
“…การออกเสียงลงคะแนนโดยลับ” มีความหมายว่าในการลงคะแนนของผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน จะต้องกระทำในลักษณะที่บุคคลอื่นไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงได้ลงคะแนนเสียงอย่างไรหรือออกเสียงลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใด…”
จากกรณีสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง มี ‘คิวอาร์โค้ด’ และ บัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) มี ‘บาร์โค้ด’ บนบัตรเลือกตั้ง กลายเป็นความเห็นทางกฎหมายมหาชนว่าในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 เป็นไปตามหลักการ ‘โดยตรงและลับ’ ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 หรือไม่ - ออกเป็น 2 ฝ่าย
ฝ่ายแรก เห็นว่า ‘ไม่ลับ’ เพราะสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
“คำว่าลับในรัฐธรรมนูญมาตรา 85 ที่ระบุว่า การเลือกตั้งต้องทำโดยตรงและลับ มันไม่ได้หมายความว่าเป็นความลับตอนไหน แต่มันหมายความว่า ต้องเป็นความลับตลอดเวลา คือ เป็นความลับไปกับโลกนี้เลย ถึงเรียกว่าลับ ถ้าลับแบบหลังจากเลือกไปแล้ว อีก 2 เดือน มาเปิดดูกันได้ แล้วก็รู้กันว่าใครนั้น ถือว่าได้เลือกตั้งโดยลับไปแล้ว พูดแบบนั้น พูดไม่ได้ เพราะว่ามันถูกเปิดเผยออกมาแล้ว”นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นขณะบรรยายหัวข้อ ถอดรหัสภาวะผู้นำ-กรณีศึกษาอดีตนายกรัฐมนตรีไทย ภายใต้หลักสูตรวิทยาการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง หรือ วบส.รุ่น 14 สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
ฝ่ายที่สองเห็นต่าง-เห็นว่า ‘ลับ’ เพราะ ประเทศที่เริ่มต้นการเลือกตั้งโดยลับประเทศแรกๆของโลก สามประเทศ คือออสเตรเลีย อังกฤษ และสหรัฐอเมริกาหลายรัฐ ต่างก็ใช้ QR Code หรือบาร์โค้ดทั้งสามประเทศ เวลานี้ก็ยังใช้อยู่ ที่น่าอัศจรรย์ก็คือ อังกฤษเป็นต้นแบบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา สหรัฐอเมริกาเป็นต้นแบบประชาธิปไตยระบบประธานาธิบดี ยังมีประเทศอื่นอีกหลายประเทศ เช่นสิงคโปร์ เนเธอร์แลนด์ บราซิล เอสโตเนียแคนาดา บ้างก็ใช้กับการเลือกตั้งระดับชาติบ้างก็ใช้ระดับการเลือกตั้งท้องถิ่น
“แต่ก็ยังมีข้อถกเถียง จึงทำให้หลายประเทศยกเลิกการใช้ แต่ไม่มีประเทศไหนเคยวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะเพราะมีบาร์โค้ดหรือ QR Code เหตุที่ทำให้ การเลือกตั้งถูกเพิกถอน (ไม่ใช่เป็นโมฆะตามที่พูดกันอยู่ )ทั้งประเทศได้ตามรัฐธรรมนูญไทยมีเหตุเดียวคือ การเลือกตั้งไม่ “เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม” ก็คือต้องโกงกันทั้งประเทศนั่นแหละ จึงจะสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่”นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ‘Bowornsak Uwanno’
อ่านประกอบ : วิษณุ vs บวรศักดิ์ เลือกตั้งเป็นโมฆะเพราะบาร์โค้ตและไม่ลับ?
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ขอนำ ‘การจัดทำความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560’ (เฉพาะมาตรา 85 ในส่วนของการออกเสียงลงคะแนนโดยตรง และ การออกเสียงลงคะแนนโดยลับ ) ซึ่งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 60 (นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ) พัฒนาการจัดทำเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพื่อสื่อความหมายโดยตรงและชัดเจนถึงหลักคิดดังกล่าว ดังนี้

รัฐธรรมนูญมาตรา 85 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งให้ใช้ ‘วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ’ โดยให้แต่ละเขตเลือกตั้งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เขตละหนึ่งคน และผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งได้คนละหนึ่งคะแนน โดยจะลงคะแนนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ใด หรือจะลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเลยก็ได้
ความมุ่งหมาย :
กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ของการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง วิธีออกเสียงลงคะแนน รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์ และในการประกาศผลการเลือกตั้ง และในกรณีที่มีการประกาศผลการเลือกตั้งไปแล้วให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่จะดำเนินการสืบสวน ไต่สวน หรือวินิจฉัยต่อไป หากมีการทุจริตในการเลือกตั้งหรือการเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม
คำอธิบายประกอบ :
(1) บทบัญญัติในมาตรานี้เป็นการกำหนดวิธีการออกเสียงลงคะแนนเพื่อเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยให้ใช้วิธีออกเสียงลงลงคะแนนโดยตรงและลับ แต่มิได้ระบุเจาะจงให้ใช้บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบละหนึ่งใบดังเช่นในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 (มาตรา 93 วรรคสอง) แต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 บัญญัติให้ผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนแต่ละคน มีสิทธิลงคะแนนคนละหนึ่งคะแนน โดยจะลงคะแนนเลือกหรือไม่เลือกผู้สมัครผู้ใดเลยก็ได้
การออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ มีบัญญัติมาตั้งแต่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 มาตรา 25 วรรคสาม ความว่า “การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน ให้ใช้วิธีลงคะแนนออกเสียงโดยตรงและลับ”
การออกเสียงลงคะแนนโดยตรง ย่อมมีความหมายอยู่ในตัวว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องเป็นผู้ลงคะแนนนั้นด้วยตนเอง ไม่อาจให้บุคคลอื่นลงคะแนนแทนตนได้ และมิใช่เลือกโดยวิธีเลือกตัวแทนเพื่อไปเลือกตั้งอีกทีหนึ่ง ในลักษณะที่กระทำในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา หรือดังเช่นที่เคยกระทำในการเลือกตั้งในประเทศไทยตามพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ซึ่งกำหนดให้ราษฎรในหมู่บ้านเลือกผู้แทนเพื่อออกเสียงเลือกตั้งผู้แทนตำบล แล้วจึงให้ผู้แทนตำบลไปเลือกตั้งสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎร วิธีดังกล่าวเป็นการออกเสียงลงคะแนนทางอ้อม
การออกเสียงลงคะแนนโดยลับ มีความหมายว่าในการลงคะแนนของผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน จะต้องกระทำในลักษณะที่บุคคลอื่นไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงได้ลงคะแนนเสียงอย่างไรหรือออกเสียงลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใด
ในเรื่องนี้ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัย ที่ 9/2549 ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2549 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 123 ตอนที่ 71ก 12 พฤษภาคม 2549) สรุปได้ว่า
“หลักการเลือกตั้งโดยลับนั้น เป็นสาระสำคัญของการเลือกตั้งในการปกครองระบอบประชาธิปไตย การใช้สิทธิเลือกตั้งจะต้องโดยเสรี หาการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับแล้ว การเลือกตั้งก็ไม่อาจที่จะเป็นการเลือกตั้งโดยเสรีได้ การเลือกตั้งโดยลับให้ความคุ้มครองทั้งผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งแต่ละคนและผลประโยชน์ส่วนรวมด้วย ตามหลักการการเลือกตั้งโดยลับจะต้องดำเนินการเลือกตั้งโดยไม่ให้ผู้ใดทราบได้เลยว่า ผู้ลงคะแนนออกเสียงเลือกตั้งแต่ละคนตัดสินใจเลือกใคร”
ขณะนี้มีผู้ที่มีส่วนได้-ส่วนเสีย กับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 ไม่ว่าจะในฐานะ ผู้สมัครเลือกตั้ง สส. หรือ ในฐานะประชาชนที่มองว่า ‘ถูกละเมิดสิทธิ’ เดินทางไปยื่นคำร้องต่อสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดว่า ‘ลับ’ หรือ ‘ไม่ลับ’ และจะทำให้นำไปสู่ ‘เลือกตั้งโมฆะ’ หรือไม่ ต้องติดตามด้วยใจระทึก


Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา