
“…แต่เรื่องสืบสวนที่ 151/2567 เป็นกรณีที่คณะอนุกรรมการกลั่นกรองมีข้อสงสัยว่า กรณีมีมูลน่าเชื่อว่าทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมีมูลค่าเกินกว่าสามร้อยล้านบาทหรือไม่ เนื่องจากในชั้นสืบสวนมีเพียงพยานบุคคลให้การอ้างว่ามีการนำเงินมาใช้ในการกระทำความผิดครั้งนี้ประมาณสี่ร้อยล้านถึงห้าร้อยล้านบาท ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐาน แต่ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นนอกจากพยานบุคคลดังกล่าวที่จะแสดงให้เห็นว่ามีมูลค่าความเสียหายที่แท้จริงเป็นจำนวนเงินเท่าใด…”
สืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญลงมติเสียงข้างมากวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และ (5) มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ได้นำคำวินิจฉัยฉบับเต็มตอนที่ 1 ตอนที่ 2 และตอนที่ 3 ไปแล้ว ตอนนี้เป็นตอนจบของคำวินิจฉัยคดีดังกล่าว ซึ่งนอกเหนือจากการพิจารณาพฤติการณ์ของผู้ถูกร้อง (นายภูมิธรรม/พ.ต.อ.ทวี) และบทสรุปของคำวินิจฉัยสุดท้ายของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว แต่ผู้อ่านจะได้ทราบถึงข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง จากปากคำของพยานผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) บันทึกการประชุมของคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) รวมถึงหนังสือข้อหารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อนรับ 'คดีฮั้วสว.' เป็น 'คดีพิเศษ'
อ่านข่าวประกอบ : ศาลรธน.พิพากษา ‘ภูมิธรรม-ทวี’ ไม่ผิดจริยธรรมร้ายแรง แทรกแซงคดีฮั้วสว.
@ ดีเอสไอ ชง กคพ. ชี้ขาด ฐานความผิดฟอกเงิน
ข้อเท็จจริงปรากฏเพิ่มเติมว่า ภายหลังที่ประชุม กคพ. ครั้งที่ 2/2568 มีมติให้ถอนเรื่องสืบสวนที่ 151/2567 กลับไปพิจารณาในชั้นคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง คณะอนุกรรมการกลั่นกรองประชุม เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 เห็นว่า เรื่องสืบสวนที่ 151/2567 เข้าข่ายเป็นความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 และมาตรา 116 (3) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 77 วรรคหนึ่ง (1) ซึ่งเป็นคดีความผิดทางอาญาตามกฎหมายอื่น และยังเข้าข่ายเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 และมาตรา 9 เนื่องด้วยความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 209 และความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 77 วรรคหนึ่ง (1) เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน ซึ่งเป็นคดีความผิดทางอาญาตามกฎหมายที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และตามมาตรา 49 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ไม่ตัดอำนาจของกรมสอบสวนคดีพิเศษที่จะรับคดีความผิดทางอาญาทั้งหมดไว้ดำเนินการสอบสวนเป็นคดีพิเศษ
หากต่อมากรมสอบสวนคดีพิเศษรับเป็นคดีพิเศษแล้วให้แจ้งไปยัง กกต. พิจารณาว่าจะรับกรณีความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งไว้ดำเนินการเองหรือไม่ต่อไป และจำเป็นต้องใช้การสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเป็นพิเศษ จึงเสนอ กคพ. มีมติให้รับคดีความผิดทางอาญากรณีดังกล่าวตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) โดยเห็นควรแยกเสนอ กคพ. พิจารณาเป็น 2 กรณี
กรณีที่ 1 การเลือกสมาชิกวุฒิสภามีกระบวนการหรือพฤติการณ์ที่มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 และประมวลกฎหมายอาญา
กรณีที่ 2 การกระทำความผิดฐานสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงินอันเนื่องมาจากความผิดมูลฐานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 77 วรรคหนึ่ง (1)
อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตว่า ในกรณีที่ 2 กรณีมีข้อสงสัยว่า ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดในครั้งนี้มีมูลค่าตั้งแต่สามร้อยล้านบาทขึ้นไป อันเข้ารายละเอียดลักษณะของการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบประกาศ กคพ. (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2565 เรื่อง กำหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษ ตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 หรือไม่ เห็นควรเสนออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อนำเรื่องดังกล่าวเสนอ กคพ. เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดตามข้อ 6 ของประกาศ กคพ. ดังกล่าวไปในคราวเดียวกัน เพื่อกำหนดเป็นแนวทางปฏิบัติในการพิจารณาของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองต่อไป
ซึ่งแนวทางการพิจารณาของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองดังกล่าว สอดคล้องกับหนังสือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ฉบับลงวันที่ 4 มีนาคม 2568 ถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (เอกสารหมาย ศ 44) ซึ่งตอบข้อหารือว่า หน่วยงานอื่นของรัฐจะมีอำนาจในการสืบสวนสอบสวนคดีที่เกี่ยวกับกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง หรือคดีเกี่ยวเนื่องตามกฎหมายอื่นหรือไม่ ย่อมเป็นการดำเนินการให้เป็นไปตามหน้าที่และอำนาจของหน่วยงานนั้นตามที่กฎหมายกำหนด
@ กคพ. เสียงข้างมาก ชี้ มีมูลน่าเชื่อ ทรัพย์สินจากการกระทำผิดเกิน 300 ล้านบาทขึ้นไป
เมื่อพิจารณาประกอบข้อเท็จจริงที่ว่า ภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการกลั่นกรองข้างต้น กคพ. มีการประชุม ครั้งที่ 3/2568 เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2568 ไม่ปรากฏว่าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมดังกล่าว เนื่องจากมีการตอบข้อหารือตามหนังสือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ฉบับลงวันที่ 4 มีนาคม 2568 แล้ว ที่ประชุมพิจารณาความเห็นของคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง โดยมีการชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งจากคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง รวมทั้งคณะพนักงานสืบสวน
ที่ประชุมอภิปรายและมีความเห็นกันอย่างกว้างขวางในประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดว่ามีมูลค่าตั้งแต่สามร้อยล้านบาทขึ้นไปอันเข้ารายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบประกาศ กคพ. (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2565 เรื่อง กำหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษ ตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 หรือไม่
กรณีมีข้อสงสัยดังกล่าวเป็นอำนาจของ กคพ. ที่จะต้องพิจารณาในเบื้องต้นเสียก่อนว่า กรณีดังกล่าวเข้าลักษณะของการกระทำความผิดตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) หรือไม่
ทั้งนี้ ตามบันทึกการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ ครั้งที่ 3/2568 (เอกสารหมาย ศ. 18/186 ถึง ศ. 18/187) ประกอบกับถ้อยคำในการไต่สวนพยานบุคคลของพันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ว่า ความผิดฐานฟอกเงินที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีอำนาจรับไว้เป็นคดีพิเศษตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) โดยไม่ต้องนำเรื่องมาเสนอให้ กคพ.พิจารณามีมติ จะต้องเป็นกรณีที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณาแล้วมี ‘มูลน่าเชื่อว่าทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมีมูลค่าเกินกว่าสามร้อยล้านบาท’ เช่น ปรากฏเส้นทางการเงินที่ชัดเจนว่ามีจำนวนเกินสามร้อยล้านบาท
แต่เรื่องสืบสวนที่ 151/2567 เป็นกรณีที่คณะอนุกรรมการกลั่นกรองมีข้อสงสัยว่า กรณีมีมูลน่าเชื่อว่าทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมีมูลค่าเกินกว่าสามร้อยล้านบาทหรือไม่ เนื่องจากในชั้นสืบสวนมีเพียงพยานบุคคลให้การอ้างว่ามีการนำเงินมาใช้ในการกระทำความผิดครั้งนี้ประมาณสี่ร้อยล้านถึงห้าร้อยล้านบาท ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐาน แต่ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นนอกจากพยานบุคคลดังกล่าวที่จะแสดงให้เห็นว่ามีมูลค่าความเสียหายที่แท้จริงเป็นจำนวนเงินเท่าใด
คงมีพยานหลักฐานยืนยันว่า มีมูลค่าความเสียหายห้าสิบสองล้านบาท หากใช้สูตรคณิตศาสตร์แบบย้อนกลับคำนวณจะได้ความว่ามีมูลค่าความเสียหายสามร้อยยี่สิบหกถึงสี่ร้อยยี่สิบหกล้านบาท
จึงเป็นกรณีที่ กคพ. จะต้องพิจารณาตามมาตรา 21 วรรคห้า ว่ากรณีดังกล่าวเข้าลักษณะของการกระทำความผิดตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) หรือไม่ กคพ. เสียงข้างมากซึ่งมีผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่าง ๆ รวมอยู่ด้วยอภิปรายแล้วเห็นว่า
แม้ยังไม่ปรากฏเส้นทางการเงินในการกระทำความผิดที่ชัดเจนจนปราศจากข้อสงสัยว่ามีจำนวนเกินกว่าสามร้อยล้านบาท แต่เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานในชั้นสืบสวน ไม่ว่าจะเป็นคำให้การของพยาน หลักฐานของพยานบุคคล หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ในชั้นนี้มีมูลน่าเชื่อว่ามีทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดที่มีมูลค่าตั้งแต่สามร้อยล้านบาทขึ้นไป
ส่วนเมื่อกรมสอบสวนคดีพิเศษรับเรื่องไว้สอบสวนเป็นคดีพิเศษต่อไปแล้วก็จะต้องรวบรวมพยานหลักฐานที่ทำให้สิ้นสงสัยตามสมควรเพื่อส่งเรื่องให้พนักงานอัยการและศาลพิจารณาต่อไป
กรณีที่ประชุมมีมติด้วยเสียงข้างมากจำนวน 11 เสียง ต่อ 4 เสียง และงดออกเสียง 3 เสียง โดยผู้ถูกร้องทั้งสองลงมติในส่วนของเสียงข้างมากนั้น เป็นการชี้ขาดตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 มาตรา 21 วรรคห้า ว่าเรื่องสืบสวนที่ 151/2567 เป็นการกระทำความผิดอันมีลักษณะตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบกับประกาศ กคพ. (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2565 เรื่อง กำหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษ ตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 มิใช่การลงมติให้การกระทำความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2)
เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษต้องอนุมัติการสอบสวนและดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจพร้อมทั้งแจ้งไปยัง กกต. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 49 ต่อไป
@ อธ.ดีเอสไอ อนุมัติรับเป็นคดีพิเศษ
ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ภายหลังการประชุมดังกล่าวอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษอนุมัติให้กรณีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษที่ 24/2568 พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และมีหนังสือแจ้งไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2568 (เอกสารหมาย ศ 37) เพื่อแจ้งการรับคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษอนุมัติให้ทำการสอบสวนกรณีการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน หนังสือฉบับดังกล่าวระบุข้อความว่า
“กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงขอแจ้งการรับเรื่องไว้สอบสวน เป็นคดีพิเศษที่ 24/2568 พร้อมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องมายังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตามนัยแห่งหนังสือ อ้างถึง (8) เพื่อ กกต. พิจารณาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 77 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 4 และมาตรา 49 ซึ่งเป็นความผิดที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของ กกต. ต่อไป หากมีข้อมูลหรือพยานหลักฐานใดที่ต้องการเพิ่มเติม กรมสอบสวนคดีพิเศษยินดีประสานให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม”
ข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ในการประชุม กคพ. ครั้งที่ 2/2568 และครั้งที่ 3/2568 ผู้ถูกร้องทั้งสอง รวมถึงกรรมการคดีพิเศษคนอื่น ๆ พิจารณาว่ากรณีความผิดที่มีผู้ร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นการกระทำความผิดทางอาญาที่เป็นคดีพิเศษหรือไม่ โดยผู้ถูกร้องทั้งสองเข้าใจว่าการที่ กคพ. หรืออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษรับเรื่องสืบสวนที่ 151/2567 ไว้เป็นคดีพิเศษ มิได้เป็นการรับเรื่องอย่างเด็ดขาด เพราะจะต้องมีการรายงานไปยัง กกต. เพื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 49 ต่อไป
เนื่องจากตามหนังสือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ฉบับลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 ระบุว่า กรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการสืบสวนเรื่องดังกล่าว ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับเรื่องไว้พิจารณาแล้วหรือไม่ จึงยังไม่ได้เสนอเรื่องให้ กกต. พิจารณาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 49 และการลงมติของผู้ถูกร้องทั้งสองในการประชุม กกพ. ครั้งที่ 3/2568 เป็นการชี้ขาดตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 มาตรา 21 วรรคห้า ว่ากรณีความผิดฐานฟอกเงินตามเรื่องสืบสวนที่ 151/2567 เป็นการกระทำความผิดอันมีลักษณะตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบกับประกาศ กคพ. (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2565 เรื่อง กำหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษ ตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 มิใช่การลงมติให้การกระทำความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2)

@ไม่ปรากฏพยานหลักฐานมีพฤติกรรมข่มขู่ สั่งการ ชี้นำ หรือปิดกั้นความเห็น
ในการพิจารณาประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดว่ามีมูลค่าตั้งแต่สามร้อยล้านบาทขึ้นไป อันเข้ารายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) หรือไม่นั้น
ผู้ถูกร้องทั้งสองและกรรมการคดีพิเศษเสียงข้างมากพิจารณาพยานหลักฐานในชั้นสืบสวนแล้ว สอดคล้องกับบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (เอกสารหมาย ศ 63/2) ว่าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาหนังสือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ฉบับลงวันที่ 25 กันยายน 2567 กรณีแจ้งการรับเรื่องไว้สืบสวน ฉบับลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 กรณีแจ้งความคืบหน้าผลการสืบสวน และฉบับลงวันที่ 17 มีนาคม 2568 กรณีแจ้งการรับเรื่องไว้สอบสวนเป็นคดีพิเศษที่ 24/2568 แล้วเห็นว่า
มีรายละเอียดเกี่ยวกับข้อเท็จจริง พฤติการณ์ และพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินการไต่สวนต่อไป โดยไม่ต้องมีการตรวจมูลกรณีก่อนตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 ข้อ 29 วรรคสอง และ กกต. มีมติในการประชุม ครั้งที่ 26/2568 เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568 สั่งให้ดำเนินการไต่สวนกรณีได้รับแจ้งหรือรับทราบข้อมูลเบาะแสจากกรมสอบสวนคดีพิเศษดังกล่าว โดยแต่งตั้งเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ จำนวน 3 คน มาร่วมเป็นคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26
ทั้งยังไม่มีมติให้ส่งเรื่องให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 77 วรรคสอง แสดงว่า กกต. จะดำเนินการเอง เพียงแต่ กกต.ยังมิได้เรียกสำนวนการสอบสวนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษมารวมพิจารณา
อย่างไรก็ดี ในการประชุม กคพ. ครั้งที่ 2/2568 และครั้งที่ 3/2568 ไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นว่าผู้ถูกร้องทั้งสองมีพฤติกรรมใดที่เป็นการข่มขู่ สั่งการ ชี้นำ หรือปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น อันเป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงกรรมการคดีพิเศษคนอื่น ๆ
ผู้ถูกร้องทั้งสองเป็นกรรมการโดยตำแหน่งตามที่กฎหมายกำหนด กคพ. มีลักษณะการปฏิบัติงานในรูปแบบคณะกรรมการ ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญ
ผู้ถูกร้องที่ 1 ในฐานะประธานในที่ประชุม บริหารและควบคุมการประชุมโดยเปิดโอกาสให้กรรมการทุกคนอภิปรายและแสดงความคิดเห็นเพื่อให้เกิดความรอบคอบในการพิจารณา (เอกสารหมาย ศ. 18/74 และ ศ. 18/82)
ส่วนผู้ถูกร้องที่ 2 ซักถามกรณีข้อสงสัยต่าง ๆ ต่อฝ่ายเลขานุการเพื่อให้ กคพ. มีข้อมูลประกอบการพิจารณาอย่างเพียงพอ (เอกสารหมาย ศ. 18/71 ถึง ศ. 18/72 ศ. 18/89 ปี 18/172 และ ศ. 18/179) และผู้ถูกร้องที่ 2 เพียงแต่อธิบายความเห็นทางกฎหมายหรือแนวทางการปฏิบัติงานโดยปกติของผู้ถูกร้องที่ 2 เท่านั้น
เชื่อว่าผู้ถูกร้องทั้งสองมิได้ใช้อำนาจสั่งการกรมสอบสวนคดีพิเศษและ กคพ. ในการนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมและมีมติรับไว้เป็นคดีพิเศษ เพื่อเป็นเครื่องมือแทรกแซงหรือครอบงำหน้าที่และอำนาจของ กกต. ในการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา
@ ไม่ปรากฎ ทวี สั่งการ-ควบคุมเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ
ส่วนที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกร้องทั้งสองสมคบกับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อใช้อำนาจในการสอบสวนสมาชิกวุฒิสภาโดยมิชอบ โดยการวางแผนร่วมกันเสนอชื่อ พันตำรวจโท อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ นายระวี อักษรศิริ และนายเอกรินทร์ ดอนดง ซึ่งเป็นข้าราชการที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของตน เข้าเป็นคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีเจตนาเพื่อแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. และใช้เป็นเครื่องมือในการข่มขู่ หรือ กลั่นแกล้งกับกลุ่มสมาชิกวุฒิสภา นั้น
การแต่งตั้งเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษทั้ง 3 รายดังกล่าวนั้น สืบเนื่องมาจาก กกต. มีมติในการประชุม ครั้งที่ 26/2568เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568 สั่งให้ดำเนินการไต่สวนกรณีได้รับแจ้งหรือรับทราบข้อมูลเบาะแสจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ และแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษร่วมกับพนักงานของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 เพื่อดำเนินการไต่สวนเรื่องดังกล่าว ปรากฏข้อเท็จจริงตามมติของ กกต. ในการประชุม ครั้งที่ 26/2568 (เอกสารหมาย ศ 51/1 ถึง ศ 51/7) เมื่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏเป็นการกระทำความผิดที่มีความยุ่งยากซับซ้อน ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่อง
อีกทั้งเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงข้อมูลในการดำเนินการของกรมสอบสวนคดีพิเศษ กกต. จึงมีมติแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษร่วมกับพนักงานของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน อันเป็นกรณีที่ กกต. เห็นว่า มีความจำเป็นที่จะต้องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานอื่นของรัฐเป็นคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนจากบุคคลที่เป็นผู้มีความรู้ความสามารถทางด้านการสืบสวนสอบสวนตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 ข้อ 13
แม้ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนพยานบุคคลปรากฏว่า การเสนอชื่อเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งแต่งตั้งนั้นเป็นอำนาจของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ แต่เรื่องดังกล่าวปรากฏข้อเท็จจริงภายหลังว่า สมาชิกวุฒิสภาที่ถูกกล่าวหาซึ่งรวมไปถึงประธานวุฒิสภาและรองประธานวุฒิสภา คัดค้านการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 ที่มีกรรมการจากข้าราชการกรมสอบสวนคดีพิเศษและ กกต. ในการประชุม ครั้งที่ 43/2568 เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2568 (เอกสารหมาย ศ 58/1 ถึง ศ. 58/3) มีมติเอกฉันท์ว่า กรณียังไม่มีเหตุให้คัดค้านการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26
อีกทั้งจากการเบิกความของพลตำรวจตรีฉัตรวรรษ แสงเพชร กรณีข้อสงสัยเกี่ยวกับการสมคบกันในการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนดังกล่าวปรากฏหลักฐานเพียงข่าวที่ปรากฏตามสื่อโดยทั่วไปเท่านั้น และไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นใดที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกร้องที่ 2 สั่งการและมีส่วนในการเสนอชื่อเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษดังกล่าว
นอกจากนี้ กรณีที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกร้องที่ 2 สมคบกันกระทำความผิดร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษใช้อำนาจ ดำเนินการสอบสวนโดยมิชอบ มีการใช้อำนาจสืบสวนเกินขอบเขต เช่น การตรวจสอบข้อมูลการติดต่อสื่อสารและพิกัดโทรศัพท์ของผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาในชั้นสืบสวนโดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตจากศาล
ประกอบกับภายหลังที่กรมสอบสวนคดีพิเศษรับเรื่องไว้เป็นคดีพิเศษที่ 24/2568 เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษและสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ดำเนินการสอบสวนโดยวิธีการที่มิชอบด้วยกฎหมายในหลายพื้นที่ อันเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของสมาชิกวุฒิสภาและเป็นการกระทำที่ไม่สุจริตสร้างความเกลียดชังต่อสมาชิกวุฒิสภาและบั่นทอนฝ่ายนิติบัญญัติ
อีกทั้งผู้ถูกร้องที่ 2 ยังเคยให้สัมภาษณ์ข่าวต่อสื่อมวลชนในลักษณะที่มีผลให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามที่สั่งการ และมีลักษณะเป็นการปล่อยข่าวเพื่อข่มขู่ กดดัน ให้เกิดความหวาดกลัวแก่สมาชิกวุฒิสภา นั้น ในการดำเนินการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง
ไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นได้ว่าผู้ถูกร้องที่ 2 ใช้อำนาจสั่งการและควบคุมให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการดังกล่าว อีกทั้งหากการปฏิบัติหน้าที่สอบสวนของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ย่อมต้องถูกตรวจสอบโดยพนักงานอัยการและศาลที่พิจารณาสำนวนสอบสวนต่อไป
รวมถึงเจ้าหน้าที่ดังกล่าวอาจถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีสมาชิกวุฒิสภาที่ถูกกล่าวหาบางส่วนแจ้งลงบันทึกประจำวันต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้เป็นหลักฐานแล้ว
นอกจากนี้ในการสัมภาษณ์ของผู้ถูกร้องที่ 2 ต่อสื่อมวลชนตามที่ผู้ร้องส่งหลักฐานเป็นคลิปวิดีโอต่อศาลรัฐธรรมนูญ นั้น เป็นกรณีที่ผู้ถูกร้องที่ 2 ตอบข้อซักถามจากสื่อมวลชนเกี่ยวกับการทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างกว้างขวาง เป็นการรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระบวนการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวน
รวมถึงการชี้แจงข้อกฎหมายเกี่ยวกับกรณีมีผู้ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่สอบสวนเท่านั้น มิได้มีการให้ข้อมูลรายละเอียดของพยานหลักฐานหรือมีการใช้ข้อความที่เป็นการข่มขู่สมาชิกวุฒิสภาแต่อย่างใด
@ วินิจฉัย ไม่ปรากฎพฤติการณ์ ไม่ซื่อสัตย์สุจริต-ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง
จากข้อเท็จจริงดังกล่าว กรณีไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่า ผู้ถูกร้องทั้งสองมีพฤติการณ์ตามข้อกล่าวหาว่าไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์อันเป็นการขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) หรือมีพฤติกรรมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามที่กำหนดไว้ในมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 27 ประกอบข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 7 ข้อ 8 ข้อ 11 ข้อ 12 ข้อ 13 ข้อ 14 ข้อ 16 ข้อ 17 ข้อ 21 ข้อ 25 และข้อ 26 ไม่มีการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (5) อันจะเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4)
อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) อย่างไรก็ดีความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองสิ้นสุดลงไปก่อนแล้วตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2568 และรัฐธรรมนูญ มาตรา 167 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบมาตรา 170
อ่านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญฉบับเต็มคดีภูมิธรรม-ทวี แทรกแซงคดีฮั้วสว. ย้อนหลังแต่ละตอน :
- เปิดคำวินิจฉัยศาลรธน.ฉบับเต็ม (1) ‘คดีซื่อสัตย์สุจริต-มาตรฐานจริยธรรม’:ไม่คิดคดทรยศ-ประพฤติชอบ
- เปิดคำวินิจฉัยศาลรธน.ฉบับเต็ม (2) แทรกแซง ‘คดีฮั้วสว.’ : ไม่ปรากฎข้อเท็จจริง-พยานหลักฐานบ่งชี้
- เปิดคำวินิจฉัยศาลรธน.ฉบับเต็ม(3): ‘ดีเอสไอ’ให้การ ‘คดีฮั้วสว.’ ชง กคพ.-ไม่ผ่านอนุฯกลั่นกรอง

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา