
นายกฯเรียกประชุมหน่วยงานด้านเศรษฐกิจและพลังงานเป็นการเร่งด่วน รับมือวิกฤติสู้รบตะวันออกกลาง ประเมินสถานการณ์น้ำมันเดือน มี.ค.นี้ยังมีพอ สั่งการหน่วยงานด้านพลังงานประเมินแหล่งนำเข้าเพิ่มเติม ด้าน ‘สีหศักดิ์’ ปัดข่าวสหรัฐฯเข้าพบเพื่อขอหารือใช้ ‘อู่ตะเภา’ เป็นฐานทัพสู้รบ
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 5 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมหน่วยงานด้านเศรษฐกิจและพลังงานเป็นการเร่งด่วน เพื่อประเมินสถานการณ์พลังงานโลก หลังความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางทวีความรุนแรง และอาจส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันดิบในตลาดโลก
ก่อนการประชุมว่า นายอนุทินกล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศมหาอำนาจในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งมีรายงานการปิดช่องแคบฮอร์มุซ อาจกระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันของโลก โดยเฉพาะประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ รวมถึงประเทศไทย ทั้งนี้ จากรายงานของหน่วยงานด้านพลังงาน พบว่า ปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบประมาณครึ่งหนึ่งจากภูมิภาคตะวันออกกลาง และอีกส่วนหนึ่งมาจากภูมิภาคอื่นของโลก โดยในระยะสั้นยังไม่มีผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันที่ใช้ภายในประเทศในช่วงเดือนมีนาคมนี้
อย่างไรก็ตาม จากแนวโน้มสถานการณ์ที่มีความผันผวนสูง คาดว่าปริมาณน้ำมันนำเข้าอาจเริ่มปรับลดลงในระยะต่อไป ทำให้รัฐบาลต้องเร่งกำหนดมาตรการรองรับ เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ
นายกรัฐมนตรีระบุว่า สถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และรัฐบาลได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดแนวทางบริหารจัดการพลังงานของประเทศ การประชุมครั้งนี้มีหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และพลังงานเข้าร่วม ได้แก่ กระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม กระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงหน่วยงานด้านความมั่นคงของรัฐ เพื่อร่วมกันประเมินสถานการณ์และกำหนดมาตรการเพิ่มเติม
นายกรัฐมนตรีระบุเพิ่มเติมว่า รัฐบาลจะให้หน่วยงานด้านพลังงานประเมินแหล่งนำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคอื่นเพิ่มเติม เพื่อกระจายความเสี่ยง และรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในช่วงที่สถานการณ์โลกยังมีความไม่แน่นอน
ทั้งนี้ รัฐบาลยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมมาตรการรองรับในทุกมิติ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการใช้พลังงานของประชาชนในประเทศ
@ปัด ‘สหรัฐฯ’ ใช้ ‘อู่ตะเภา’ เป็นฐานรบอิหร่าน
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์หลังการประชุม โดยตอบคำถามที่นายฌอน เค โอนีลล์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยเข้าพบนายกรัฐมนตรีวานนี้ (4 มี.ค. 69) เพื่อขอใช้สนามบินอู่ตะเภาเป็นฐานปฏิบัติการทางทหารในการสู้รบกับอิหร่านว่า ขอยืนยันเมื่อวันที่ 4 มี.ค.ไม่มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ แต่เป็นการพูดคุยถึงความสัมพันธ์ อัปเดตสถานการณ์ การเจรจาการค้าภาษีนำเข้า และความร่วมมือในการป้องกันประเทศ ทั้งนี้ความร่วมมือในการใช้สนามบินของเรา เป็นความร่วมมือตามปกติทางด้านความมั่นคงอยู่แล้ว อย่างการบินผ่าน การเติมเชื้อเพลิง ซึ่งเราก็ทำกับหลายประเทศ แต่การที่จะให้ความร่วมมือเป็นฐานปฏิบัติการโจมตีอีกประเทศหนึ่งที่เรามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน คิดว่าไม่ได้อยู่ในนโยบายของเรา
เมื่อถามว่า ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์นี้ได้มีการพูดคุยกับทางเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านประจำราชอาณาจักรไทยแล้วหรือยัง นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ได้มีการหารือกัน ซึ่งสิ่งที่เราเป็นห่วงที่สุดคือการที่เราจะนำคนไทยที่อิหร่านประมาณ 200 กว่าคน อพยพทั้งหมด โดยจะขึ้นอยู่ว่าใครพร้อมที่จะอพยพวันไหน เราก็จะนำออกมาจากกรุงเตหะราน เดินทางทางบกมาที่ชายแดนตุรกี ส่วนจะอพยพเมื่อไหร่นั้นเรามีแผนอยู่แล้ว แต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด ทั้งนี้เราได้ประสานกับสถานทูตอิหร่านในไทย และสถานทูตไทยในอิหร่านดูแลความปลอดภัย รวมถึงการประสานทั้งทางสหรัฐฯและอิสราเอล ถึงเส้นทางและวัน และรายละเอียดในการอพยพ จากเตหะรานไปชายแดนตุรกี เพราะเราถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องมนุษยธรรม ควรเป็นเส้นทางที่ปลอดจากภัยการสู้รบ
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ขณะที่มีบางคนบอกว่าประเทศไทยไม่มีจุดยืน ซึ่งจุดยืนอันดับแรกของเราคือ ความปลอดภัยของคนไทย อันดับที่ 2 เราไม่ใช่คู่กรณีในความขัดแย้งครั้งนี้ อันดับที่ 3 เราต้องการเห็นการแก้ไขโดยสันติ การเจรจาทางการทูต ตรงนี้ก็เป็นจุดยืนของเรา ที่ไม่ใช่การแก้ไขโดยวิธีทางการทหาร และอันดับ 4 การแก้ไขบนพื้นฐานกฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ ที่ทุกท่านก็ทราบอยู่แล้วว่ากำหนดไว้อย่างไรบ้าง ซึ่งเราก็มีความชัดเจนอยู่แล้ว
"ผมเป็นห่วงกรณีที่ผู้เชี่ยวชาญ อดีตข้าราชการ ที่มาวิจารณ์ว่าเราไม่มีความชัดเจนนั้น เรามีความชัดเจน เราอยากเห็นสันติภาพ ถ้าคนที่เชี่ยวชาญเรื่องการต่างประเทศ อ่านสิ่งที่เราแถลงออกไปมันมีความชัดเจนพอสมควร มีความพอดี มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ และเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของเรา ซึ่งขณะนี้คือการดูแลประชาชนคนไทยที่มีอยู่ประมาณแสนกว่าคนที่อยู่ในแถบนั้น" นายสีหศักดิ์ กล่าว

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา