
“…ถ้อยคำและคำเบิกความของนางสุขสมรวยดังกล่าว มีลักษณะกลับไปกลับมา ไม่อยู่กับร่องกับรอย เพื่อปกปิดข้อเท็จจริงบางประการ เช่นเดียวกับข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรับรู้ระหว่างนางสุขสมรวยและจำเลยที่ 1 เท่านั้น ไม่อาจรับฟังเป็นความจริงไปในทางใดทางหนึ่งได้…”
.......................................
เมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา ศาลฎีกา เผยแพร่ คำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ ในคดีหมายเลขดำที่ อม อธ 5/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อท อธ 5/2569 ซึ่งเป็นคดีที่ อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ฟ้อง นายวิฑูรย์ นามบุตร อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กับพวก (นายวิฑูรย์ นามบุตร จำเลย 1 ,นายกิตติศักดิ์ มุธสิทธิ์ จำเลยที่ 2 ,นางอาทิตยา แสวงสายหรือศรีสะอาด จำเลยที่ 3 ,นายธีระวัฒน์ ศรีสะอาด จำเลยที่ 4 และนางพิกุล นามบุตรหรือแสวงสาย จำเลยที่ 5)
เรื่อง ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ในคดีกล่าวหาว่า นายวิฑูรย์ (จำเลยที่ 1) เรียกรับเงินจาก นางสุขสมรวย วันทนียกุล อดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) จำนวน 30 ล้านบาท
โดยอ้างว่าเพื่อเป็นค่าตอบแทนให้กับ นายวิฑูรย์ (จำเลยที่ 1) ในฐานะ สส. และกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2556 และ พ.ศ.2557 ซึ่งสามารถจัดสรรงานโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคของหน่วยงานของรัฐมาให้ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ล.พานิช เขื่องในก่อสร้าง ซึ่งเป็นกิจการของนายวิฑูรย์ (จำเลยที่ 1)
จากนั้นจะแบ่งงานโครงการก่อสร้างให้นางสุขสมรวย มาร่วมดำเนินงาน เป็นเหตุให้นางสุขสมรวย หลงเชื่อและจ่ายเงินให้แก่ นายวิฑูรย์ (จำเลยที่ 1) ในช่วงระหว่างเดือน มิ.ย.2556 ถึงเดือน พ.ค.2557 ต่อเนื่องกันหลายครั้ง รวม 29,600,000 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดของ นายวิฑูรย์ (จำเลยที่ 1) โดยเป็นผู้รับเงินดังกล่าวเข้าบัญชีธนาคารไว้แทนนายวิฑูรย์ (จำเลยที่ 1)
คดีนี้ องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับ นายวิฑูรย์ จำเลยที่ 1 ในความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1
โดย องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนไม่อาจรับฟังได้ว่า นายวิฑูรย์ จำเลยที่ 1 เรียกรับเงินจากนางสุขสมรวย 30,000,000 บาท โดยอ้างว่า นายวิฑูรย์ จำเลยที่ 1 ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2557 สามารถวิ่งเต้นผลักดันจัดสรรงบประมาณโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคของหน่วยงานรัฐ ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของ นายวิฑูรย์ จำเลยที่ 1 ได้ แล้ว
นายวิฑูรย์ จำเลยที่ 1 จะแบ่งงานโครงการก่อสร้างดังกล่าวให้แก่นางสุขสมรวย เป็นเหตุให้นางสุขสมรวยจ่ายเงินเพื่อเข้าร่วมลงทุนและเป็นค่าใช้จ่ายให้แก่ นายวิฑูรย์ จำเลยที่ 1 ตามวิธีที่ นายวิฑูรย์ จำเลยที่ 1 แจ้งหลายครั้ง ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2556 ถึงเดือนพฤษภาคม 2557 รวมเป็นเงิน 29,600,000 บาท
อันเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 1271
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงขอนำเสนอรายละเอียด 'คำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์' ของ ‘องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์’ ศาลฎีกา ในคดีนี้ (คดีหมายเลขดำที่ อม อธ 5/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อท อธ 5/2569) ดังนี้
@ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดอาญา‘วิฑูรย์’เรียกทรัพย์สิน-ใช้อำนาจมิชอบ
องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า
เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 จำเลยที่ 1 (นายวิฑูรย์ นามบุตร) ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ มีอำนาจหน้าที่ในการตรากฎหมาย ควบคุมการบริหารงานราชการแผ่นดินของรัฐบาล และพิจารณาให้ความเห็นชอบในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ รวมทั้งเรื่องสำคัญต่างๆ ในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
และได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2556 และ พ.ศ.2557 มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบโครงการ แผนงาน และงบประมาณที่แต่ละหน่วยงานขอรับจัดสรร รวมทั้งพิจารณาแปรญัตติเพื่อปรับลดหรือตัดทอนงบประมาณรายจ่ายที่แต่ละหน่วยงานเสนอขอความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ต่อมาวันที่ 8 ธันวาคม 2556 จำเลยที่ 1 ลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำเลยที่ 2 (นายกิตติศักดิ์ มุธสิทธิ์) เป็นญาติของจำเลยที่ 1 โดยนางระเบียบ เกลียวทอง ป้าของจำเลยที่ 2 สมรสกับนายอุทัย นามบุตร พี่ชายของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ล.พานิชเขื่องในก่อสร้าง ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2554 จนถึงปัจจุบันตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.38 หน้า 707 ถึงหน้า 710
จำเลยที่ 3 (นางอาทิตยา แสวงสายหรือศรีสะอาด) เป็นบุตรของจำเลยที่ 5 (นางพิกุล นามบุตรหรือแสวงสาย) กับนายสมเดช แสวงสาย จำเลยที่ 4 (นายธีระวัฒน์ ศรีสะอาด) เป็นสามีของจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 5 เป็นน้องสาวของจำเลยที่ 1
เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2556 นายวิทวัฒน์ วันทนียกุล โอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่ XXX-X-XXXXX-X เข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสังขละ ชื่อบัญชี TAY DIT, PO DIT จำนวน 1,000,000 บาท ตามรายละเอียดการทำรายการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ และรายการเดินบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เอกสารหมาย จ.50 ถึง จ.53 หน้า 845 ถึงหน้า 848
เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2556 นางสาวกัลยรัตน์ ชุมนุม โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่ XXX-X-XXXXX-X สาขาถนนชยางกูร อุบลราชธานี ของจำเลยที่ 3 จำนวน 1,500,000 บาท และบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่ XXX-X-XXXXX-X สาขาสุนีย์ทาวเวอร์ ของจำเลยที่ 4 จำนวน 1,500,000 บาท
ในวันเดียวกันจำเลยที่ 3 และที่ 4 โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่ XXX-X-XXXXX-X สาขาถนนชยางกูร อุบลราชธานี ของจำเลยที่ 5 จำนวน 500,000 บาท และ 999,999 บาท ตามลำดับ
และจำเลยที่ 3 โอนเงินเข้าบัญชีเลขที่ XXXX-XXXX-XXXX-XXXX จำนวน 100,000 บาท เข้าบัญชีเลขที่ XXXX-XXXX-XXXX-XXXX จำนวน 100,000 บาท และเข้าบัญชีเลขที่ XXXX-XXXX-XXXX-XXXX จำนวน 100,000 บาท ซึ่งไม่ปรากฏชื่อและชื่อสกุลผู้รับโอน
ต่อมาวันที่ 19 กันยายน 2556 จำเลยที่ 3 และที่ 4 โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่ XXX-X-XXXXX-X สาขาถนนชยางกูร อุบลราชธานี ของจำเลยที่ 5 จำนวน 600,000 บาท และ 500,000 บาท ตามลำดับตามใบคำขอโอนเงิน รายละเอียดการทำรายการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ และรายการเดินบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เอกสารหมาย จ.54 ถึง จ.59 หน้า 849 ถึงหน้า 554
เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2556 นายกรณ์กฤตหรือกรณ์ สาริยา โอนเงินจากบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่ XXX-X-XXXXX-X สาขาถนนงามวงศ์วาน ชื่อบัญชีนางพะเยาว์ พรมใจ จำนวน 2,000,000 บาท ตามใบแจ้งเข้าบัญชีการโอนเงินผ่านระบบบาทเนต และรายการเดินบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เอกสารหมาย จ.60 หน้า 855 และ จ.61 หน้า 856
เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2557 นายวิทวัฒน์ โอนเงินจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่ XXX-X-XXXXX-X สาขายิ่งเจริญปาร์ค ของนางสาวประภาศรี กระโท จำนวน 1,000,850 บาท
และวันที่ 10 เมษายน 2557 นางสาวประภาศรี มอบฉันทะให้นายสุริยา พูลจิต ถอนเงินสด 1,590,457 บาท ออกจากบัญชีเงินฝากตามรายการเดินบัญชี และใบถอนเงินพร้อมใบมอบฉันทะเอกสารหมาย จ.62 หน้า 857 และ จ.63 หน้า 858
เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2557 นายวิวัฒน์ วันทนียกุล โอนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่ XXX-X-XXXXX-X สาขาบิ๊กซี ดอนเมือง (สะพานใหม่) ชื่อบัญชีนางสาวสุคนธ์ธา หอมจันทร์ จำนวน 1,000,000 บาท ตามใบคำขอโอนเงิน และรายการเดินบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เอกสารหมาย จ.64 หน้า 859 และ จ.65 หน้า 860
วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 นางสุขสมรวย (วันทนียกุล) โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขากิ่งเพชร ชื่อบัญชีนางสำเภา ตรงใจอนันต์ จำนวน 1,100,000 บาท ตามใบคำขอโอนเงิน และรายการเดินบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เอกสารหมาย จ.66 หน้า 861 และ จ.67 หน้า 862
วันที่ 3 และวันที่ 5 พฤษภาคม 2560 นางสุขสมรวย ยื่นหนังสือต่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1 วันที่ 5 มิถุนายน 2560 กรมสอบสวนคดีพิเศษส่งหนังสือถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ตามหนังสือส่งเรื่องมาเพื่อพิจารณาดำเนินการเอกสารหมาย จ.154 หน้า 1412 ถึงหน้า 1433
วันที่ 20 สิงหาคม 2561 นางสุขสมรวย มีหนังสือถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเพื่อขอถอนคำร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1 เจรจาขอชดใช้ค่าเสียหาย และได้รับการบรรเทาผลร้ายจนเป็นที่พอใจแล้ว ตามหนังสือขอถอนคำร้องทุกข์กล่าวโทษ และหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงเอกสารหมาย จ.152 และ จ.153 หน้า 1401 ถึงหน้า 1411
วันที่ 7 ธันวาคม 2564 ประธานกรรมการไต่สวนมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งห้าไปรับทราบข้อกล่าวหา ต่อมาวันที่ 27 ธันวาคม 2564 ประธานกรรมการไต่สวนมีหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยทั้งห้าตามหนังสือเอกสารหมาย จ.133 หน้า 1273 ถึงหน้า 1282 และ จ.134 หน้า 1283 ถึงหน้า 1292
จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ฉบับลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2565 จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 มีหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ฉบับลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 ตามหนังสือเอกสารหมาย จ.147 ถึง จ.151 หน้า 1372 ถึงหน้า 1400
คณะกรรมการไต่สวนมีมติว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 กับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172
จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ประกอบมาตรา 46 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 กับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ตามสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงเอกสารหมาย จ.155 หน้า 1434 ถึงหน้า 1571
ต่อมาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีมติเสียงข้างมากว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149
และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ซึ่งปัจจุบันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172
ส่วนการกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นผู้สนับสนุนสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ประกอบมาตรา 86
และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1
ซึ่งปัจจุบันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ตามคำวินิจฉัยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ครั้งที่ 77/2565 วันที่ 12 กรกฎาคม 2565 เอกสารหมาย จ.156 หน้า 1572 ถึงหน้า 1576
@ตีตกข้อกล่าวหา‘วิฑูรย์’ใช้ตำแหน่ง‘สส.-กมธ.วิสามัญฯ’โดยมิชอบ
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ (อัยการสูงสุด) มีว่า จำเลยที่ 1 (นายวิฑูรย์ นามบุตร) กระทำความผิดฐานเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้น จะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นผู้สนับสนุนหรือไม่
โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เรียกรับเงินจากนางสุขสมรวย วันทนียกุล 30,000,000 บาท
โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2557 สามารถจัดสรรงบประมาณโครงการก่อสร้างของหน่วยงานรัฐ ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้ และจะแบ่งงานโครงการก่อสร้างให้ เป็นเหตุให้นางสุขสมรวย จ่ายเงินเพื่อร่วมลงทุนให้แก่จำเลยที่ 1 ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2556 ถึงเดือนกรกฎาคม 2557 หลายครั้ง รวม 29,300,000 บาท
การที่จำเลยที่ 1 อาศัยโอกาสที่ตนมีอำนาจหน้าที่ไปเรียกรับเงินและเสนอผลตอบแทนให้แก่นางสุขสมรวย นั้น จึงเป็นการหาประโยชน์โดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
ถือได้ว่าเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณของจำเลยที่ 1 เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่นางสุขสมรวย และเป็นการกระทำโดยทุจริต อันเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149
องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์เสียงข้างมาก เห็นว่า การดำเนินคดีระบบไต่สวนของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ศาลต้องพิจารณาค้นหาความจริง และเป็นหน้าที่ของศาลต้องตรวจคำฟ้องของโจทก์ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เสียก่อน
เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องระบุถึงพฤติการณ์ที่กล่าวหาจำเลยทั้งห้าว่า จำเลยที่ 1 เรียกรับเงินจากนางสุขสมรวย 30,000,000 บาท เพื่อเป็นการตอบแทนจำเลยที่ 1
สำหรับการแบ่งโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย และห้างหุ้นส่วนจำกัด ล.พานิชเขื่องในก่อสร้าง ซึ่งเป็นกิจการของจำเลยที่ 1 ให้นางสุขสมรวยเข้าร่วมดำเนินงานโครงการก่อสร้างตามโควตาที่จำเลยที่ 1 ได้รับจากทางราชการ
โดยอาศัยอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2556 และ พ.ศ.2557 อันเป็นการกระทำใดๆ ในลักษณะเพื่อใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ
ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องดังกล่าว ได้ระบุถึงความมุ่งหมายในการเรียกรับเงินไว้ว่า เพื่อเป็นการตอบแทนจำเลยที่ 1 ที่จะกระทำการแบ่งโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคให้นางสุขสมรวย เข้าร่วมดำเนินงาน โดยอาศัยอำนาจหน้าที่ในตำแหน่งของจำเลยที่ 1 อีกทั้งตอนท้ายของคำฟ้องยังสรุปการกระทำของจำเลยที่ 1 ว่าเป็นการกระทำใดๆ ในลักษณะเพื่อใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ
ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์ จึงได้ระบุถึงเจตนาพิเศษของจำเลยที่ 1 อันเป็นองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 149 แล้ว
ส่วนการกระทำของจำเลยที่ 1 จะเป็นความผิดตามมาตรา 149 หรือไม่ นั้น
องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์มีมติเอกฉันท์ เห็นว่า การเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเอง หรือผู้อื่นโดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 นั้น
จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่า เจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล ผู้นั้นมีอำนาจหน้าที่โดยตรง ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้หรือได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่นั้นๆ หากการกระทำหรือไม่กระทำการอย่างใดดังกล่าว ไม่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่โดยตรงในตำแหน่งแล้ว ย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรานี้
โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2556 และ พ.ศ.2557 มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ
และสามารถตรวจสอบโครงการ แผนงาน รวมทั้งพิจารณาแปรญัตติเพื่อปรับลดหรือตัดทอนงบประมาณรายจ่ายที่แต่ละหน่วยงานเสนอขอความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ทั้งนี้ เมื่อร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณผ่านการพิจารณาเห็นชอบและมีผลใช้บังคับแล้ว หน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณจะต้องดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ในตำแหน่งของจำเลยที่ 1
ส่วนงานโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด ล.พานิชเมืองในก่อสร้าง ได้รับงานโครงการก่อสร้างดังกล่าวแล้ว จะนำมาแบ่งให้นางสุขสมรวยเข้าร่วมดำเนินงานนั้น กิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ล.พานิชเขื่องในก่อสร้าง ไม่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ในตำแหน่งของจำเลยที่ 1
อีกทั้งการที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ล.พานิชเขื่องในก่อสร้าง จะได้รับงานโครงการก่อสร้างหรือไม่นั้น ยังต้องผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างกับหน่วยงานของรัฐ ซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ได้ใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่ง เพื่อทำให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ล.พานิชเขื่องในก่อสร้าง ได้เข้าทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างกับหน่วยงานของรัฐ
ข้อเท็จจริง จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำการใดๆ อันเกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่โดยตรงในตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 ย่อมไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149
ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดตามมาตรา 149 นั้น องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยในผล
เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 แล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงไม่เป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ประกอบมาตรา 86 องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
@‘องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์’ยกฟ้อง‘วิฑูรย์’คดีเรียกรับเงิน 30 ล้าน
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 (นายวิฑูรย์ นามบุตร) มีว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 หรือไม่
จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้เรียกรับเงินจากนางสุขสมรวย และพยานหลักฐานของโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิด
โดยนางสุขสมรวยเบิกความต่อศาลว่า นายสมเดช น้องเขยของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ชักชวนให้เข้าร่วมลงทุนกับห้างหุ้นส่วนจำกัด ล.พานิชเขื่องในก่อสร้าง และเรียกรับเงินจากนางสุขสมรวย ซึ่งนางสุขสมรวยจ่ายเงินให้แก่นายสมเดช ตามวิธีที่นายสมเดชแจ้ง โดยอ้างชื่อของจำเลยที่ในการเรียกรับเงินดังกล่าว
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยว่า นางสุขสมรวยให้ถ้อยคำต่อพนักงานไต่สวนของ ป.ป.ช.ครั้งแรก เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2560 ภายหลังยื่นหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 เพียง 2 เดือนเศษ โดยยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้เรียกรับเงิน และแจ้งให้จ่ายเงินด้วยวิธีต่างๆ
ต่อมาเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2561 นางสุขสมรวยให้ถ้อยคำต่อพนักงานไต่สวนของ ป.ป.ช. อีกครั้ง โดยยังคงยืนยันข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับที่ให้ถ้อยคำในครั้งแรก
ส่วนที่นางสุขสมรวยเบิกความต่อศาลว่า นายสมเดช เป็นผู้ชักชวน และเรียกรับเงินจากนางสุขสมรวย โดยอ้างชื่อของจำเลยที่ 1 นั้น เป็นการกล่าวอ้างภายหลังจากที่สามารถเจรจาตกลงกับจำเลยที่ 1 ได้ และนางสุขสมรวยยื่นหนังสือขอถอนคำร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลยที่ 1 แล้ว
คำเบิกความของนางสุขสำรวย มีลักษณะบ่ายเบี่ยงข้อเท็จจริง เพื่อให้สมกับข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยที่ 1 เพื่อช่วยเหลือให้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับโทษ จึงเป็นพิรุธ ปราศจากความน่าเชื่อถือ ถ้อยคำของนางสุขสมรวยที่เคยให้ไว้ต่อพนักงานไต่สวนของ ป.ป.ช. มีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งกว่าคำเบิกความต่อศาล
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้เรียกรับเงินจากนางสุขสมรวย โดยอาศัยอำนาจหน้าที่ในตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2557 แล้วจะแบ่งงานโครงการก่อสร้างให้แก่นางสุขสมรวย เป็นเหตุให้นางสุขสมรวยจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 หลายครั้ง รวม 29,600,000 บาท
องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์เสียงข้างมาก เห็นว่า ถ้อยคำของนางสุขสมรวย ที่ให้ไว้ต่อพนักงานไต่สวนของ ป.ป.ช. ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยว่า มีน้ำหนักน่าเชื่อถือเป็นความจริง ยิ่งกว่าคำเบิกความต่อศาลของนางสุขสมรวย นั้น
ยังได้ความจากที่นางสุขสมรวยให้ถ้อยคำและเบิกความด้วยว่า นางสุขสมรวย เคยช่วยเหลืองานการเมืองแก่จำเลยที่ 1 ในเขตพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ อีกทั้งยังให้ความเคารพนับถือ เชื่อใจและไว้วางใจต่อจำเลยที่ 1 ตลอดมา นางสุขสมรวยเคย เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์
และเมื่อประมาณปี 2555 จำเลยที่ 1 เคยยืมเงินจากนางสุขสมรวยประมาณ 17,000,000 บาท เพื่อนำไปช่วยเหลือนายไพศาล จันทวารา ผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งลงสมัครรับเลือกตั้งในจังหวัดอำนาจเจริญ เหตุที่ให้ยืมเงินไป เนื่องจากชื่นชอบพรรคประชาธิปัตย์เป็นการส่วนตัว จำเลยที่ 1 ชำระเงินคืนครบถ้วนแล้ว
นอกจากนี้ ข้อกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 เรียกรับเงินจากนางสุขสมรวยในคดีนี้ เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2556 นางสุขสมรวยทยอยส่งมอบเงินและโอนเงินให้แก่จำเลยที่ 1 หลายครั้ง จนถึงครั้งสุดท้ายในวันที่ 16 พฤษภาคม 2557 รวมเป็นเงิน 29,600,000 บาท
นางสุขสมรวยสอบถามจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับเงินที่จ่ายไปเรื่อยมา แต่จำเลยที่ 1 บอกให้รอ จนกระทั่งประมาณต้นปี 2560 นางสุขสมรวยโทรศัพท์ไปทวงถามเรื่องเงินที่จ่ายไป จำเลยที่ 1 แจ้งว่า ไม่อยากคุยเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวแล้ว นางสุขสมรวย จึงไปยื่นหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลยที่ 1 ต่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 และร้องขอความเป็นธรรมต่อพรรคประชาธิปัตย์
จนนำไปสู่การทำหนังสือขอถอนคำร้องทุกข์กล่าวโทษ ฉบับลงวันที่ 20 สิงหาคม 2561 โดยอ้างเหตุว่า นางสุขสมรวยตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดสรรงบประมาณจำนวนมากตามที่กล่าวอ้าง ซึ่งเป็นการปกปิดข้อเท็จจริง เพื่อต้องการระดมทุนจากนางสุขสมรวย และชดใช้ค่าเสียหายโดยการโอนที่ดินให้แก่นางสุขสมรวยจนเป็นที่พอใจแล้ว
ดังนั้น พฤติการณ์ของนางสุขสมรวยและจำเลยที่ 1 ตามที่ได้ความดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกัน โดยเฉพาะในเรื่องทางการเมือง ซึ่งนางสุขสมรวยให้ถ้อยคำว่าจำเลยที่ 1 เคยยืมเงินจำนวนมากถึงประมาณ 17,000,000 บาท เพื่อนำไปใช้ในทางการเมืองตั้งแต่ปี 2554 มาก่อน
ถ้อยคำและคำเบิกความของนางสุขสมรวยดังกล่าว มีลักษณะกลับไปกลับมา ไม่อยู่กับร่องกับรอย เพื่อปกปิดข้อเท็จจริงบางประการ เช่นเดียวกับข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรับรู้ระหว่างนางสุขสมรวยและจำเลยที่ 1 เท่านั้น ไม่อาจรับฟังเป็นความจริงไปในทางใดทางหนึ่งได้
ประกอบกับพฤติการณ์ ที่นางสุขสมรวยปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปถึง 3 ปี นับแต่วันที่โอนเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2557 จนถึงวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 นางสุขสมรวยจึงมีหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลยที่ 1 ต่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และร้องขอความเป็นธรรมต่อพรรคประชาธิปัตย์
จนกระทั่งมีหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ขอถอนคำร้องทุกข์กล่าวโทษเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2561
อีกทั้งนางสุขสมรวยยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินในตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2562 ระบุรายการเงินให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเมื่อปี 2557 ถึงปี 2560 เป็นเงิน 30,000,000 บาท
นอกจากนี้ นางสุขสำรวย ให้ถ้อยคำว่า เมื่อปี 2554 นายเสรี สายสีแก้ว เจ้าของกิจการห้างหุ้นส่วนจำกัดสายสีแก้ว เคยจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อขอรับงานโครงการก่อสร้างมาทำ ซึ่งจำเลยที่ 1 สามารถจัดหาโครงการก่อสร้างให้แก่นายเสรีตามที่ตกลงกันได้
แต่นายเสรีกลับให้ถ้อยคำต่อพนักงานไต่สวนของ ป.ป.ช. และเบิกความต่อศาลว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดสายสีแก้ว ไม่เคยร่วมลงทุนหรือจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อรับงานโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคของหน่วยงานรัฐมาทำแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงที่ได้ความจากถ้อยคำและคำเบิกความของนางสุขสมรวยเพียงปากเดียว จึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟัง
ส่วนพยานโจทก์ที่ทำหน้าที่ส่งมอบหรือโอนเงินตามคำสั่งของนางสุขสมรวยนั้น ล้วนเป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนางสุขสมรวย ไม่มีส่วนรู้เห็นในขณะที่จำเลยที่ 1 เรียกรับเงินจากนางสุขสมรวย คงเป็นเพียงพยานบอกเล่า ซึ่งถ้อยคำและคำเบิกความดังกล่าวมีน้ำหนักน้อย
ดังนั้น ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนจึงไม่อาจรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เรียกรับเงินจากนางสุขสมรวย 30,000,000 บาท โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2557
สามารถวิ่งเต้นผลักดันจัดสรรงบประมาณโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคของหน่วยงานรัฐซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้ แล้วจำเลยที่ 1 จะแบ่งงานโครงการก่อสร้างดังกล่าวให้แก่นางสุขสมรวย เป็นเหตุให้นางสุขสมรวยจ่ายเงินเพื่อเข้าร่วมลงทุนและเป็นค่าใช้จ่ายให้แก่จำเลยที่ 1 ตามวิธีที่จำเลยที่ 1 แจ้งหลายครั้ง ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2556 ถึงเดือนพฤษภาคม 2557 รวมเป็นเงิน 29,600,000 บาท
อันเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 1271
ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 (นายวิฑูรย์ นามบุตร) เป็นความผิดตามมาตรา 123/1 มานั้น องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์เสียงข้างมากไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น
ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยที่ 1 ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
อนึ่ง ก่อนหน้านี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิจารณาแล้ว มีคำพิพากษาในคดีนี้ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมาก ให้ลงโทษจำคุก 3 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ต่อมา โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา