
‘ราชกิจจาบุเบกษา’ แพร่ระเบียบตั้ง ‘บอร์ดกำกับฯ’ ดำเนินการให้ ‘ประเทศไทย’ เข้าเป็นสมาชิก ‘OECD’ นายกฯฯ นั่ง ‘ประธาน’
........................................
เมื่อวันที่ 28 ส.ค. สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการกำกับการดำเนินงานในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของประเทศไทย พ.ศ.2569 ซึ่งมีเนื้อหาว่า โดยที่การเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) เป็นนโยบายสำคัญของประเทศ
และกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกดังกล่าว ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อกำหนดทิศทางและกรอบการดำเนินงานให้ชัดเจน ตลอดจนส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มีความเข้าใจที่สอดคล้องกัน และสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นเอกภาพ และต่อเนื่องจนเสร็จสิ้นกระบวนการ
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (8) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบริหารราชการแผ่นดินดิน พ.ศ.2534 นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงวางระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการกำกับการดำเนินงานในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของประเทศไทย พ.ศ.2569”
ข้อ 2 ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ 3 ในระเบียบนี้
“OECD” หมายความว่า องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา
“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการกำกับการดำเนินงานในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของประเทศไทย
“ประธานกรรมการ” หมายความว่า ประธานกรรมการกำกับการดำเนินงานในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของประเทศไทย
“กรรมการ” หมายความว่า กรรมการกำกับการดำเนินงานในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของประเทศไทย
“หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า ส่วนราชการ ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และหน่วยงานอื่นของรัฐ
ข้อ 4 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการกำกับการดำเนินงานในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของประเทศไทย” ประกอบด้วย
(1) นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ
(2) รองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กำกับการบริหารราชการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นรองประธานกรรมการคนที่หนึ่ง
(3) รองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กำกับการบริหารราชการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นรองประธานกรรมการคนที่สอง
(4) รองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กำกับการบริหารราชการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นรองประธานกรรมการคนที่สาม
(5) เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ เป็นกรรมการ
(6) ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เป็นกรรมการ
(7) ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการ
(8) ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน เป็นกรรมการ
(9) ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ ด้านการพัฒนา ด้านกฎหมาย ด้านสังคม หรือด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ด้านการค้า การลงทุน หรือด้านธรรมาภิบาลภาครัฐ จำนวนไม่เกินสี่คน เป็นกรรมการ
(10) เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ เป็นกรรมการและเลขานุการและสังคมแห่งชาติ
(11) ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นกรรมการและเลขานุการ
(12) เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นกรรมการและเลขานุการ
(13) รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมอบหมาย เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
(14) อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
ข้อ 5 การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม
ในการประชุมคณะกรรมการ ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุม หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้รองประธานกรรมการตามลำดับเป็นประธานในที่ประชุม ถ้ารองประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมแทน
การลงมติของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
ข้อ 6 ให้คณะกรรมการมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้
(1) กำหนดนโยบาย เสนอแนะแนวทางการดำเนินงานในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย ตลอดจนสั่งการและกำกับดูแลการดำเนินงานให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และแผนการดำเนินการเพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD (Accession Roadmap) ของประเทศไทย
(2) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม
(3) เชิญผู้แทนหน่วยงานของรัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุมเพื่อชี้แจงข้อมูล เสนอแนะ หรือให้ข้อคิดเห็นที่จะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการตามความจำเป็นและเหมาะสม
(4) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย
ข้อ 7 ค่าใช้จ่ายสำหรับเบี้ยประชุม ค่าตอบแทน รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการดำเนินงานของคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการ ให้เบิกจ่ายได้ตามระเบียบของทางราชการ แล้วแต่กรณี ดังนี้
(1) คณะกรรมการให้เบิกจ่ายจากงบประมาณของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
(2) คณะอนุกรรมการให้เบิกจ่ายจากงประมาณของหน่วยงานต้นสังกัดของเลขานุการคณะอนุกรรมการ
ข้อ 8 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามระเบียบนี้

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา