
เปิดใจ ‘หมอมิ้ง’ ย้อนอดีต 2 ปีรัฐบาล ‘เศรษฐา-แพทองธาร’ ยันมีผลงานขยับจีดีพี ดึงนักลงทุนนอกเข้าไทยเพียบ ชี้เป้า ‘กฎหมาย-ข้าราชการประจำ’ อุปสรรคสำคัญทำผลงานไม่ออก ยืดอกหยิบ ‘คนละครึ่ง’ ต่อยอดเป็น ‘มากกว่าครึ่ง’ โต้กระแส ‘ยศชนัน’ ไม่ปัง ชี้เอาวิทย์-เทคโนโลยีนำหน้า ก่อนปิดท้าย 2 เรือธงเก่า ‘ดิจิทัลวอลเลต-เอนเตอร์เมนต์คอมเพล็กซ์’ ไม่ฝืนกระะแสแล้ว
นับถอยหลังอีก 14 วัน ประชาชนคนไทย 52,922,923 คน ตามที่คณะกรรมการเลือกตั้ง-กกต.ประกาศไว้จะใช้อำนาจที่มี หย่อนบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จำนวน 500 คนแล้ว บรรดาพรรคการเมืองรุกทุกพื้นที่ หาเสียงกันอย่างเต็มเหนี่ยว
โดยพรรคที่ถือว่า สื่อมวลชนให้ความสนใจและถือเป็นหนึ่งในตัวเต็งสำคัญคือ ‘พรรคเพื่อไทย’ โดยรอบนี้เปิดตัว ‘ดร.เชน-ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’บุตรชายคนโตของ ‘สมชาย-เยาวภา วงศ์สวัสดิ์’เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ร้อยเรียงไปพร้อมกับหลากหลายนโยบายที่พรรคเพื่อไทย ชูแคมเปญ ‘เพื่อไทย ทำได้’
โดยหนึ่งใน ‘Think-Tank’ คนสำคัญของการออกแบบนโยบายต่างๆ คือ ‘หมอมิ้ง-นพ.พรหมินทร์ เลิศสุรีย์เดช’ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี 3 ยุคสมัย คือ ‘ทักษิณ ชินวัตร (2544-2545/2548-2549), เศรษฐา ทวีสิน (2566-2567) และแพทองธาร ชินวัตร (2567-2568)’
สำนักข่าวอิศรา (www.isranew.org) มีโอกาสได้พูดคุยกับอดีตเลขานายกฯ 3 สมัยคนนี้ ในฐานะผู้ร่วมออกแบบนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยรอบนี้

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะ ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่ภาคใต้ เริ่มภารกิจตรวจราชการกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ก่อนการประชุม ครม.สัญจร เมื่อเดือน ก.พ. 68
ที่มาภาพ: Facebook ไทยคู่ฟ้า
@ 2 ปี 2 รัฐบาล ทำอะไรบ้าง?
ก่อนไปดูของใหม่ นพ.พรหมินทร์ขอพาย้อนกลับไปดูผลงานที่ผ่านมาใน 2 รัฐบาลยุคใกล้ ‘เศรษฐา-แพทองธาร’ ก่อน หมอมิ้งเกริ่นก่อนว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยมีปัญหาภาวะการเติบโตไม่ตรงกับศักยภาพ เกิดความผันผวนมากมายขึ้นกับประเทศไทย ซึ่งจริงๆแล้วประเทศไทยควรมีศักยภาพในการเติบโตเฉลี่ยปีละ 5% แต่ประเทศไทยกลับเติบโตได้เพียง 2-3% โดยช่วงปีพ.ศ. 2547-2551 ประเทศไทยเติบโตเฉลี่ยปีละ 5% แต่หลังจากนั้นก็ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาวะหนี้สินของประเทศไทยตั้งแต่ปีพ.ศ. 2553 มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 59% เมื่อนายเศรษฐา ทวีสิน เข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขณะนั้นหนี้ในภาพรวมอยู่ที่ 92% แล้ว รัฐบาลตอนนั้นจึงพยายามแก้ปัญหาหนี้สินก่อน เพราะหนี้ครัวเรือนคือความทุกข์ ถ้าคนของเรายังเอาตัวรอดไม่ได้ จะมีปัญหา ดังนั้น รัฐบาลจึงออกชุดรัฐบาลแก้หนี้ออกมา
ส่วนการลงทุน นพ.พรหมินทร์ฉายภาพว่า ในอดีตก่อนปีพ.ศ. 2540 การลงทุนทั้งหมดมีสัดส่วน 45% ต่อจีดีพี ตอนหลังลดลงมาเหลือ 24% ต่อจีดีพี ถ้าลงลึกลงไปการลงทุนของรัฐจะอยู่ประมาณ 1 ใน 4 ส่วนการลงทุนของเอกชนจะลงตามมาใน 3 ส่วนที่เหลือ ดังนั้น ไทยเราจำเป็นต้องลงทุนให้ถูกที่ถูกทางที่จะเชิญชวนให้รัฐบาลลงทุน เช่น โครงสร้างพื้นฐาน ถนน สนามบิน ท่าเรือ การสื่อสาร ระบบโลจิสติกส์ ระบบบริหารจัดการน้ำ ถ้าสามารถทำได้ดี อุตสาหกรรมต่างๆก็ตามมาเอง ทั้งนี้ อุปสรรคสำคัญของการลงทุนโดยรัฐคือ เงินเหลือน้อยมาก เนื่องจากรายจ่ายเพิ่มขึ้นแทบทุกด้าน การหารายได้ใหม่ๆต่ำ จึงต้องบริหารจัดการให้ถูกที่
“ประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกสูงมาก ไปถึง 70% ของจีดีพี แต่การลงทุนต่ำ สะท้อนว่าเรากำลังกินบุญเก่าตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว และเราไม่มีการลงทุนใหม่เกิดขึ้น” ทีมงานนพ.พรหมินทร์กล่าวกับผู้สื่อข่าว
นพ.พรหมินทร์กล่าวต่อว่า สำหรับผลงานในช่วง 2 ปีของรัฐบาลนั้น สมัยนายเศรษฐาและนางสาวแพทองธาร มีการเดินทางไปต่างประเทศหลายครั้ง เพื่อสร้างความมั่นใจและการดำรงตนเป็นเหมือน ‘เซลล์แมน’ เชื้อเชิญนักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในสิ่งที่จะเป็นธุรกิจอนาคตและธุรกิจสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV), Data Center AI เป็นต้น ทำให้ในปีที่ผ่านมาข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุชัดเจนว่า มีตัวเลขคำขอลงทุนเข้ามาประมาณ 1.54 ล้านล้านบาท และล้วนเป็นการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับอนาคตทั้งส้น
อีกผลงานสำคัญคือ การล้างหนี้ครัวเรือน โดยในรายละเอียดมี 4-5 มาตรการ หนี้เกษตรกร หลังจากมีนโยบายพักหนี้ 3 ปี วงเงินหนี้ 300,000 บาทขึ้นไปไปแล้ว ในครั้งนี้ก็จะขยายวงเงินหนี้ให้มากขึ้นเป็น 500,000 บาท/ครัวเรือน เพราะค่าครองชีพอะไรก็แพงขึ้น ส่วนหนี้คนชรา พรรคจะเน้นที่หนี้ที่เป็นหนี้เสีย (NPL) เกิน 1 ปี และมูลหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท/คน โดยดำเนินการผ่านมาตรการ AMC (Asset Management Company หรือ บริษัทบริหารสินทรัพย์) ซื้อหนี้เสียจากสถาบันการเงินต่างๆมา หรือมาตรการปิดหนี้ไว ไปต่อได้
ทั้งนี้ หากรัฐบาลได้รับการเลือกตั้ง หมอมิ้งบอกว่า จะมีมาตรการสำหรับกลุ่มลูกหนี้ดีด้วย โดยผู้ที่จ่ายตรงมาตลอด รัฐบาลจะช่วยจ่ายให้ 1 งวดที่ 5,000 บาท/คน หรือมาตรการ ‘ผ่อนดี มีคืน’
“2 ปีที่ผ่านมา เราดูแล้วว่า เราต้องทำอะไรบ้าง? โจทย์สำคัญคือ ต้องดึงการลงทุน ดึงการท่องเที่ยวให้กลับมา จะเห็นว่าในรัฐบาลปีแรก ไม่ได้ใช้ตังค์อะไรเลย เพราะแผนงบประมาณยังไม่เสร็จ ก็ใช้วิธีไปดึงดูดการท่องเที่ยว การลงทุนจากต่างประเทศ อย่าง Tommorrow Land ก็เริ่มผลิดอกออกผลแล้ว ก็เป็นสิ่งที่เรทำในสมัยนายกฯเศรษฐา หรือการที่ตัวเลข BOI ขยับมาอยู่ที่ 1.54 ล้านล้านบาท ก็เป็นตัวเลขที่สูงเป็นประวัติการณ์ อันเป็นผลมาจากในช่วงที่เป็นรัฐบาล เราอยากไปดึงดูดนักลงทุน อย่างตอนที่ Google สนใจจะลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทีแรกเขาสนใจมาเลเซีย แต่เราวิ่งไปคุยที่อเมริกาก่อนและพาเขาบินมาเจอกับนักธุรกิจในเมืองไทย จนสุดท้ายเขาตัดสินใจลงทุนในบ้านเรา” ทีมงานนพ.พรหมินทร์เสริมอีกตอน
ที่มาภาพ : Facebook ไทยคู่ฟ้า
@กฎหมาย-ขรก.ประจำ อุปสรรค ‘เพื่อไทย’
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในภาพความสำเร็จที่นพ.พรหมินทร์ฉายให้ดูนั้น เป็นเรื่องที่สื่อมวลชนเข้าใจดี แต่ถ้าไปถามประชาชนคนธรรมดาจะติดภาพว่าล้มเหลวมากกว่า อย่างเช่นกรณีนโยบายแจกเงินหมื่นที่สุดท้ายไม่สามารถทำได้ ประชาชนหลายส่วนติดภาพความล้มเหลวตรงนี้ พรรคจะเรียกคืนความเชื่อมั่นได้อย่างไร
นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า อุปสรรคสำคัญ 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลชุดต่างๆออกกฎหมายมากมาย บางพรรคการเมืองก็ดันไปชูตรงนี้เป็นผลงาน ถ้าจะไปถามเอกชนจริงๆ เขาต้องการความสะดวกและทันสมัย ดังนั้น ข้อจำกัดของกฎหมายที่ออกมาในเชิง ‘ลดอำนาจฝ่ายการเมือง เพิ่มอำนาจฝ่ายประจำ’ ทั้งๆที่ฝ่ายการเมืองที่มามันยึดกับประชาชน เช่น กกต.ตอนนี้มีอำนาจตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมือง ตกลงนโยบายและความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆต้องถูกคัดกรองจากคนที่ไม่ทันยุค ไม่รู้เรื่อง แถมคนบางคนมีคดีความติดตัวอีกต่างหาก
“ด้วยกรอบและระบบของกฎหมายที่มีอยู่ตลอด 10 ปี หลังการรัฐประหารมา มีการออกกฎหมายมาจำนวนมาก โดยเฉพาะการออกกฎหมายจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่ไม่ได้มีที่มายึดโยงกับประชาชน ผมอยากออกกฎหมาย ที่บอกว่าภาคการเมืองไม่ตรงไปตรงมา ในเรื่องของดิจิทัลวอลลอตนั้น ยืนยันว่าดูกฎหมายครบแล้ว แต่ตั้งแต่เรายังไม่ได้เหยียบย่ามเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล ก็โดนกลุ่มต่างๆ นักเศรษฐศาสตร์ต่างออกมา เอากฎระเบียบต่างๆมากมาย โดยเฉพาะเรื่องวินัยการเงินการคลัง ซึ่งคณะกรรมการก็ล้วนแล้วแต่เป็นข้าราชการฝ่ายประจำทั้งสิ้น แล้วกลายเป็นว่าความเห็นของคณะกรรมการชุดนี้กลายเป็นความเห็นใหญ่ แถมเมื่อเรายังไม่ได้ทำอะไรเลย สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ก็ดันออกความเห็นออกมาแล้ว แต่สนง.ก็ดันลืมตรวจเรื่องตึกของตัวเอง” นพ.พรหมินทร์กล่าวตอนหนึ่ง
เมื่อถามว่า แสดงว่าการที่ข้าราชการประจำมีอำนาจมาก เป็นเรื่องไม่ดีหรือไม่ นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า ทำประชาชนเข้มแข็งก่อนดีไหม? ข้าราชการมีหน้าที่ในการให้บริการตามที่ประชาชนต้องการ อำนาจของฝ่ายการเมืองที่ถูกต้อง คืออำนาจที่ต้องยึดโยงกับความต้องการที่ถูกต้องของประชาชน ดังนั้น เสียงหรือคะแนนเลือกตั้งของประชาชนจึงสำคัญ ดังนั้น ที่มีสื่อมาถามว่า จะจับมือกับใคร เป็นเรื่องตลก ไม่เคารพประชาชน
สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผอ.เลือกตั้งและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ประกาศเปิดตัวนโยบายมากกว่าครึ่งครั้งแรกบนเวทีปราศรัย ณ ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 8 ม.ค.ที่ผ่านมา
ที่มาภาพ: พรรคเพื่อไทย
@ยืดอก ‘มากกว่าครึ่ง’ต่อยอด ‘คนละครึ่ง’
ส่วนกรณีการทำนโยบายมากกว่าครึ่ง โดยรัฐจะจ่าย 70% และประชาชนจ่ายอีก 30% นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า จริงๆนโยบายนี้ริเริ่มกันมาตั้งแต่สมัยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พรรคเราก็ไม่ได้เลือกว่าต้องเป็นของใคร แต่จะเอามาใช้ โดยสร้างเงื่อนไขให้สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้น ที่ครั้งล่าสุด คนละครึ่งพลัส รัฐบบาลใช้งบประมาณในการทำโครงการไป 44,000 ล้านบาท แต่มียอดคนที่ใช้ไม่หมดจนเหลือประมาณ 6,000 ล้านบาท ตรงนี้อาจอนุมานได้ว่า ที่เหลือเยอะก็เพราะคนส่วนหนึ่งไม่มีเงินเติมเข้าไปในเป๋าตังค์ และอีกส่วนหนึ่งคือ การที่คนได้สิทธิ์บางส่วนเป็นคนมีฐานะ แต่อยากได้สิทธิ์ก็มี อย่างไรก็ตาม จะใช้นโยบายนี้เป็นอีกกลไกในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
เมื่อถามว่า ใน 4 ปีนี้ ถ้าได้รับเลือกเป็นรัฐบาล นโยบายต่างๆใช้เงินเยอะไหมในการทำ นพ.พรหมินทร์ตอบว่า มีวิธี เบื้องต้นต้องทำให้เศรษฐกิจโตก่อน ให้ภาคเอกชนโต
@ความว้าวของ ‘ยศชนัน’
ผู้สื่อข่าวถามถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่รอบนี้พรรคเพื่อไทยชู ‘ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ ขึ้นมา และจากยอดการค้นหาในเว็บไซต์ต่างๆก็มาเป็นอันดับต้นๆ สะท้อนว่าคนยังไม่รู้จักหรือไม่ นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า ไม่รู้จักไม่เป็นไร แต่ถ้ายอดผู้ชมในยูทูปสูง แสดงว่าก็มีคนสนใจ แต่อุปสรรคในครั้งที่ผ่านมาคือ พรรคเพื่อไทยไม่ได้มีเสียงมากที่สุด พอจัดตั้งรัฐบาลผสม ก็ไม่สามารถควบคุมให้เกิดเอกภาพได้ แต่รอบนี้ถ้าพรรคได้รับคะแนนมากพอ และทิศทางของการดำเนินนโยบายชัดเจน โดยรอบนี้พรรคจะขายด้าน ‘วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี’ มาเป็นจุดนำจุดขาย
@ไม่ฝืน ‘แจกเงินหมื่น’ - ‘เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’
ส่วนอดีตนโยบายเรือธงที่ยังทำไม่สำเร็จอย่าง ‘เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’ และ ‘การแจกเงินหมื่นภายใต้นโยบายดิจิทัลวอลเลต’ นั้น นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า ดิจิทัลวอลเลต ตอนนี้คงต้องกลับมาดูงบประมาณก่อนว่าเหลือพอหรือไม่ โดยแจกไปแล้ว 20 ล้านคน จริงๆก็มีแผนอยู่แล้ว แต่ยังบอกไม่ได้ โจทย์ตอนที่เป็นรัฐบาล คือ ต้องการให้เพิ่มจำนวนคนในระบบภาษีและกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ตอนนี้มันถูกเบรกไปแล้ว ก็ไม่อยากมีปัญหาแล้ว
ขณะที่นโยบายไต่เส้นลวดอย่าง ‘เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’ นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า คงต้องฟังเสียงประชาชนก่อน ตามแผนก็จะทำ 2-3 แห่ง แต่อุปสรรคสำคัญคือ พรรคการเมืองไม่เห็นด้วยกับการมีคาสิโน โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย ซึ่งผู้ที่จะเข้ามาลงทุนต้องคำนวณค่าตอบแทนต่างๆแน่นอน การเอาเงินของนักลงทุนมาใช้ก็ต้องคิดให้ได้ว่า จะให้ win-win กับทุกฝ่ายอย่างไรบ้าง อย่างเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ถ้าเกิดขึ้น ก็จะมีอะไรหลายๆอย่างเข้ามาก่อสร้าง และถ้ามองให้รอบด้าน โครงการนี้จะทำให้เศรษฐกิจใต้โต๊ะขึ้นมาอยู่บนโต๊ะ คนที่จะเข้าไปเล่นต้องลงทะเบียน เมื่อลงทะเบียบก็เห็นอะไรชัด สมมติมีคนเล่นเอาเงินเทาเข้ามา ก็ห้ามไม่ให้เล่นได้ เหมือนที่มารีน่าเบย์ ประเทศสิงคโปร์
นั่นคือทั้งหมดของการสนทนาเมื่อเร็วๆนี้
พรรคเพื่อไทย ต้นตำรับพรรคประชานิยมจะกลับมาครองใจคนไทย ด้วยสารพัดนโยบายและแคนดิเดตนายกฯหน้าใหม่หน้ามนต์ได้หรือไม่?
8 กุมภา 69 คงรู้กัน

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา