
แม้เป็นข่าวไม่ใหญ่นักในช่วงสุดสัปดาห์นี้ แต่ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการคลี่่คลายความขัดแย้งเรื่องเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา
นั่นก็คือการตั้ง เอกอัครราชทูต แคทีนา คูเปอร์ ชาวออสเตรเลีย เป็นผู้ประนอมบุคคลที่ 5 และจะปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการประนอม ภายใต้กระบวนการประนอมภาคบังคับ ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 หรือ UNCLOS

แม้กระบวนนี้จะเป็นการเจรจาและตกลงกันเรื่องเส้นเขตแดนทางทะเล ซึ่งต่างฝ่ายต่างประกาศเขตไหล่ทวีปของตน และมีพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนกัน
แต่ผลของกระบวนการอาจส่งต่อถึงการเจรจาข้อพิพาทเส้นเขตแดนทางบกซึ่งยืดเยื้อไม่แพ้กัน และทั้งสองประเทศได้เปิดฉากปะทะกันด้วยอาวุธมาแล้วหลายครั้ง
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวเอาไว้น่าสนใจ
“ผลสรุปจากกระบวนการประนอมจะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย (Non-binding) และไม่ใช่คำสั่งที่ไทยต้องปฏิบัติตาม แต่จะเป็นแนวทางให้ทั้งสองฝ่ายนำมาพิจารณาว่าเห็นด้วยหรือไม่ในจุดใด และจะถูกนำมาใช้เป็น ‘พื้นฐาน’ สำหรับการพูดคุยแบบทวิภาคีกับฝ่ายกัมพูชาต่อไป”
สรุปง่ายๆ จากรองนายกฯสีหศักดิ์ คือ ไม่ว่าจะใช้กลไกใดในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาท และไม่ว่าทั้งสองฝ่ายจะยอมรับ ยอมทำตามหรือไม่ แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้นการพูดคุยเจรจา
ด้วยเหตุนี้ กระบวนการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน จึงยังคงมีหวังและมีความเป็นไปได้ แม้บางฝ่ายอาจมองเป็นข้อเสนอที่โรแมนติกเกินไปก็ตาม

ดร.นิชานท์ สิงหพุทธางกูร รักษาการหัวหน้าศูนย์วิจัยเอเชียเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ สำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เคยให้ทัศนะกับ “ทีมข่าวอิศรา” เอาไว้ โดยยกกรณีศึกษาข้อพิพาทชายแดนในภูมิภาคต่างๆ ของโลก ที่แสดงให้เห็นว่า สันติภาพที่ยั่งยืนสามารถเกิดขึ้นได้ หากรัฐคู่ขัดแย้งเปลี่ยนวิธีคิดจาก “การเอาชนะ” ไปสู่ “การอยู่ร่วมกัน” และ “มองแบบสันติภาพมากขึ้น” มากกว่า “มองแบบความมั่นคงอย่างเดียว”
ตัวอย่างเช่น แคเมอรูน–ไนจีเรีย, บูร์กินาฟาโซ–ไนเจอร์, อินเดีย–บังกลาเทศ, เปรู–เอกวาดอร์, นอร์เวย์–รัสเซีย และไทย–มาเลเซีย ล้วนสะท้อนว่า แม้ข้อพิพาทด้านอธิปไตยจะมีความอ่อนไหวสูง แต่สามารถแปลงเปลี่ยนได้ผ่านการเจรจา, การตั้งคณะกรรมาธิการร่วม, การจัดการพื้นที่ร่วม, การแบ่งปันทรัพยากร, การพัฒนาเศรษฐกิจร่วม และการสร้างพื้นที่สันติภาพ เช่น เขตปลอดทหาร เขตอนุรักษ์ร่วม หรือพื้นที่พัฒนาร่วม
อ่านประกอบ : 7 กรณีศึกษา... เปลี่ยนสงครามเป็นพัฒนา เช็ดน้ำตาเป็นรอยยิ้ม
ดร.นิชานท์ กล่าวต่อว่า แนวคิดของ Kenneth Boulding ในหนังสือเรื่อง “Three Faces of Power” ช่วยอธิบายว่า การสร้างสันติภาพไม่ควรพึ่งพาเพียงอำนาจเชิงบังคับ (Hard Power) เพราะแม้อาจหยุดสงครามหรือความรุนแรงได้ชั่วคราว แต่ไม่สามารถสร้างความไว้วางใจได้ในระยะยาว
ส่วนอำนาจแห่งการแลกเปลี่ยน (Exchange Power) ช่วยสร้างแรงจูงใจผ่านผลประโยชน์ร่วมโดยไม่เน้นการบีบบังคับ แต่สันติภาพที่ลึกและยั่งยืนกว่านั้นต้องอาศัยอำนาจแห่งความสัมพันธ์ (Intergrative Power) ความไว้วางใจ และความรู้สึกว่าทั้งสองฝ่ายวางแผน ออกแบบ สร้างและมีอนาคตร่วมกัน
@@ ต้องไม่มองชายแดนเป็นแค่พื้นที่อธิปไตย

สำหรับกรณีไทย–กัมพูชา บทเรียนสำคัญคือ ชายแดนไม่ควรถูกมองเป็นเพียงพื้นที่อธิปไตยหรือพื้นที่ความมั่นคงของรัฐเท่านั้น แต่ควรถูกมองเป็นพื้นที่ชีวิตของประชาชน พื้นที่เศรษฐกิจร่วม และพื้นที่สร้างสันติภาพ หากทั้งสองประเทศยังยึดติดกับกรอบการแข่งขันทางอธิปไตยเพียงอย่างเดียว ความขัดแย้งก็มีโอกาสกลับไปสู่ความรุนแรงได้เสมอ แต่หากสามารถเปลี่ยนชายแดนจากพื้นที่แห่งความหวาดระแวงไปสู่พื้นที่แห่งความร่วมมือ ความไว้ใจ และผลประโยชน์ร่วม สันติภาพระยะยาวย่อมเป็นไปได้
เมื่อพิจารณาบทเรียนจากกรณีศึกษาต่างๆ ดังที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในข้อพิพาทชายแดนไม่ได้เกิดจากการเลือกใช้เครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งเพียงลำพัง แต่เกิดจากการผสมผสานระหว่างกฎหมายระหว่างประเทศ, กลไกทวิภาคี, การจัดการพื้นที่ร่วม, การพัฒนาผลประโยชน์ร่วม และการสร้างความไว้วางใจระยะยาว
กล่าวอีกนัยหนึ่ง สันติภาพที่ยั่งยืนไม่ใช่เพียง “การหยุดยิง” แต่คือ “การออกแบบความสัมพันธ์ใหม่” ระหว่างรัฐ ชุมชนชายแดน และภูมิภาค
สำหรับกรณีไทย–กัมพูชา ความขัดแย้งมีลักษณะซับซ้อนกว่าข้อพิพาททางเทคนิคทั่วไป เพราะเกี่ยวข้องกับอธิปไตย ประวัติศาสตร์ ความทรงจำเรื่องดินแดน ชาตินิยม การเมืองภายใน ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และบทบาทของอาเซียน ข้อพิพาทจึงไม่ได้ดำรงอยู่เฉพาะบนแผนที่ แต่ดำรงอยู่ในจินตนาการทางการเมือง ความรู้สึกของประชาชน และวาทกรรมของรัฐทั้งสองฝ่าย
ดังนั้น หากต้องการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน ไทยและกัมพูชาจำเป็นต้องขยับจากแนวทาง “ควบคุมสถานการณ์” ไปสู่แนวทาง “แปลงเปลี่ยนความสัมพันธ์” โดยใช้บทเรียนจากกรณีศึกษาทั่วโลกมาประยุกต์อย่างเหมาะสมกับบริบทของตนเอง
@@ เคาะ 4 โมเดลสันติภาพไทย-กัมพูชา

จากบทเรียนเหล่านี้ ดร.นิชานท์ ได้เสนอโมเดลสันติภาพไทย-กัมพูชา อย่างน้อย 4 โมเดล ได้แก่
1.โมเดลกฎหมายและกลไกเขตแดนร่วม
2.โมเดลพื้นที่สันติภาพและผลประโยชน์ร่วม
3.โมเดลสันติภาพจากประชาชนและความไว้วางใจข้ามพรมแดน
4.โมเดลมหาวิทยาลัยสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา
ทั้ง 4 โมเดลนี้ แม้นำเสนอเป็นแต่ละโมเดล แต่จริงๆ ไม่ได้แยกขาดจากกัน และควรถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกันเป็นระบบเป็นระยะๆ เพื่อสร้างสันติภาพที่ไม่ใช่แค่หยุดความรุนแรงหรือสงคราม แต่สามารถลดความหวาดระแวง สร้างผลประโยชน์ร่วม และป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งกลับไปสู่สงครามอีกครั้ง
@@ นับหนึ่งความไว้วางใจ ผ่านกลไกเขตแดนร่วม
โมเดลที่ 1: โมเดลกฎหมายและกลไกเขตแดนร่วม
สำหรับประเทศไทยและกัมพูชามีโมเดลนี้อยู่แล้วเช่นเดียวกับกรณี แคเมอรูน–ไนจีเรีย และ กรณีของบูร์กินาฟาโซ–ไนเจอร์ ที่แสดงให้เห็นว่ากฎหมายระหว่างประเทศแม้สามารถมีบทบาทสำคัญในการลดความคลุมเครือของข้อพิพาทชายแดน แต่กฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างสันติภาพได้ หากปราศจากกลไกหลังคำตัดสิน หรือกลไกติดตามผลที่มีประสิทธิภาพ

สำหรับกรณีไทย–กัมพูชา มีคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ General Border Committee (GBC) คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค หรือ Regional Border Committee (RBC) และคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ Joint Boundary Commission (JBC) ซึ่งควรถูกยกระดับและพัฒนาให้เป็น “สถาปัตยกรรมสันติภาพชายแดน” มากกว่าการเป็นเพียงกลไกเทคนิคหรือกลไกแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
กล่าวคือ นอกจาก JBC ควรทำหน้าที่ด้านการปักปันและสำรวจเขตแดนอย่างต่อเนื่อง ส่วน GBC และ RBC ควรทำหน้าที่ลดความตึงเครียด สร้างมาตรการป้องกันเหตุปะทะ และจัดการความเข้าใจผิดในระดับพื้นที่
ในเชิงปฏิบัติ โมเดลนี้ควรประกอบด้วย 5 กลไกสำคัญ ได้แก่
- การประชุม JBC, GBC และ RBC อย่างสม่ำเสมอโดยไม่หยุดชะงักแม้ในช่วงวิกฤต
- การจัดตั้งสายด่วนระหว่างหน่วยทหารและฝ่ายปกครองในพื้นที่ชายแดน
- การสร้างระบบแจ้งเตือนล่วงหน้าเมื่อมีการเคลื่อนกำลังหรือเหตุการณ์ผิดปกติ
- การจัดทำแผนที่ร่วมและฐานข้อมูลร่วมที่สามารถใช้เป็นข้อมูลเทคนิคในการเจรจา
- การเปิดพื้นที่ให้อาเซียนหรือผู้เชี่ยวชาญเทคนิคเข้ามาสนับสนุนในฐานะผู้สังเกตการณ์หรือผู้ให้คำปรึกษา โดยไม่ลดทอนอธิปไตยของทั้งสองประเทศ

สำหรับไทย–กัมพูชา โมเดลนี้จึงมุ่งสร้าง “ความมั่นใจเชิงสถาบัน” หรือ institutional confidence กล่าวคือ แม้ทั้งสองฝ่ายยังไม่ไว้วางใจกันอย่างเต็มที่ แต่สามารถไว้วางใจในกระบวนการ กลไก และกติกาที่ร่วมกันออกแบบได้ หากกลไกทางสถาบันเข้มแข็งพอ ความขัดแย้งจะไม่ถูกผลักเข้าสู่ถนน การเมืองภายใน หรือสนามรบได้ง่าย
ดังนั้นส่วนตัวจึงไม่เห็นด้วยกับการยกเลิก MoU 43 ที่ได้วางระบบกลไกและวิธีการทำงานของคณะกรรมการชายแดนร่วมทั้งสามระดับ ซึ่งเป็นกลไกที่สำคัญในการนำไปสู่การออกแบบสันติภาพที่ยั่งยืนร่วมกัน
โมเดลที่ 2: โมเดลพื้นที่สันติภาพและผลประโยชน์ร่วม
จากกรณีเปรู–เอกวาดอร์, นอร์เวย์-รัสเซีย และไทย-มาเลเซีย โมเดลนี้ตั้งอยู่บนหลักคิดสำคัญว่า พื้นที่พิพาทไม่จำเป็นต้องเป็นพื้นที่ของการเผชิญหน้าเสมอไป หากแต่สามารถถูกออกแบบใหม่ให้เป็นพื้นที่ของความร่วมมือ ผลประโยชน์ร่วม และสันติภาพได้
กรณีเปรู–เอกวาดอร์ แสดงให้เห็นว่า พื้นที่ชายแดนที่เคยเป็นสนามรบสามารถกลายเป็น “พื้นที่สันติภาพ” หรือ “Peace Parks” ได้ หากรัฐคู่ขัดแย้งตกลงสร้างพื้นที่อนุรักษ์ร่วม, พื้นที่ปลอดทหาร และโครงการพัฒนาระดับชุมชนตามแนวชายแดน
ขณะที่กรณีนอร์เวย์-รัสเซีย และไทย-มาเลเซีย แสดงให้เห็นว่า แม้ข้อพิพาททางทะเลยังไม่มีข้อยุติ รัฐก็สามารถออกแบบกลไกร่วมเพื่อแบ่งปันผลประโยชน์และบริหารทรัพยากรร่วมกันได้

จากกรณีตัวอย่างนี้สามารถอธิบายกรณีไทย-กัมพูชา ได้ทั้งในบริบทที่ยังมี MoU 44 หรือการใช้กลไก UNCLOS
สำหรับไทย-กัมพูชา โมเดลนี้สามารถนำมาปรับใช้ได้ทั้งในพื้นที่ชายแดนบนบกและพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ในพื้นที่ชายแดนบนบก ทั้งสองประเทศอาจพิจารณาจัดตั้ง “พื้นที่สันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา” ในบางจุดที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรม ธรรมชาติ หรือ เศรษฐกิจ เช่น พื้นที่ท่องเที่ยวประวัติศาสตร์ร่วม พื้นที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมร่วม หรือพื้นที่ตลาดชายแดนสันติภาพ
แนวคิดนี้ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองประเทศต้องสละอธิปไตย แต่หมายถึงการออกแบบพื้นที่บางส่วนให้ลดการทหาร ลดการเผชิญหน้า และเพิ่มกิจกรรมความร่วมมือที่หลากหลายที่ประชาชนของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะบริเวณชายแดนได้รับประโยชน์ร่วมกัน
ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล บทเรียนจากไทย-มาเลเซียมีความสำคัญอย่างยิ่ง แนวคิด “พักข้อพิพาทไว้ก่อน แล้วร่วมกันพัฒนา” สามารถเป็นทางเลือกเชิงสันติภาพ หากได้รับการออกแบบอย่างรอบคอบ โปร่งใส และไม่กระทบต่อข้ออ้างทางกฎหมายของแต่ละฝ่าย

หลักการสำคัญคือ การร่วมพัฒนาไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการสละอธิปไตย แต่เป็นการสร้างกลไกชั่วคราวเพื่อไม่ให้พื้นที่ทับซ้อนกลายเป็นพื้นที่สูญเปล่า หรือพื้นที่ที่ถูกใช้เพื่อปลุกกระแสชาตินิยมและความหวาดระแวง
โมเดลนี้จึงเสนอให้ไทยและกัมพูชาพิจารณา “พื้นที่ความร่วมมือ 3 ประเภท” ได้แก่
1.พื้นที่วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ร่วม เพื่อเปลี่ยนมรดกทางประวัติศาสตร์จากเครื่องมือของชาตินิยมไปสู่เครื่องมือของการเรียนรู้ร่วมกัน
2.พื้นที่เศรษฐกิจชายแดนร่วม เพื่อส่งเสริมตลาดชายแดน การค้า การท่องเที่ยว และอาชีพของประชาชน
3.พื้นที่พัฒนาร่วมทางทะเลหรือทรัพยากรร่วม หากทั้งสองฝ่ายสามารถสร้างกรอบความร่วมมือที่โปร่งใสและเป็นธรรมได้
หัวใจของโมเดลนี้คือการเปลี่ยนคำถามจาก “ใครเป็นเจ้าของพื้นที่” ไปสู่ “เราจะทำให้พื้นที่นี้ไม่กลับไปสู่ความรุนแรงและสร้างประโยชน์ร่วมได้อย่างไร” การเปลี่ยนคำถามเช่นนี้ไม่ได้ลดทอนความสำคัญของอธิปไตย แต่ช่วยให้ข้อพิพาทไม่ถูกผูกขาดด้วยตรรกะของการแพ้-ชนะเพียงอย่างเดียว
หากไทย-กัมพูชาสามารถสร้างพื้นที่ผลประโยชน์ร่วมได้จริง ประชาชน ผู้ประกอบการท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และรัฐจะมีแรงจูงใจร่วมกันในการรักษาความสงบ เพราะสันติภาพจะไม่ใช่เพียงอุดมคติทางศีลธรรม แต่จะกลายเป็น “ผลประโยชน์ที่จับต้องได้” ของทุกฝ่าย
(อ่านต่อตอน 3)
