
สภาฯ ลงมติเห็นชอบเกินครึ่ง 293 เสียง ต่อ 119 เสียง ให้ 'อนุทิน' ดำรงตำแหน่งนายกฯ สมัยที่สอง เปิดใจ พร้อมทำงานกับ สส.ทุกพรรค พร้อมรับคำวิจารณ์ - 'รังสิมันต์-อภิสิทธิ์' อภิปราย คุณสมบัติไม่เหมาะสม ชี้ ปม 'ฮั้วเลือกสว.'
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 19 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 2 (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่หนึ่ง) โดยมีระเบียบวาระ เรื่องด่วน พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธาสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในที่ประชุม
อ่านประกอบ : ผ่าขั้นตอนโหวต ‘นายกฯ’ 2 แคนดิเดต ‘อนุทิน-ณัฐพงษ์’ กับระเบิดเวลา ‘บาร์โค้ดเลือกตั้ง’
รายงานข่าวเพิ่มเติมว่า ภายหลังประธานในที่ประชุมอธิบายขั้นตอนการเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว ได้แจ้งสมาชิกให้เสนอชื่อผู้สมควรแต่งตั้งเป็นายกรัฐมนตรี จำนวน 2 คน ประกอบด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน
โดยนายไชยชนก ชิดชอบ สส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ได้เสนอชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้า ภท. เป็นบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี
นายรังสิมันค์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอชื่อนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ประชุมรับรอง 125 คน ครบตามรัฐธรรมนูญกำหนด
นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า แบ่งเวลา 2 ฝ่าย เท่ากัน ฝ่ายละ 70 นาที ผู้อภิปรายและผู้เสนอชื่อ พาดพิงและประท้วง ตัวแทนแต่ละพรรค พรรคละไม่เกิน 1 คน ยังเว้นการถูกพาดพิง กรอบเนื้อหาการอภิปราย ให้อยู่ในสาระเรื่องคุณสมบัติของผู้ถูกเสนอชื่อ
@ ฉลุย โหวต อนุทิน นายกฯ อีกสมัย 293 ต่อ 119 เสียง
รายงานข่าวระบุว่า ภายหลัง สส. ทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและไม่สนับสนุนผู้ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมตรีอภิปรายเรื่องคุณสมบัติของนายอนุทินและนายณัฐพงษ์เสร็จสิ้นแล้ว
ที่ประชุมสภาฯ ลงคะแนนโดยเปิดเผยด้วยการขานชื่อผู้ที่ตนสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี ผลการลงคะแนนปรากฎว่า นายอนุทินได้รับคะแนนเสียงสนับสนุน จำนวน 293 เสียง ซึ่งมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาฯ ขณะที่นายณัฐพงษ์ ได้รับคะแนน จำนวน 119 เสียง งดออกเสียง 86 เสียง
@ อนุทิน เปิดใจ พร้อมทำงานกับ สส.ทุกพรรค-พร้อมรับคำวิจารณ์
นายอนุทินอภิปรายก่อนกาารลงมติว่า ขอขอบคุณสมาชิกทุกท่านที่เสนอชื่อให้รับการรับรองในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขอยืนยันว่า ไม่ว่า สส.จากพรรคใด จะลงคะแนนเสียงสนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่ แต่ในหัวใจ สส.ทุกคน คือ ผู้แทนของปวงชนชาวไทย เสียงของทุกท่านดังเท่ากัน และพร้อมจะรับคำแนะนำ คำวิพากษ์วิจารณ์ และข้อเสนอแนะไปปฏิบัติ ถ้าได้มีโอกาศทำหน้าที่บริหารประเทศในฐานะหัวหน้ารัฐบาล
"ผมขอให้คำยืนยันต่อ สส. และสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน ผมจะเป็นนายกฯที่ทำงานร่วมกันอย่างสุดกำลังความสามารถกับผู้แทนปวงชนชาวไทยทุกคน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา และต่อพี่น้องประชาชน ผมจะน้อมรับกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงพระราชทานในรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 14 มี.ค.69"นายอนุทินกล่าวและว่า
"ผมถือว่าทุกคนเป็นมิตรของผม เป็นเพื่อนที่ดี มีเป้าหมายร่วมกัน คือ ประโยชน์ของประเทศและประชาชน ถ้าผมได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ ผมและรัฐบาลจะสนับสนุนงานด้านนิติบัญญัติรัฐกับรัฐสภาอย่างเต็มที่"นายอนุทินกล่าว
นายอนุทินกล่าวว่า ด้วยความเคารพการตัดสินใจของ สส. ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ขอน้อมรับคำตัดสิน และขอขอบคุณทุกเสียงที่เคยมอบให้เป็นนายกฯ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ขอขอบคุณข้าราชการและประชาชนทุกคนที่ร่วมมือกับรัฐบาลจนสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ แม้จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการทำให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายหลายด้าน
"ด้วยความร่วมมือของทุกท่าน รัฐบาลของผมจะทำหน้าที่บริหาราชการแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด และแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด ด้วยประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป"นายอนุทินกล่าว
@ โรม ซัด 3 ปม อนุทิน ไม่เหมาะสม นั่ง นายกฯ
ก่อนหน้าการลงมติ นายรังสิมันต์ ลุกขึ้นอภิปรายคุณสมบัตินายอนุทินเป็นคนแรก ว่า การอภิปรายครั้งนี้ จำเป็นต้องนำสิ่งที่เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา เพื่อที่จะดูว่าผู้ที่มีความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีควรมีคุณสมบัติเช่นไร กล่าวอย่างเฉพาะเจาะจง คิดว่าอนุทินซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการคนปัจจุบัน และได้โอกาสในการเป็นนายกรัฐมนตรีมาก่อน หากจะพูดถึงคุณสมบัติในช่วงเวลาที่ผ่านมาล้วนเป็นสิ่งบ่งชี้ว่า สุดท้ายอนุทินมีความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจริง ๆ หรือไม่.
นายรังสิมันต์กล่าวว่า เรื่องแรก ขอยกตัวอย่างสิ่งที่กำลังเป็นวิกฤตในปัจจุบันอย่างสถานการณ์น้ำมัน เราทุกคนรู้ว่าน้ำมันเถื่อนเป็นปัญหาที่มีมาอย่างยาวนาน เป็นโครงสร้างองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยมากจะมีการนำเข้าน้ำมันมาจากประเทศต่าง ๆ อย่างผิดกฎหมายเพื่อนำมาขายต่อในประเทศ ช่วงที่ผ่านมาอนุทินในฐานะรัฐบาลรักษาการออกมาแถลงตลอดเวลาว่าน้ำมันพอ แต่ต้องตั้งคำถามว่าถ้าต้นทางมีพอแล้ว น้ำมันหายไปไหน พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนเช่นนี้ได้อย่างไร ดังนั้นการที่วิกฤตแบบนี้เกิดขึ้น คืออาการที่แสดงให้เห็นว่าการทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลนี้หรือไม่ แม้จะเป็นรัฐบาลรักษาการ ดังนั้นถ้าอนุทินยังเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ตนมีความเป็นห่วงว่าไม่มีคุณสมบัติเพียงพอในด้านความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160
นายรังสิมันต์กล่าวว่า เรื่องที่สอง เราได้ผ่านการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ คือการเลือกตั้งที่ตนมั่นใจว่าเป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย ไม่ได้กำลังจะบอกว่ามีแค่เฉพาะการซื้อเสียงหรือการโกงการเลือกตั้ง เราอาจชี้นิ้วไปที่องค์กรอิสระอย่าง กกต. ว่าองค์กรเหล่านี้กำลังทำหน้าที่ไม่ดีหรือมีปัญหา แต่กำลังตั้งประเด็นว่า อนุทิน เป็นตัวการสำคัญทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่สามารถจัดได้อย่างสุจริตและยุติธรรมหรือไม่
"ก่อนการเลือกตั้ง อนุทินได้โยกย้ายผู้ว่าฯ นายอำเภอ รวมกันถึง 250 ตำแหน่ง คือมาตรฐานที่ดีของการเมืองไทยจริงหรือคือมาตรฐานของผู้นำสูงสุดที่เป็นฝ่ายบริหาร ที่จะใช้อำนาจอย่างไรก็ได้เพื่อให้การเลือกตั้ง อย่างน้อยที่สุดถูกนินทา ถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจจะไม่เป็นกลางจากผู้ที่จัดการเลือกตั้ง"นายรังสิมันต์กล่าว
นายรังสิมันต์กล่าวว่า เรื่องที่สามคือเรื่องฮั้ว สว. เราต้องยอมรับว่า สว. เป็นองค์กรที่มีความสำคัญ ที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเลือกองค์กรอิสระต่าง ๆ แต่วันนี้เอาความจริงมาคุยกันว่า เรื่องฮั้ว สว. ที่เขาว่าเป็นการฮั้ว สว. สีน้ำเงิน อนุทินซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาจากเรื่องนี้ จึงเป็นผู้ที่มีข้อกังขาในเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริตมากที่สุด
@ อภิสิทธิ์ ชี้ อนุทิน ตกอยู่ในสถานะผู้ถูกกล่าวหา 'คดีฮั้วสว.'
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ลุกขึ้นอภิปรายว่า ข้อบังคับว่าด้วยเรื่องของประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ข้อที่ 16 ระบุว่า สมาชิกและกรรมาธิการ ต้องพิจารณาและให้ความเห็นชอบให้บุคคลดำรงตำแหน่งใดตามบทบัญญัติของกฎหมาย โดยคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลดังกล่าวด้วย เพราะฉะนั้นเราต้องสามารถพูดถึงเรื่องของพฤติกรรมทางจริยธรรม ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญด้วยว่า นายกรัฐมนตรีนั้นต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถให้ความเห็นชอบกับการเสนอชื่อของนายอนุทินให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ คือ เรื่องคดีความ เพราะเวลาเราพูดถึงเรื่องของจริยธรรม ไม่ใช่เรื่องของการตัดสินเชิงกฎหมายและสิ่งที่พูดไม่ได้บอกว่าการกล่าวหาหรือถูกกล่าวหาเป็นจริงหรือเท็จ แต่กำลังจะพูดถึงสถานะของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อนั้น สมควรที่จะได้รับการเห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ชัดเจน เราต้องการสร้างการเมืองสุจริต ในช่วงแสดงวิสัยทัศน์ในตามเวทีต่างๆ เราพูดตรงกันว่า ความรับผิดชอบทางการเมืองหรือมาตรฐานในเรื่องของการเมืองนั้น ต้องต่างและสูงกว่าเรื่องของความรับผิดชอบหรือมาตรฐานทางกฎหมาย
"ประเด็นหลักในการที่ไม่สามารถเห็นชอบให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีได้ คือ เรื่องคดีฮั้ว สว. เพราะเรื่องนี้มีความร้ายแรง สามารถทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญโดยสิ้นเชิง เพราะถ้า สว.ไม่มีความเป็นกลางทางการเมือง ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลอาณัติของพรรคการเมืองหรือนักการเมืองแล้ว สว.ซึ่งมีหน้าที่ในการสรรหาองค์กรอิสระจะทำให้องค์กรอิสระนั้นขาดความเป็นกลาง ไม่เที่ยงธรรม และไม่สามารถตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารหรือพรรคการเมืองได้"นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า นายอนุทินนั้น ปัจจุบันตกอยู่ในสถานะของการผู้ถูกกล่าวหา ในการดำเนินการของ 2 หน่วยงาน คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า หน่วยงานแรก กกต. ซึ่งเมื่อมีการกล่าวหาไปแล้ว ได้มีการส่งเรื่องนี้ให้กับอนุกรรมการสืบสวน ชุดที่ 26 ซึ่งได้มีการบรรยายข้อกล่าวหา และมีการแจ้งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องรับทราบข้อกล่าวหา รวมทั้งนายอนุทินด้วย กระบวนการทำงานของพรรคการเมืองที่วางแผนในเรื่องของกระบวนการของการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งขัดกับกฎหมายหลายมาตรา และคณะอนุกรรมการชุดนี้ก็ได้มีความเห็นว่า บุคคลผู้ถูกกล่าวหาเหล่านี้ เป็นผู้ที่ได้ดำเนินการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการได้มาของสว.
"ยิ่งไปกว่านั้นความคลางแคลงใจของสังคมก็ทวีคูณขึ้นมา เพราะว่าโดยปกติแล้ว เมื่อคณะอนุกรรมการสืบสวนได้มีการสืบสวนเสร็จ จะมีการนำสำนวนไปให้กับอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯ ซึ่งปกติมีอยู่ 35 คณะ ส่วนจะเป็นคณะใดจะเรียงตามลำดับเรื่อง จึงทำให้ไม่มีความชัดเจนว่าจะไปอยู่ที่คณะใด แต่ปรากฏว่า กกต. ได้ตั้งอนุกรรมการขึ้นมาใหม่เป็นชุดที่ 36 เจาะจงมาพิจารณาเรื่องนี้"นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ที่สำคัญมีผู้ไปฟ้องร้อง กกต. ว่า การตั้งอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯ ชุดที่ 36 นั้นเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ และได้ฟ้องไปที่ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซึ่งจะได้มีคำสั่งในเรื่องนี้ในเดือนเม.ย.
"คุณอนุทินนั้นยังอยู่ในสถานะนี้ และเรื่องนี้ก็จะส่งผลต่อการตัดสินใจตั้งคณะรัฐมนตรีของคุณอนุทินด้วย เพราะบุคคลผู้ถูกกล่าวหามีเป็นจำนวนมาก"นายอภิสิทธิ์กล่าว
@ ไม่รอร่วมรัฐบาล-ไม่ตรวจสอบทำคอนเทนต์
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า อีกหน่วยงาน คือ ดีเอสไอ เบื้องต้นอาจจะเข้าใจว่ามีการยุติเรื่องด้วยการส่งอัยการให้มีการฟ้องร้องบุคคล 8 คน แต่เมื่อต้นปี อัยการบอกว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคนประมาณ 1,200 คน วงเงินความเสียหายมากกว่า 300 ล้านบาท ข้อหาที่เกี่ยวข้องกับอั้งยี่และการฟอกเงิน ซึ่งในที่สุดอัยการส่งเรื่องคืนกลับมาที่ดีเอสไอ ว่าผู้ต้องหาทั้ง 8 คนนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของขบวนการ จำเป็นต้องมีการสอบสวนให้ครอบคลุมถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด จะตัดทอนแบ่งแยกดำเนินคดีเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหาได้ไม่
"ด้วยเหตุผลนี้ ผมจึงไม่สามารถที่จะเห็นชอบให้บุคคลที่มีสถานะในปัจจุบันมีคดีค้างอยู่เช่นนี้ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ เพราะจะบั่นทอนความศรัทธาของประชาชน เป็นการรบกวนประเด็นในการบริหารราชการแผ่นดิน และเป็นการทำให้ประชาชนมีความรู้สึกว่า ทำไมเราไม่สามารถหาบุคคลอื่น"นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ส่วนเหตุผลไม่สนับสนุน นายณัฐพงษ์ ด้วยหลักเกณฑ์และมาตรฐานเดียวกัน เมื่อนายณัฐพงษ์ได้ตกเป็นผู้ที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลเรื่องส่งเข้าสู่ศาล และอาจจะทำให้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่
"ไม่ต้องกังวล การงดออกเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่เป็นเรื่องการรอร่วมรัฐบาล ผมทำงานเป็นฝ่ายค้านแทบจะนานที่สุดในสภาแห่งนี้ ไม่มีประวัติรอร่วมรัฐบาล ตรวจสอบจริง ไม่ตรวจสอบทำคอนเทนต์"นายอภิสิทธิ์กล่าว

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา