
กทม.เตรียมสรุปผลการศึกษา ‘สัมปทานใหม่รถไฟฟ้าสายสีเขียว’ คาดช้าสุดไม่เกิน เม.ย.นี้ ก่อนเสนอ ‘ชัชาติ-มหาดไทย’ ทราบ เผย 2 ทางแพร่งไปต่อ รอหมดปี 72 แล้วทำเลย แต่เสี่ยงจ่ายชดเชยค่าจ้างเดินรถให้ BTSC หมื่นล. หรือรอหมดปี 85 แต่เสี่ยงโดนฟันความผิดเกี่ยวกับสัญญาเดินรถ อาจกระทบหลายอย่าง
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 28 มีนาคม 2569 จากกรณีที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยสำนักการจราจรและขนส่ง (สจร.) ได้ว่ากลุ่มจ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อศึกษาและวิคราะห์โครงการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร (รถไฟฟ้าสายสีเขียว เส้นทางหลัก) หลังหมดสัญญาสัมปทาน 30 ปี ที่จะสิ้นสุดปี 2572 ให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอก่ชน พ.ศ.2562 โดยมีกำหนดสรุปผลการศึกษาในเดือน ม.ค. 2569 ที่่ผ่านมา

แหล่งข่าวจากกรุงเทพมหานคร(กทม.) เปิดเผยสำนักข่าวอิศราว่า ตอนนี้ที่ปรึกษาที่จ้างสรุปผลการศึกษาแล้ว โดยอยู่ระหว่างทำ Final Report ครั้งสุดท้าย คาดว่าจะแล้วเสร็จเร็วสุดสิ้นเดือน มี.ค.นี้ หรืออย่างช้าที่สุดต้นเดือน เม.ย. 2569 ทั้งนี้ เมื่อสรุปผลการศึกษาแล้วจะนำเรียนรายงานนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) รับทราบแนวทางต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายชัชชาติจะหมดวาระดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯกทม. ในเดือน พ.ค.นี้ การรายงานให้ทราบดังกล่าว จะดำเนินการอะไรต่อได้หรือไม่ แหล่งข่าวจากกรุงเทพฯกล่าวว่า เป็นการรายงานตามขั้นตอน เพราะหลังจากนั้น กทม.จะต้องรายงานต่อไปยังกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้รับทราบถึงแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวต่อไป เนื่องจากปัจจุบันคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 3/2562 เรื่อง การดําเนินการโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ถูกยกเลิกไปแล้วตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติและคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติบางฉบับที่หมดความจำเป็นและไม่เหมาะสมกับกาลปัจจุบัน 2568 (พ.ร.บ.ยกเลิกประกาศ-คำสั่ง คสช.) ที่บังคับใช้เมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา
สำหรับแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวนั้น แหล่งข่าวจากกทม.กล่าวว่า เบื้องต้นสัมปทานใหม่จะมีอายุที่ 30 ปี รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) จะเป็นแบบ PPP Gross Cost คือ ภาครัฐรับความเสี่ยงด้านรายได้ทั้งหมด โดยรัฐเป็นผู้จัดเก็บรายได้จากค่าโดยสารหรือค่าบริการเอง แล้วจ่ายค่าจ้าง (Service Fee) ให้เอกชนเป็นงวดตามผลการดำเนินงาน (เดินรถและซ่อมบำรุง) เอกชนจะได้รับรายได้คงที่ตามสัญญา ไม่ขึ้นกับจำนวนผู้โดยสาร โดยมีประเด็นที่ต้องให้ฝ่ายนโยบายตัดสินใจคือ ประเด็นแรก เวลาที่จะพิจารณาเรื่องสัมปทาน โดยมีแนวคิดออกมา 2 แบบ
แบบที่ 1 เมื่อสัญญาสัมปทานปี 2572 หมดลง ก็ให้ดำเนินการเกี่ยวกับสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวฉบับใหม่ทันทีว่า จะเจรจาต่อสัญญากับรายเดิมคือ บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) หรือจะเปิดประมูลสัมปทานใหม่ ข้อเสียของทางเลือกนี้คือ ตัวโครงการยังมีสัญญาเดินรถที่ทำไว้กับ BTSC เมื่อปี 2555 และจะหมดอายุสัญญาในปี 2585 การเลือกดำเนินการในปี 2572 จะทำให้ต้องยกเลิกสัญญาเดินรถทันที ซึ่งจะต้องมีการจ่ายชดเชยให้ BTSC คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท
กับแบบที่ 2 เมื่อสัญญาจ้างเดินรถหมดลงในปี 2585 ซึ่งหลักการยังเหมือนเดิม เพียงแต่ว่า การดำเนินการในแบบที่ 2 นี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ชี้มูลความผิดผู้เกี่ยวข้อง 12 ราย หลังปรากฎพฤติกรรมหลีกเลี่ยงและไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ร่วมทุน 2535 และพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 และเอื้อประโยชน์ให้แก่ BTSC เพียงรายเดียว ทำสัญญาจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว หากในช่วงที่รอหมดอายุสัมปทาน ศาลยุติธรรมตัดสินคดีที่มีผลเป็นลบกับโครงการ ก็อาจจะมีผลกระทบอื่นๆตามมาได้
“ดังนั้น สุดท้าย เมื่อรายงานให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาแล้ว ก็จะต้องส่งต่อให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบด้วยว่าจะดำเนินการในแนวทางใด?” แหล่งข่าวจากกทม.สรุป

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา