
‘ภูมิใจไทย’ ชงรื้อ ‘ร่าง พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส’ ยกเลิกเงินอุดหนุนจาก ‘ภาษีสุรา-ยาสูบ’ เปลี่ยนเป็นจัดสรรจาก ‘งบประมาณรายจ่ายประจำปี’ แทน อ้างเพื่อ ‘รักษาวินัยการเงินคลัง’ ขณะที่ ‘อดีตกรรมการนโยบายฯ’ ชี้การเปลี่ยน ‘แหล่งเงิน’ ส่อกระทบต่อความเป็น ‘อิสระ’-การนำเสนอเนื้อหาข่าวกระทบ ‘ผู้มีอำนาจ’
.............................................
เมื่อวันที่ 1 ต.ค. สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา เว็บไซต์สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือ ร่าง พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส ซึ่งเป็น ‘ร่างการเงิน’ เสนอโดย นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กับคณะ โดยจะเปิดรับฟังความคิดเห็นฯต่อร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ไปจนถึงวันที่ 14 ต.ค.2569
สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.นี้ ประกอบด้วย
(1) แก้ไขเพิ่มเติมทุน ทรัพย์สิน และรายได้ขององค์การ (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 11 (1)) โดยร่าง พ.ร.บ. มาตรา 3 บัญญัติว่า ให้ยกเลิกความใน (1) ของ มาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “(1) เงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี” จาก พ.ร.บ.ฉบับปัจจุบันที่บัญญัติว่า “(1) เงินบำรุงองค์การที่จัดเก็บตามมาตรา 12”
(2) ยกเลิกการจัดเก็บเงินบำรุงองค์การที่ได้รับตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ (ยกเลิกมาตรา 12 มาตรา 13 มาตรา 14 มาตรา 15 และมาตรา 16)
สำหรับบทบัญญัติ มาตรา 12 มาตรา 13 มาตรา 14 มาตรา 15 และมาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 มีดังนี้
มาตรา 12 บัญญัติว่า “ให้องค์การมีอำนาจจัดเก็บเงินบํารุงองค์การจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมาย ว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ ในอัตราร้อยละหนึ่งจุดห้าของภาษีที่เก็บจากสุราและยาสูบตาม กฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ และจัดสรรให้เป็นรายได้ขององค์การ โดยให้มีรายได้สูงสุดปีงบประมาณละไม่เกินสองพันล้านบาท และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอำนาจในการปรับเพิ่มรายได้สูงสุดตามมาตรานี้ทุกสามปี เพื่อให้องค์การมีรายได้เพียงพอต่อการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ โดยให้พิจารณาถึงอัตราเงินเฟ้อของปีที่ผ่านมาประกอบกับขอบเขตการดําเนินงานขององค์การที่เปลี่ยนแปลงไปและผลการประเมินการดําเนินงานขององค์การตามมาตรา 50
รายได้ขององค์การตามวรรคหนึ่งส่วนที่ เกินจากรายได้สูงสุดที่กำหนดไว้ให้องค์การนําส่งเป็นรายได้แผ่นดิน
การคํานวณเงินบํารุงองค์การตามอัตราที่กำหนดในวรรคหนึ่ง หากมีเศษของสตางค์ให้ปัดทิ้ง”
มาตรา 13 บัญญัติว่า “เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บและส่งเงินบํารุงองค์การ
(1) ให้กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรเป็นผู้เรียกเก็บเงินบํารุงองค์การเพื่อนําส่งเป็นรายได้ขององค์การ โดยส่วนที่ไม่เกินจากรายได้สูงสุดที่กำหนดในมาตรา 12 ไม่ต้องนําส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ทั้งนี้ ตามระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนด
(2) เงินบํารุงองค์การ ให้ถือเป็นภาษี แต่ไม่ให้นําไปรวมคํานวณเป็นมูลค่าของภาษี
ในการนําส่งเงินบํารุงองค์การ ให้กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรหักค่าใช้จ่ายไว้ในอัตราตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนด แต่ไม่เกินร้อยละหนึ่งจุดห้าของเงินบํารุงองค์การที่เก็บได้
มาตรา 14 บัญญัติว่า “ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบมีหน้าที่ ส่งเงินบํารุงองค์การตามอัตราที่กำหนดตามมาตรา 12 วรรคหนึ่ง พร้อมกับการชําระภาษีตามระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนด"
