
“…พฤติกรรมเช่นนั้นของผู้ฟ้องคดี มิอาจเป็นที่ยอมรับในสังคมว่าเป็นความประพฤติที่ดี แม้ขณะกระทำความผิด ผู้ฟ้องคดีจะมีอายุเพียง 16 ปีเศษ แต่วัยดังกล่าวถือว่าอยู่ในช่วงอายุที่พึงมีวุฒิภาวะเพียงพอที่จะแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้แล้ว เหตุดังกล่าวย่อมมิอาจลบล้างการกระทำความผิดของผู้ฟ้องคดีได้…”
...........................................
เป็นคดีที่น่าสนใจ
เมื่อ ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.46/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อ.716/2569 ซึ่งเป็นคดีที่ นาย ว. (ผู้ฟ้องคดี) ผู้สมัครเลือก ‘ผู้ใหญ่บ้าน’ ยื่นฟ้อง นายอำเภอสรรคบุรี และ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาม (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และ2) ต่อศาลปกครอง ในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
กรณี นายอำเภอสรรคบุรี (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) มีหนังสืออำเภอสรรคบุรี ที่ ชน 0518/782 ลงวันที่ 28 ก.พ.2565 แจ้งว่า นาย ว. (ผู้ฟ้องคดี) เป็นผู้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 12 (8) แห่ง พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ฯ ในการสมัครรับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน บ้านท่าหว้า หมู่ที่ 8 ตำบลเที่ยงแท้ อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท
เนื่องจากปรากฏว่า นาย ว. (ผู้ฟ้องคดี) เคยกระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดชัยนาทแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ ขณะอายุ 16 ปี หรือยังเป็น ‘ผู้เยาว์’ ซึ่ง นาย ว. (ผู้ฟ้องคดี) ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของนายอำเภอสรรคบุรี และคำสั่งยกอุทธรณ์ฯ จึงขอให้ศาลฯมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือดังกล่าว
โดยคดีนี้ ศาลปกครองสูงสุด พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ ‘ยกฟ้อง’ โดยศาลฯวินิจฉัยว่า การที่นายอำเภอสรรคบุรี (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) มีหนังสืออำเภอสรรคบุรี ที่ ชน 0518/782 ลงวันที่ 28 ก.พ.2565 มีคำสั่งให้ นาย ว. (ผู้ฟ้องคดี) เป็นผู้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 12 (8) แห่ง พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ฯ ในการสมัครรับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน บ้านท่าหว้า นั้น เป็นการออกคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงขอนำเสนอรายละเอียด ‘คำวินิจฉัย-คำพิพากษา’ ของศาลปกครองสูงสุดในคดีนี้ ดังนี้
@ถูกตัดสิทธิสมัครเลือก‘ผู้ใหญ่บ้าน’เหตุ‘ลักษณะต้องห้ามฯ’
คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดไม่จัดให้มีการนั่งพิจารณาคดี คู่กรณีไม่ได้ยื่นคำแถลงเป็นหนังสือ และไม่ได้แจ้งความประสงค์ให้ศาลจัดให้มีการนั่งพิจารณาคดี โดยได้รับฟังสรุปข้อเท็จจริงของตุลาการเจ้าของสำนวน และคำชี้แจงด้วยวาจาประกอบคำแถลงการณ์เป็นหนังสือของตุลาการผู้แถลงคดี
ศาลปกครองสูงสุดได้ตรวจพิจารณาพยานหลักฐานในคำฟ้อง คำให้การ คำคัดค้านคำให้การ คำให้การเพิ่มเติม คำอุทธรณ์ และคำแก้อุทธรณ์แล้ว
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อปลายปี พ.ศ.2564 ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน บ้านท่าหว้า หมู่ที่ 8 ตำบลเที่ยงแท้ อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ได้ว่างลง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (นายอำเภอสรรคบุรี) จึงมีประกาศอำเภอสรรคบุรี เรื่อง การเลือกผู้ใหญ่บ้าน (แบบ ผญ.1) ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2564 กำหนดให้มีการเลือกผู้ใหญ่บ้านดังกล่าวในวันที่ 27 มกราคม 2565
โดยกำหนดวันรับสมัคร ระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 มกราคม ๒๕๖๕ ผู้ฟ้องคดี (นาย ว.) ได้สมัครรับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านดังกล่าว ตามใบสมัครรับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน บ้านท่าหว้า หมู่ที่ 8 ตำบลเที่ยงแท้ อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท (แบบ ผญ. 3) ลงวันที่ 4 มกราคม 2565
และปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการ) รักษาราชการแทนนายอำเภอสรรคบุรี ได้มีหนังสืออำเภอสรรคบุรี ที่ ชน 0518/4817 ลงวันที่ 4 มกราคม 2565 ถึงนักวิทยาศาสตร์ (สบ 3) พิสูจน์หลักฐานจังหวัดชัยนาท (นวท. (สบ 3) พฐ.จว.ชัยนาท) ขอความอนุเคราะห์ตรวจสอบประวัติผู้ฟ้องคดี
ในการดำเนินการเลือกผู้ใหญ่บ้านดังกล่าว ปรากฏว่ามีผู้มาสมัครรับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน จำนวน 2 คน คือ นายวันชัย … หมายเลข 1 และผู้ฟ้องคดี (นาย ว.) หมายเลข 2 ตามประกาศอำเภอสรรคบุรี เรื่อง ประกาศรายชื่อผู้ยื่นใบสมัครรับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน (แบบ ผญ.4) ลงวันที่ 7 มกราคม 2565
ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งอำเภอสรรคบุรี ที่ 4/2565 ลงวันที่ 7 มกราคม 2565 แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านดังกล่าว
หลังจากนั้น สารวัตรพิสูจน์หลักฐานจังหวัดชัยนาท ปฏิบัติราชการแทนนักวิทยาศาสตร์ (สบ 4) พิสูจน์หลักฐานจังหวัดชัยนาท ได้มีหนังสือพิสูจน์หลักฐานจังหวัดชัยนาท ที่ ตซ 0032.4 (ชน)/244 ลงวันที่ 13 มกราคม 2565 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แจ้งผลการตรวจดูข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล (ประวัติอาชญากรรม) ซึ่งจัดเก็บในฐานข้อมูลระบบตรวจสอบลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ฟ้องคดีว่า ไม่พบประวัติ
แต่ด้วยเหตุสืบเนื่องจากผู้ฟ้องคดี (นาย ว.) แจ้งข้อมูลการกระทำความผิดตามคำพิพากษาคดีอาญาต่อคณะกรรมการตรวจสอบ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (นายอำเภอสรรคบุรี) จึงมีหนังสืออำเภอสรรคบุรี ที่ ชน 1518/232 ลงวันที่ 19 มกราคม 2565 ถึงนักวิทยาศาสตร์ (สบ 4) พิสูจน์หลักฐานจังหวัดชัยนาท (นวท. (สบ 4) พฐ.จว.ชัยนาท) ขอตรวจสอบผลประวัติลายพิมพ์นิ้วมือผู้ฟ้องคดีอีกครั้ง
โดยแจ้งด้วยว่าอำเภอสรรคบุรีตรวจสอบพบว่า ผู้ฟ้องคดี มีการกระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดชัยนาทแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว คดีหมายเลขดำที่ 43/2549 คดีหมายเลขแดงที่ 11/2549 ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2549 คดีความผิดต่อ พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490
และคำพิพากษาของศาลจังหวัดชัยนาท แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว คดีหมายเลขดำที่ 157/2550 คดีหมายเลขแดงที่ 198/2550 ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2550 คดีความผิดเกี่ยวกับเพศ
พร้อมนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีหนังสืออำเภอสรรคบุรี ที่ ชน 1518/233 ลงวันที่ 19 มกราคม 2565 ถึงสำนักงานประจำศาลเยาวชนและครอบครัว ขอคัดสำเนาคำพิพากษาและหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดรายผู้ฟ้องคดี
และมีหนังสืออำเภอสรรคบุรี ที่ ชน 1518/234 ลงวันที่ 19 มกราคม 2565 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท) ขอหารือคุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านรายผู้ฟ้องคดี (นาย ว.) ตามกรณีดังกล่าว
จากนั้น ปลัดจังหวัด ปฏิบัติราชการแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีหนังสือจังหวัดชัยนาท ที่ชน 0018/986 ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2565 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แจ้งตอบข้อหารือ โดยส่งสำเนาหนังสือกรมการปกครอง ที่ มท 0310.2/ว 5841 ลงวันที่ 24 มีนาคม 2549 และสำเนาคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 384/2559 เพื่อให้อำเภอสรรคบุรีใช้ประกอบการพิจารณาต่อไป
และต่อมา นวท. (สบ 4) พฐ.จว.ชัยนาท ได้มีหนังสือ (บันทึกข้อความ) พฐ.จว.ชัยนาท ที่ 0032.4 (ชน)/905 ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แจ้งผลตรวจสอบประวัติลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ฟ้องคดีที่ไม่พบประวัติ โดยปรากฏรายละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วยว่า
กรณีดังกล่าวเป็นการปฏิบัติตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยประมวลระเบียบการตำรวจ ไม่เกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ 32 การพิมพ์ลายนิ้วมือ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2561 ข้อ 1 1.11 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 84 วรรคหนึ่ง
จากนั้นเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2565 คณะกรรมการตรวจสอบได้ประชุมพิจารณาลงมติว่า นายวันชัย ผู้สมัครหมายเลข 1 มีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้าม ส่วนผู้ฟ้องคดี (นาย ว.) ผู้สมัครหมายเลข 2 เป็นผู้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 12 (8) แห่ง พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
เนื่องจากเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลจังหวัดชัยนาทแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 198/2550 ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2550 ระหว่าง พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชัยนาท โจทก์ กับ ผู้ฟ้องคดี จำเลย ซึ่งศาลพิพากษาว่า
จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 ให้จำคุก 1 ปี ปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี (ส่วนกรณีการกระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดชัยนาทแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว คดีหมายเลขดำที่ 43/2549 คดีหมายเลขแดงที่ 11/2549 ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2549
ศาลพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ให้จำคุก 4 เดือน 15 วัน และปรับ 1,500 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา โดยไม่ได้พิพากษาว่าเป็นอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้
กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีขาดคุณสมบัติ และมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 12 (11) แห่ง พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่พระพุทธศักราช 2557 และที่แก้ไขเพิ่มเติม)
และได้มีการจัดทำรายงานผลการตรวจสอบคุณสมบัติ (แบบ ผญ.5) เสนอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 พิจารณา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 พิจารณาแล้วเห็นชอบตามความเห็นดังกล่าวของคณะกรรมการตรวจสอบ
จึงมีประกาศอำเภอสรรคบุรี เรื่อง บัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน บ้านท่าหว้า หมู่ที่ 8 ตำบลเที่ยงแท้ (แบบ ผญ.6) ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565 เพื่อประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านตามกรณีพิพาท คือ นายวันชัย ผู้สมัครหมายเลข 1 โดยไม่ปรากฏรายชื่อของผู้ฟ้องคดี
ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีประกาศอำเภอสรรคบุรี เรื่อง ผลการเลือกผู้ใหญ่บ้าน กรณีไม่ต้องทำการเลือก (แบบ ผญ.7) ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 ให้ถือว่านายวันชัย ได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน ตามกรณีพิพาทนับแต่วันที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งแต่งตั้ง เป็นต้นไป
และมีหนังสืออำเภอสรรคบุรี ที่ ชน 0518/782 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 แจ้งผู้ฟ้องคดีว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 12 (8) แห่ง พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในการสมัครรับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านตามกรณีพิพาท พร้อมแจ้งสิทธิอุทธรณ์คำสั่งต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าว
ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือลงวันที่ 14 มีนาคม 2565 อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 พร้อมกับแนบบัญชีรายชื่อราษฎร หมู่ที่ 8 รวม 106 คน ที่ลงลายมือชื่อรับรองว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีความประพฤติดี และไม่มีความประพฤติเสื่อมเสียในทางศีลธรรมส่งไปด้วย
ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 พิจารณาแล้ว ไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี และได้มีหนังสืออำเภอสรรคบุรี ที่ ชน 0518/1137 ลงวันที่ 28 มีนาคม 2565 รายงานความเห็นพร้อมด้วยเหตุผลไปยังผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท) ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ตามกฎหมาย
จากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีหนังสือจังหวัดชัยนาท ที่ ชน 0018/3891 ลงวันที่ 26 เมษายน 2565 แจ้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ว่า จังหวัดชัยนาทพิจารณาแล้วเห็นว่าคณะกรรมการตรวจสอบ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยชอบแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงเห็นว่าอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีฟังไม่ขึ้น และวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์
ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีหนังสืออำเภอสรรคบุรี ที่ ชน 0018/1528 ลงวันที่ 29 เมษายน 2565 ถึงผู้ฟ้องคดี แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าว พร้อมกับแจ้งสิทธิการฟ้องคดีปกครองภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับทราบคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้นเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2565
ต่อมา ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นพ้องด้วย จึงอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นต่อศาลปกครองสูงสุดเป็นคดีนี้
@‘เสื่อมเสียในทางศีลธรรม’-ลักษณะต้องห้าม‘ผู้ใหญ่บ้าน’
ศาลปกครองสูงสุดได้ตรวจพิจารณากฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยแล้ว
ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี (นาย ว.)ว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (นายอำเภอสรรคบุรี) มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดี เป็นผู้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 12 (8) แห่ง พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
ในการสมัครรับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน บ้านท่าหว้า หมู่ที่ 8 ตำบลเที่ยงแท้ อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ซึ่งแจ้งผู้ฟ้องคดีทราบตามหนังสืออำเภอสรรคบุรี ที่ ชน 0518/782 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565
และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท) มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ตามหนังสือจังหวัดชัยนาท ที่ ชน 0018/3891 ลงวันที่ 26 เมษายน 2565 (ซึ่งแจ้งผู้ฟ้องคดีทราบตามหนังสืออำเภอสรรคบุรี ที่ ชน 1518/1528 ลงวันที่ 29 เมษายน 2565) เป็นการออกคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
โดยมีปัญหาที่จะต้องพิจารณาในเบื้องต้นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีเคยกระทำความผิดตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลจังหวัดชัยนาทแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว คดีหมายเลขดำที่ 157/2550 คดีหมายเลขแดงที่ 198/2550 ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2550 ซึ่งศาลพิพากษาว่า มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277
ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน จะถือเป็นผู้เสื่อมเสียในทางศีลธรรม อันเป็นผู้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 12 (8) แห่ง พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในการสมัครรับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านหรือไม่
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า …โดยที่คำว่า “เสื่อมเสียในทางศีลธรรม” ตามมาตรา 12 (8) แห่ง พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มิได้มีการบัญญัตินิยามความหมายไว้โดยเฉพาะเจาะจง และไม่ได้กำหนดองค์ประกอบว่า การกระทำหรือความประพฤติเช่นไร จึงจะเป็นผู้เสื่อมเสียในทางศีลธรรม อันเป็นลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน
ฉะนั้น การพิจารณาวินิจฉัยว่า ผู้สมัครรับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านรายใดเป็นผู้เสื่อมเสียในทางศีลธรรมหรือไม่ ย่อมเป็นดุลพินิจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (นายอำเภอสรรคบุรี) และคณะกรรมการตรวจสอบที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แต่งตั้ง ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ ในการพิจารณาตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน
ตามนัยมาตรา 13 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบข้อ 19 ข้อ 39 ข้อ 40 และข้อ 43 ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการเลือกผู้ใหญ่บ้าน พ.ศ.2551 โดยคำนึงถึงหน้าที่และอำนาจของผู้ใหญ่บ้าน พฤติกรรมของบุคคล ประกอบกับความรู้สึกนึกคิดของวิญญชนที่ประสบพบเห็นพฤติกรรมของบุคคลนั้นเป็นสำคัญ ซึ่งจะพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณีไป
เมื่อผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ปกครองบรรดาราษฎรที่อยู่ในเขตหมู่บ้านตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยทำหน้าที่ช่วยเหลือนายอำเภอในการปฏิบัติหน้าที่และเป็นหัวหน้าราษฎรในหมู่บ้านของตน
รวมถึงอำนวยความเป็นธรรมและดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยให้แก่ราษฎรในหมู่บ้าน สร้างความสมานฉันท์และความสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่บ้าน รวมทั้งส่งเสริมวัฒนธรรมและประเพณีในท้องที่ ประสานหรืออำนวยความสะดวกแก่ราษฎรในหมู่บ้านในการติดต่อหรือรับบริการกับส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
รับฟังปัญหาและนำความเดือดร้อน ทุกข์สุข และความต้องการที่จำเป็นของราษฎรในหมู่บ้าน แจ้งต่อส่วนราชการหน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การแก้ไขหรือช่วยเหลือ ให้การสนับสนุน ส่งเสริม และอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่หรือการให้บริการของส่วนราชการหน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ควบคุมดูแลราษฎรในหมู่บ้านให้ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายหรือระเบียบแบบแผนของทางราชการ โดยกระทำตนให้เป็นตัวอย่างแก่ราษฎรตามที่ทางราชการได้แนะนำ อบรมหรือชี้แจงให้ราษฎรมีความรู้ความเข้าใจในข้อราชการ กฎหมาย หรือระเบียบแบบแผนของทางราชการ ในการนี้ สามารถเรียกราษฎรมาประชุมได้ตามสมควร
แจ้งให้ราษฎรให้ความช่วยเหลือในกิจการสาธารณประโยชน์ เพื่อบำบัดปัดป้องภยันตรายสาธารณะอันมีมาโดยฉุกเฉิน รวมตลอดทั้งการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์แก่ผู้ประสบภัย จัดให้มีการประชุมราษฎรและคณะกรรมการหมู่บ้านเป็นประจำอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง ปฏิบัติตามคำสั่งของกำนัน หรือทางราชการและรายงานเหตุการณ์ที่ไม่ปกติ ซึ่งเกิดขึ้นในหมู่บ้านให้กำนันทราบ พร้อมทั้งรายงานต่อนายอำเภอด้วย
และปฏิบัติตามภารกิจหรืองานอื่นตามกฎหมายหรือระเบียบแบบแผนของทางราชการหรือตามที่กระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานอื่นของรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอมอบหมายตามมาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว ตลอดจนมีหน้าที่และอำนาจในการที่เกี่ยวด้วยความอาญาตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.เดียวกัน
ฉะนั้น ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน จึงมีความจำเป็นต้องเป็นบุคลากรที่มีประวัติ ซึ่งแสดงถึงการประพฤติตนอยู่ภายใต้กฎหมายและศีลธรรมอันดี ทั้งนี้ เพื่อสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นให้แก่ราษฎรในหมู่บ้านของตนว่าผู้ใหญ่บ้านผู้นั้น จะสามารถเป็นผู้นำชุมชนหรือหัวหน้าราษฎรที่ปกครองดูแล อำนวยความเป็นธรรม รักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยให้แก่ราษฎรในหมู่บ้านของตนได้ ตามหน้าที่และอำนาจที่กฎหมายกำหนดข้างต้น
@อ้างกระทำความผิดตอนเป็น‘ผู้เยาว์’มิอาจลบล้างผิด
และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติว่า ผู้ฟ้องคดี (นาย ว.) เคยกระทำความผิดในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศและถูกดำเนินคดีอาญาตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลจังหวัดชัยนาทแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว คดีหมายเลขดำที่ 157/2550 คดีหมายเลขแดงที่ 198/2550 ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2550
ซึ่งศาลพิพากษาว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน จนสำเร็จความใคร่หลายครั้ง โดยผู้เสียหายยินยอม ขณะกระทำผิดจำเลยมีอายุ 16 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้ถึงหนึ่ง จำคุก 2 ปี และปรับ 4,000 บาท
จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี ปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และให้คุมประพฤติจำเลยมีกำหนด 1 ปี
และก่อนคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุด ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 11/2549 ของศาลนี้ ให้จำคุก 4 เดือน 15 วัน และปรับ 1,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด 1 ปี ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยไม่มีเหตุอันสมควร เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2549
และภายในกำหนดเวลาที่ศาลรอการลงโทษดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีได้กระทำความผิดในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศดังกล่าวมาข้างต้นขึ้นอีก ซึ่งการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์คุ้มครองผู้เยาว์ ผู้เสียหาย เป็นการเฉพาะ ไม่ว่าผู้เสียหายจะยินยอมหรือไม่
และพฤติกรรมเช่นนั้นของผู้ฟ้องคดี มิอาจเป็นที่ยอมรับในสังคมว่าเป็นความประพฤติที่ดี แม้ขณะกระทำความผิด ผู้ฟ้องคดีจะมีอายุเพียง 16 ปีเศษ แต่วัยดังกล่าวถือว่าอยู่ในช่วงอายุที่พึงมีวุฒิภาวะเพียงพอที่จะแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้แล้ว เหตุดังกล่าวย่อมมิอาจลบล้างการกระทำความผิดของผู้ฟ้องคดีได้
เมื่อพิจารณาภารกิจตามหน้าที่และอำนาจของผู้ใหญ่บ้าน ประกอบกับประวัติของผู้ฟ้องคดีที่เคยกระทำความผิดตามคำพิพากษาคดีอาญาดังกล่าว ย่อมเป็นการเพียงพอที่วิญญชนจะลงความเห็นได้แล้วว่า
ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้เสื่อมเสียในทางศีลธรรม อันเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 12 (8) แห่ง พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในการสมัครรับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน
ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดี (นาย ว.) เป็นผู้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 12 (8) แห่ง พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในการสมัครรับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน บ้านท่าหว้า หมู่ที่ 8 ตำบลเที่ยงแท้ อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท
ซึ่งแจ้งผู้ฟ้องคดีทราบตามหนังสืออำเภอสรรคบุรี ที่ ชน 0518/782 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 จึงเป็นการออกคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
และเมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งดังกล่าวเป็นการออกคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ประกอบกับไม่ปรากฏว่ากระบวนการพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไม่ชอบด้วยกฎหมายในประการอื่นใด
การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีตามหนังสือจังหวัดชัยนาท ที่ ชน 0018/3891 ลงวันที่ 26 เมษายน 2565 (ซึ่งแจ้งผู้ฟ้องคดีทราบตามหนังสืออำเภอสรรคบุรี ที่ ชน 0518/1528 ลงวันที่ 29 เมษายน 2565) โดยอาศัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในการพิจารณาเช่นเดียวกัน จึงเป็นการออกคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน
อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีที่โต้แย้งความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่พิพาท จึงฟังไม่ขึ้น
@ไม่เลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม-ใช้ดุลพินิจตาม‘อำนาจ’
ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองนำความผิดของผู้ฟ้องคดีเมื่อครั้งยังเป็นผู้เยาว์ในอดีตมาพิจารณาให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายในการสมัครรับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นการวินิจฉัยให้เป็นผลร้ายต่อการกระทำความผิดของเด็กและเยาวชน ซึ่งขัดต่อหลักการคุ้มครองสิทธิเด็กและเยาวชน
และเป็นการไม่ให้โอกาสแก่เด็กและเยาวชนในการมีชีวิตและอนาคตที่ดีเมื่อเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ ทั้งที่ปัจจุบันผู้ฟ้องคดีเป็นพลเมืองดีมีความสำนึกรักบ้านเกิด และต้องการทำความดีเพื่อพัฒนาสังคม และประเทศชาติต่อไป นั้น
เห็นว่า ด้วยหน้าที่และอำนาจของตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านซึ่งต้องดูแลรับผิดชอบภารกิจหลายประการที่เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ราษฎรในหมู่บ้านของตนเป็นสำคัญ กฎหมายจึงกำหนดรายละเอียดหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกบุคคลผู้ที่จะได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน ดังปรากฏตาม พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน เพื่อคัดกรองตัวบุคคลตั้งแต่ในชั้นแรก และกำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเพื่อทำหน้าที่ในการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่ ประกอบกับกฎหมายว่าด้วยการเลือกผู้ใหญ่บ้าน
ซึ่งตามกรณีพิพาทคณะกรรมการตรวจสอบได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านทุกรายตามที่กำหนดไว้ในข้อ 19 ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการเลือกผู้ใหญ่บ้าน พ.ศ.2551 อย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน โดยมิได้เลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมแก่ผู้ฟ้องคดี และเพื่อประโยชน์ในทางราชการ
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยคณะกรรมการตรวจสอบ จำต้องพิจารณารายละเอียดอย่างรอบด้านตามที่กฎหมายกำหนด จึงนำประวัติการกระทำความผิดของผู้ฟ้องคดีตามที่ผู้ฟ้องคดีได้ให้ข้อเท็จจริง และสำเนาคำพิพากษาคดีอาญาที่เกี่ยวข้องซึ่งได้รับความอนุเคราะห์จากสำนักงานประจำศาลเยาวชนและครอบครัวมาประกอบการพิจารณาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านตามกรณีพิพาท
โดยได้มีการหารือเกี่ยวกับคุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านกรณีดังกล่าวกับจังหวัดชัยนาท แล้วจึงทำการพิจารณาลงมติตามรายงานการประชุมของคณะกรรมการตรวจสอบ ลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2565 ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 12 (8) แห่ง พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 และที่แก้ไขเพิ่มเติม อันเป็นการใช้ดุลพินิจพิจารณาตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้
ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สาธารณะ และเป็นหลักประกันของราษฎรในหมู่บ้านทุกเพศทุกวัยซึ่งสมควร ที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครองสิทธิในการเลือกผู้นำของตนที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านมาแล้วชั้นหนึ่ง
และผู้ฟ้องคดีในฐานะพลเมืองที่ดีย่อมสามารถทำคุณประโยชน์ต่อบ้านเกิดของตน สังคม และประเทศชาติได้ในหลากหลายด้าน โดยมีจำกัดว่าจะต้องเป็นผู้ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านเท่านั้นจึงจะกระทำได้
ดังนั้น กรณีจึงมิอาจรับฟังได้ว่า การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ตามกรณีพิพาทเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักการคุ้มครองสิทธิเด็กและเยาวชน และเป็นการไม่ให้โอกาสแก่เด็กและเยาวชนในการมีชีวิตและอนาคตที่ดีเมื่อเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ ทั้งที่ปัจจุบันผู้ฟ้องคดีเป็นพลเมืองดี มีความสำนึกรักบ้านเกิด และต้องการทำความดีเพื่อพัฒนาสังคมและประเทศชาติต่อไปตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง
สำหรับกรณีที่ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ขอให้ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วน และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายในการสมัครรับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านในคดีนี้ นั้น
เป็นข้อที่ผู้ฟ้องคดีมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลปกครองชั้นต้น และไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือปัญหาเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ ที่ผู้ฟ้องคดีจะยกปัญหาข้อนั้นขึ้นกล่าวในคำอุทธรณ์ได้ ทั้งนี้ ตามข้อ 101 วรรคสอง แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2553 ศาลปกครองสูงสุด จึงไม่อาจวินิจฉัยให้ได้
การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย
พิพากษายืน

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา