน
“หากเบอร์โทรศัพท์ที่เกี่ยวข้องมี 10 เบอร์ แต่ตำรวจเลือกใส่ในสำนวนการสอบสวนเพียง 2 เบอร์ จะทำให้ผู้บงการหลุดคดีทันที” หนึ่งในคณะทำงาน ตั้งข้อสังเกต
พร้อมเผยว่า มีความพยายามประสานงานผ่านกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ให้รับคดีนี้เป็นคดีพิเศษ แต่อธิบดีดีเอสไอ ระบุว่าต้องเป็นคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเท่านั้น จึงจะดำเนินการได้
นอกจากนั้นยังมีประเด็นน่าสงสัย คือ ผู้ต้องหารายแรกๆ ที่ถูกจับกุม เคยให้การรับสารภาพ พาดพิงไปถึงผู้สั่งการและผู้บงการเหนือตนขึ้นไป แต่ปรากฏว่ามีการขอแลกเปลี่ยนการให้ข้อมูล กับการปล่อยตัวบุคคลใกล้ชิดที่อยู่ในข่ายต้องสงสัย
ต่อมาบุคคลใกล้ชิดได้รับการปล่อยตัว นับจากนั้นผู้ต้องหารายนี้ปิดปากเงียบสนิท ไม่ยอมซัดทอดใครในคดีอีกเลย เหมือนยอม “รับจบคนเดียว” ทำให้มีความกังวลถึงการขึ้นให้การในชั้นศาล ว่าจะมีการบิดประเด็นหรือปิดปาก ไม่ยอมให้การหรือไม่ เมื่อผนวกกับพยานหลักฐานที่อาจมีช่องโหว่บางประเด็น จะด้วยความจงใจหรือไม่จงใจ ก็มีความเป็นไปได้ว่าคดีนี้จะไปไม่ถึงที่สุด เอาตัวคนผิดมาลงโทษไม่ได้
