
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ประเด็นการปนเปื้อนของสารหนูและโลหะหนักในแม่น้ำกก กลายเป็นหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สังคมไทยจับตามากที่สุด หลังผลตรวจสอบคุณภาพน้ำของหน่วยงานภาครัฐและการติดตามของภาคประชาชนต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ต้นตอของปัญหาอาจเชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองแร่ในพื้นที่รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งมีลำน้ำหลายสายไหลเชื่อมต่อมายังลุ่มน้ำกกและลุ่มน้ำโขง
แต่ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้ตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษ คำถามหนึ่งที่แทบไม่เคยถูกพูดถึงคือ แร่ที่ถูกขุดขึ้นจากพื้นที่เหล่านั้นถูกส่งต่อไปยังใคร และประเทศไทยมีบทบาทอะไรในห่วงโซ่อุปทานนี้ นอกเหนือจากการเป็น "ผู้รับผลกระทบ" ปลายน้ำ
จากการสืบค้นข้อมูลนิติบุคคลควบคู่กับข้อมูลเชิงลึกที่ได้รับจาก แหล่งข่าวระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการตรวจสอบ พบว่า มีบริษัทและห้างหุ้นส่วนจำกัดอย่างน้อย 20 ราย ที่มีความเชื่อมโยงกับเส้นทางการค้าแร่จากฝั่งเมียนมาเข้าสู่ประเทศไทย และหลายรายไม่ได้เป็นเพียง "ทางผ่าน" แต่มีบทบาทลึกซึ้งกว่านั้น

เปิดชื่อ 20 บริษัท: จุดรวมตัวชายแดนไทย
จากการรวบรวมข้อมูลนิติบุคคลทั้ง 20 ราย ผ่านฐานข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่านิติบุคคลจำนวนมากกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา โดยเฉพาะจังหวัดตาก เช่น อำเภอแม่สอด อำเภอพบพระ และเรายังพบนิติบุคคลใน อำเภอแม่สะเรียงและอำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน รวมถึงพื้นที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
เฉพาะ จังหวัดตาก พบอย่างน้อย 6 นิติบุคคลที่มีที่ตั้งอยู่ในพื้นที่สำคัญด้านการค้าชายแดน ไม่ว่าจะเป็นตำบลท่าสายลวด ตำบลแม่ปะ หรืออำเภอพบพระ ส่วนที่เหลือกระจายอยู่ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนและเชียงราย
จากการตรวจสอบพบว่า 4 แห่งจดทะเบียนอยู่ในกรุงเทพมหานคร ขณะที่บางบริษัทมีผู้ถือหุ้นสัญชาติจีนและเมียนมาร่วมถือหุ้นหรือร่วมเป็นหุ้นส่วนอยู่ด้วย
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ตรวจสอบได้ในขณะนี้ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่านิติบุคคลเหล่านี้เชื่อมโยงกันในลักษณะเครือข่ายเดียวกันหรือไม่ สิ่งที่พบในขณะนี้เป็นเพียงข้อสังเกตเบื้องต้นเกี่ยวกับการกระจุกตัวของธุรกิจในพื้นที่ชายแดน และการปรากฏตัวของผู้ถือหุ้นต่างชาติในบางนิติบุคคลเท่านั้น
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า บริษัทเหล่านี้มีบทบาทอย่างไรในห่วงโซ่อุปทานแร่ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเข้าแร่จากเมียนมามากน้อยเพียงใด

แร่หายากคืออะไร ทำไมต้องผ่านไทย
เพื่อคลี่คลายคำถามข้างต้น ผู้สื่อข่าวได้สัมภาษณ์แหล่งข่าวแหล่งข่าวระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการตรวจสอบที่ติดตามประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด โดยแหล่งข่าวอธิบายว่า แร่ที่ไหลผ่านประเทศไทยจากเมียนมาส่วนใหญ่เป็น "แร่สำคัญ" หรือ Critical Minerals ได้แก่ พลวง แมงกานีส ตะกั่ว ทองแดง ทังสเตน และดีบุก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญใน 3 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ การผลิตแบตเตอรี่และเทคโนโลยีพลังงานสะอาดเพื่อทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล การผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น โทรศัพท์มือถือและจอโทรทัศน์ และการผลิตยุทโธปกรณ์ทางทหาร โดยเฉพาะแร่พลวงที่ใช้ในการผลิตหัวกระสุน
แหล่งข่าวระบุว่า มีบริษัทไทยอย่างน้อยหนึ่งแห่งที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย เป็นบริษัทร่วมทุนไทย-จีน และไทย-เมียนมา ทำหน้าที่นำเข้าแร่เหล่านี้ผ่านด่านชายแดนหลายจุด ได้แก่ ด่านเชียงแสน ด่านแม่สาย ด่านแม่สอด ด่านแม่ฮ่องสอน ด่านแม่สะเรียง ด่านสังขละบุรี ด่านประจวบคีรีขันธ์ และด่านระนอง ก่อนรวบรวมและส่งต่อไปยังประเทศจีนผ่านท่าเรือแหลมฉบัง
เหตุใดแร่จากเมียนมาต้องนำเข้าผ่านไทยก่อน แทนที่จะขนส่งตรงไปจีน แหล่งข่าวให้เหตุผล 3 ประการ คือ หนึ่ง เหมืองแร่กระจายตัวตามแนวชายแดนไทย-เมียนมาระยะทางกว่า 2,400 กิโลเมตร ตั้งแต่จังหวัดเชียงรายจนถึงระนอง สอง ไทยมีระบบศุลกากรและความสัมพันธ์ทางการค้าที่มั่นคง โดยบริษัทนำเข้าแร่หลายแห่งเป็นบริษัท Shipping ที่มีประสบการณ์นำเข้า-ส่งออกมายาวนาน และสาม ไทยมีระบบโลจิสติกส์ที่ดีกว่าเส้นทางขนส่งตรงจากชายแดนไทย-เมียนมาไปจีนผ่านฝั่งพม่า ซึ่งถนนแคบและยังมีการสู้รบในหลายพื้นที่ ทำให้การขนส่งผ่านไทยปลอดภัยและรวดเร็วกว่า
ไม่ใช่แค่ทางผ่าน: เมื่อบริษัทไทยเข้าไปทำเหมืองเอง
ประเด็นที่แหล่งข่าวย้ำเป็นพิเศษคือ บทบาทของบริษัทไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเป็นทางผ่านของแร่เท่านั้น จากการสืบค้นข้อมูลเชิงลึกพบว่า มีบริษัทไทยหลายแห่งเข้าไปทำเหมืองแร่ในเมียนมาโดยตรงและโดยอ้อม ผ่านโครงสร้างการถือหุ้นแบบ nominee โดยอาศัยความสัมพันธ์กับกองกำลังทหารทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการในพื้นที่ที่ควบคุมแหล่งเหมือง
แหล่งข่าวระบุด้วยว่า มีข้อมูลที่บ่งชี้ว่าบางบริษัทเป็นญาติของฝ่ายทหารไทยที่ควบคุมพื้นที่ชายแดน ซึ่งความสัมพันธ์เชิงเครือญาตินี้เอื้อประโยชน์ในการขนส่งแร่ นอกจากนี้ยังมีการส่งออกวัสดุอุปกรณ์ เครื่องจักร และสารเคมี ไปยังฝั่งเมียนมาผ่านด่านชายแดนต่างๆ เพื่อใช้ในการทำเหมือง โดยเฉพาะเหมืองแร่พลวง ซึ่งพบว่ามีบางหน่วยงานในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับกิจการดังกล่าว
"เราเป็นทางผ่านของแร่ ในขณะเดียวกันเราก็เข้าไปทำแร่ด้วย" แหล่งข่าวกล่าว พร้อมตั้งคำถามว่า ท่ามกลางการกล่าวโทษกองกำลังชาติพันธุ์ กองกำลังว้า หรือฝั่งจีนและเมียนมาว่าเป็นผู้ก่อมลพิษ แท้จริงแล้วบริษัทไทยที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการทำเหมืองเองก็ควรมีส่วนรับผิดชอบต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในแม่น้ำสายต่างๆ ด้วยเช่นกัน
เมื่อรัฐบาลรู้ แต่ยังไม่ลงมือทำ
เพื่อให้ข่าวมีมิติทางนโยบายที่รอบด้านขึ้น ผู้สื่อข่าวได้สัมภาษณ์ อาจารย์ ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง นักวิชาการที่ติดตามประเด็นการปนเปื้อนในแม่น้ำกกมาอย่างต่อเนื่อง
ดร.สืบสกุล ชี้ว่า ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ในการแถลงนโยบายต่อสภา รัฐบาลได้ระบุว่าปัญหาความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น แก๊ง Scammer การพนันออนไลน์ และการทำเหมืองเถื่อนข้ามพรมแดน เป็นภัยความมั่นคงที่ต้องอาศัยความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการแก้ไข ซึ่งเท่ากับว่ารัฐบาลไทย รวมถึงนายกรัฐมนตรี ตระหนักแล้วว่าประเด็นนี้เป็นวาระระดับชาติอย่างแท้จริง
แต่ปัญหาคือ แม้จะประกาศเป็นนโยบายแล้ว รัฐบาลยังขาดแนวทางและมาตรการที่ชัดเจนในการนำนโยบายไปปฏิบัติ ดร.สืบสกุล ชี้ว่าสาเหตุสำคัญมาจาก 2 ประการ ประการแรก รัฐบาลยังไม่ได้กำหนดให้ปัญหาแม่น้ำข้ามพรมแดนเป็นวาระแห่งชาติอย่างจริงจัง ประการที่สอง รัฐบาลยังมองไม่เห็นบทบาทของประเทศไทยในฐานะผู้นำเข้าและส่งออกแร่จากเมียนมาไปจีน จึงไม่เห็นว่าตนเองมีอำนาจต่อรองในมือ
ดร.สืบสกุล ยังตั้งข้อสังเกตต่อความไม่ต่อเนื่องของการเจรจาระดับรัฐบาล โดยระบุว่าเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ในสมัยรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร รองนายกรัฐมนตรีประเสริฐเคยเดินทางไปเจรจากับเมียนมาหนึ่งครั้ง แต่หลังจากเปลี่ยนเป็นรัฐบาลอนุทิน กลับไม่มีการเจรจากับเมียนมาอีกเลย
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ดร.สืบสกุล ชี้ว่าแม้จะมีการเจรจา แต่ไทยก็ไม่เคยใช้ "อำนาจต่อรอง" ที่แท้จริง โดยที่ผ่านมาไทยเพียงนำผลตรวจคุณภาพน้ำของกรมควบคุมมลพิษไปพูดคุยกับฝ่ายเมียนมาเท่านั้น สิ่งที่ไทยควรทำแต่ยังไม่ได้ทำคือ การยุติการนำเข้าแร่ทั้งหมดจากเมียนมา และยุติการส่งออกแร่ทั้งหมดไปจีน เพื่อสร้างแรงกดดันให้ทั้งเมียนมาและจีนต้องขึ้นโต๊ะเจรจาอย่างจริงจัง
"ถ้าเราไม่ใช้อำนาจต่อรองตรงนี้ เราก็ไม่สามารถสร้างแรงกดดันให้พม่าต้องมาแก้ไขปัญหา ไม่สามารถสร้างแรงกดดันให้จีนต้องเอาจริงเอาจัง" ดร.สืบสกุล กล่าว
ดร.สืบสกุล ยกตัวอย่างท่าทีของจีนในกลไกความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคมและ 5 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนเคลื่อนไหวเรียกร้องเรื่องนี้มากขึ้น จีนระบุว่า "ยินดีที่จะใช้กลไกล้านช้าง-แม่โขงในการแก้ไขปัญหา จะไม่ยอมให้วิสาหกิจของจีนทำลายสิ่งแวดล้อมเพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ยินดีปกป้องแม่น้ำโขง" ซึ่ง ดร.สืบสกุล ตีความว่า จีนเองก็ยอมรับว่ามีส่วนต้องรับผิดชอบ ทว่ารัฐบาลไทยกลับไม่สร้างแรงกดดันใดๆ กับจีน ไม่กล้าต่อรอง ทั้งที่การยุติการนำเข้าแร่ทั้งหมดจากเมียนมาและการส่งออกแร่ทั้งหมดไปจีน จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มอำนาจต่อรองกับทั้งสองประเทศ
บทสรุป: คำถามที่ยังรอคำตอบ
การตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นครั้งนี้ยังไม่อาจสรุปได้ว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดรายใดกระทำผิดกฎหมาย หรือมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการก่อมลพิษในลุ่มน้ำที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ปรากฏสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ประเทศไทยไม่ได้อยู่ห่างไกลจากห่วงโซ่อุปทานแร่หายากในภูมิภาคอย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ หากแต่เป็นหนึ่งในจุดเชื่อมต่อสำคัญของการค้าและการขนส่งข้ามพรมแดน และในบางกรณี ยังมีบทบาทเป็นผู้ร่วมลงทุนทำเหมืองแร่โดยตรงผ่านเครือข่ายความสัมพันธ์กับกองกำลังในพื้นที่
คำถามสำคัญที่ยังต้องการคำตอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ
1. บริษัทใดเป็นผู้นำเข้าแร่จากพื้นที่เสี่ยงอย่างแท้จริง และมีความเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายเดียวกันหรือไม่
2. มีระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งกำเนิดสินค้า (Supply Chain Traceability) หรือไม่
3. หน่วยงานรัฐมีข้อมูลเพียงพอในการติดตามเส้นทางแร่ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางหรือไม่
4. เหตุใดรัฐบาลจึงยังไม่ใช้อำนาจต่อรองด้านการนำเข้า-ส่งออกแร่ ทั้งที่ประกาศให้ปัญหานี้เป็นภัยความมั่นคงระดับชาติแล้ว
5. บริษัทไทยที่ถูกระบุว่ามีความสัมพันธ์กับกองกำลังทหารในพื้นที่เหมืองแร่พลวง มีการดำเนินการอย่างไร และหน่วยงานรัฐทราบเรื่องนี้มากน้อยเพียงใด
ใครกันจะเป็นผู้ตอบคำถาม เพื่อทำความจริงให้ปรากฏต่อสาธารณะ

ผลงานโดย : ณฐมน แก้วพิทูล
ผลงานข่าวชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของ "โครงการพัฒนาศักยภาพนักข่าวท้องถิ่นสู่การเป็นผู้นำการทำข่าวเชิงสืบสวนยุคดิจิทัล" ภายใต้ โครงการพัฒนาวิชาชีพสื่อมวลชนด้านทักษะขาดแคลน บริหารจัดการหลักสูตรโดย สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ได้รับทุนสนับสนุนจาก กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา