
การประกอบพิธีฮัจย์ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช (ฮ.ศ.) 1447 ณ นครมักกะฮ์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเริ่มต้นอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.69 ที่ผ่านมา โดยมีการประกอบศาสนกิจรวมเป็นเวลา 6 วัน ระหว่างวันที่ 8 - 13 ของเดือนซุลฮิจญ์ ตามปฏิทินอิสลาม
ผู้แสวงบุญชาวไทยจำนวน 7,033 คน จากทุ่งมีนา ได้เดินทางเข้าไปรวมตัวกันที่ทุ่งอารอฟะห์ เพื่อประกอบพิธี “วุกูฟ” (การสงบนิ่ง) ซึ่งถือเป็น “หัวใจสำคัญที่สุด” ของการแสวงบุญในครั้งนี้ ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสงบและพลังแห่งศรัทธา โดยผู้แสวงบุญได้ร่วมรับฟังคุตบะฮ์ (บทธรรมเทศนา) ละหมาดรวม และวิงวอนขอพร (ดุอาอ์) เพื่อขออภัยโทษต่อพระผู้เป็นเจ้า กระทั่งดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า
ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีวุกูฟในช่วงค่ำ ผู้แสวงบุญทั้งหมดได้เคลื่อนขบวนออกจากทุ่งอารอฟะห์ มุ่งหน้าสู่ “มุซดะลิฟะฮ์” เพื่อพักค้างคืนและทำภารกิจเก็บก้อนหินขนาดเล็ก (ประมาณเมล็ดอินทผลัม) จำนวน 49–70 ก้อน สำหรับใช้ในพิธีสำคัญในวันถัดไป

วันที่ 10 ซุลฮิจญ์ (วันอีฎิ้ลอัดฮา) ผู้แสวงบุญเดินทางกลับสู่ทุ่งมีนาเพื่อทำพิธีขว้างเสาหินใหญ่ (เสาหินกอบะเราะฮ์) จำนวน 7 ก้อน
จากนั้นจะมีการเชือดสัตว์พลีทาน (กุรบาน) และทำพิธีโกนศีรษะหรือขลิบผม (ตะฮัลลุลครั้งที่ 1) ก่อนเดินทางไปมักกะฮ์เพื่อเวียนรอบบัยตุลลอฮ์ (ตอวาฟอิฟาเฎาะฮ์) และเดินสลับวิ่งเหยาะระหว่างภูเขาศอฟาและมัรวะฮ์ (สะแอ)
วันที่ 11 - 13 ซุลฮิจญ์ (วันตัชรีก) พำนักในเต็นท์พักแรมที่ทุ่งมีนา และเดินเท้าไปขว้างเสาหินทั้ง 3 ต้น (เสาเล็ก, เสากลาง, เสาใหญ่) ต้นละ 7 ก้อน เป็นประจำทุกวัน

และขั้นตอนสุดท้าย การทำ “ตอวาฟวิดาอ์” (ตอวาฟอำลา) ซึ่งเป็นการเดินเวียนรอบกะอ์บะฮ์ 7 รอบ ณ มัสยิดอัลฮะรอม ก่อนเดินทางออกจากนครมักกะฮ์เพื่อกลับภูมิลำเนา
ทั้งนี้ ในส่วนของประเทศไทยมีการเฉลิมฉลองวันรายออีฎิ้ลอัดฮา ในวันที่ 28 พ.ค.69
เมื่อตรวจสอบข้อมูลสถิติจากทางการซาอุดีอาระเบีย สำหรับฤดูกาลฮัจย์ประจำปี พ.ศ. 2569 (ฮ.ศ. 1447) พบข้อมูลเชิงสถิติตัวเลขผู้เข้าร่วมพิธีแสวงบุญที่น่าสนใจ ยอดผู้แสวงบุญรวมทั้งสิ้น 1,707,301 คน แบ่งเป็นผู้แสวงบุญชาย 893,396 คน ผู้แสวงบุญหญิง 813,905 คน ผู้แสวงบุญจากต่างประเทศ (รวม 165 ประเทศ) 1,546,655 คน และผู้แสวงบุญภายในประเทศซาอุดีอาระเบีย 160,646 คน

ขณะเดียวกัน ทางการซาอุดีอาระเบียได้มีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่และบุคลากรในภาคส่วนต่างๆ รวมกว่า 441,049 คน เพื่อกระจายกำลังดูแลความปลอดภัย อำนวยความสะดวกด้านการคมนาคม และให้บริการด้านสาธารณสุขแก่ผู้แสวงบุญตลอดช่วงระยะเวลาการประกอบพิธี
ในการประกอบพิธีฮัจย์ ผู้แสวงบุญต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบและข้อห้ามทางศาสนาอย่างเคร่งครัดในระหว่างการครองชุดอิฮฺรอม หากฝ่าฝืนจะต้องเสียค่าปรับ (ดัม) ตามหลักการศาสนา ประกอบด้วย

1.ห้ามตัดผม ตัดเล็บ หรือถอนขนใดๆ ตามร่างกาย
2.ห้ามใช้เครื่องหอมหรือสิ่งที่มีกลิ่นหอมทุกชนิด (รวมถึงสบู่ที่มีส่วนผสมของน้ำหอม)
3.ห้ามเด็ด ตัด หรือทำลายต้นไม้ และห้ามล่าสัตว์ในเขตหวงห้าม
4.ห้ามกระทำการเกี้ยวพาราสี การแต่งงาน หรือมีเพศสัมพันธ์
5.ข้อห้ามเฉพาะชาย ห้ามปิดศีรษะ และห้ามสวมใส่เสื้อผ้าที่ผ่านการตัดเย็บเข้ารูป (เช่น เสื้อ กางเกง หรือชุดชั้นใน)
6.ข้อห้ามเฉพาะหญิง ห้ามปิดบังใบหน้า (นิก็อบ) และห้ามสวมถุงมือ แต่ต้องแต่งกายปิดศีรษะและร่างกายตามหลักฮิญาบปกติ
@@ ชายแดนใต้จับจ่ายคึกคักรับฮารีรายอ

ส่วนบรรยากาศการจับจ่ายซื้อสินค้าในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันพุธที่ 27 พ.ค.69 ภายหลังจุฬาราชมนตรีประกาศให้วันตรุษอีฎิ้ลอัดฮา (วันรายอฮัจยี) ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1447 ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 28 พ.ค.69 พบว่าเป็นไปอย่างคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า มีประชาชนชาวไทยมุสลิมในทุกอำเภอ ทุกพื้นที่ เดินทางไปเลือกซื้ออาหารสดและวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมต้อนรับเทศกาลฮารีรายอ
อาหารสดที่ได้รับความนิยมส่วนใหญ่ ได้แก่ เนื้อวัว เนื้อไก่ อาหารทะเล และผัก เพื่อนำไปประกอบอาหารเลี้ยงฉลองภายในครอบครัวและต้อนรับญาติมิตร

นอกจากนี้ เมนูยอดนิยมประจำเทศกาลยังคงได้รับความสนใจ และมีพ่อค้าแม่ค้านำมาวางจำหน่ายเป็นจำนวนมาก อาทิ ตูป๊ะ (ข้าวเหนียวสามเหลี่ยม) ละซอ-ละแซ (ขนมจีนสูตรท้องถิ่น) และแป้งข้าวหมาก
จากการลงพื้นที่สำรวจราคาสินค้าอุปโภคบริโภคช่วงก่อนเทศกาล พบว่าภาพรวมราคาสินค้าส่วนใหญ่ยังคงทรงตัวและไม่มีการปรับขึ้นราคาแต่อย่างใด โดยมีรายละเอียดราคา เนื้อวัวสด กิโลกรัมละ 250 บาท ไก่สด กิโลกรัมละ 65-75 บาท ละซอ - ละแซ (ขนมจีน) กิโลกรัมละ 25 บาท ตูป๊ะ (ข้าวเหนียวสามเหลี่ยม) ลูกละ 4-5 บาท (ราคาร้อยละ 450 - 500 บาท) ตาแป (ข้าวหมาก) ห่อละ 3 บาท (ราคาร้อยละ 300 บาท) และแกงมัสมั่น ถุงละ 35 บาท

อีกด้านหนึ่ง เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้เตรียมมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยจัดกำลังเฝ้าระวังตามจุดเสี่ยงและย่านเศรษฐกิจ เพื่อป้องกันกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่อาจฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ในช่วงที่มีประชาชนพลุกพล่าน
อนึ่ง วันตรุษอีฎิ้ลอัดฮา (28 พ.ค.69) ถือเป็นวันหยุดราชการประจำปีในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ยะลา, ปัตตานี, นราธิวาส, สงขลา และสตูล ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 ส.ค.56 เพื่อเปิดโอกาสให้พี่น้องชาวไทยมุสลิมได้ปฏิบัติศาสนกิจและเฉลิมฉลองกับครอบครัวอย่างเต็มที่