มาตรา 15 บัญญัติว่า “ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ ได้รับการงดเว้น ยกเว้น ลดหย่อน หรือคืนภาษี ให้ได้รับการงดเว้น ยกเว้น ลดหย่อนหรือคืนเงิน บํารุงองค์การด้วย ตามระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนด”
มาตรา 16 บัญญัติว่า “ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่ส่งเงินบํารุงองค์การ ไม่ส่งเงินบํารุงองค์การหรือส่งภายหลัง ระยะเวลาที่กำหนดหรือส่งเงินบํารุงองค์การไม่ครบตามจำนวนที่ต้องส่ง นอกจากจะมีความผิดตามพระราชบัญญัตินี้แล้ว ให้เสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งจุดห้าต่อเดือนของจำนวนเงินที่ไม่ส่ง หรือส่งภายหลังระยะเวลาที่กำหนดหรือจำนวนที่ส่งขาดไป แล้วแต่กรณีนับแต่วันครบกำหนดส่ง จนถึงวันที่ส่งเงินบํารุงองค์การ แต่เงินเพิ่มที่คํานวณได้มิให้เกินจำนวนเงินบํารุงองค์การ และให้ถือว่าเงินเพิ่มนี้เป็นเงินบํารุงองค์การด้วย
ในการคํานวณระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง เศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน”
ทั้งนี้ นายศุภชัย และคณะ ให้ข้อมูลประกอบการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ว่า “โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้รัฐต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ฐานะทางการเงินการคลังของรัฐมีเสถียรภาพและมั่นคงอย่างยั่งยืนตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 บัญญัติว่า
การเสนอกฎหมายที่มีบทบัญญัติให้จัดเก็บภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นจากที่กำหนดไว้ในกฎหมายเพื่อให้หน่วยงานของรัฐนำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ของหน่วยงานของรัฐนั้น หรือเพื่อการหนึ่งการใดเป็นการเฉพาะ จะกระทำมิได้เว้นแต่กรณีการจัดเก็บภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นเพื่อเป็นรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งแม้มาตรา 82 ของกฎหมายดังกล่าวจะบัญญัติว่าบทบัญญัติมาตรา 26 มิให้ใช้บังคับกับกฎหมายที่กำหนดเรื่องดังกล่าวไว้และยังมีผลใช้บังคับอยู่ก่อน วันที่พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มีผลใช้บังคับ
แต่บทบัญญัติดังกล่าว เป็นบทบัญญัติสำหรับใช้เฉพาะกาล สมควรยกเลิกบทบัญญัติของกฎหมายที่ขัดหรือแย้งกับหลักการ รักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561โดยเฉพาะบทบัญญัติของกฎหมายที่มีบทบัญญัติให้นำเงินรายได้จากผู้มีหน้าที่เสียภาษีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสุราและยาสูบเป็นเงินบำรุงโดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน เพื่อให้การรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐเป็นมาตรฐานเดียวกัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้”






ด้าน น.ส.รุ่งมณี เมฆโสภณ สื่อมวลชนอาวุโส และอดีตกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ‘ไทยพีบีเอส’ โพสต์ข้อความบนเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘Rungmanee Mekhasobhon’ โดยระบุว่า การเปลี่ยนแหล่งที่มาของรายได้ของไทยพีบีเอส โดยอ้างความเคร่งครัดในการรักษาวินัยการเงินการคลังดังกล่าว เป็นความเสี่ยงต่อหลักประกันความเป็นสื่อสาธารณะของไทยพีบีเอสอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงต่อความเป็นอิสระ ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสื่อสาธารณะ ความสามารถในการวางแผนระยะยาวขององค์กร หรือความกล้าหาญที่จะนำเสนอเนื้อหาที่อาจกระทบผู้มีอำนาจ
สำหรับข้อความที่ น.ส.รุ่งมณี มีดังนี้
“#เมื่อคืนเล่นเอานอนไม่หลับเลยค่ะ
หลายคนที่รอดหรือไม่วุ่นวายกับภาวะน้ำท่วม คงได้เห็นข่าวการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เสนอโดยนายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย กับคณะ
ร่างนี้เป็น #ร่างการเงิน นะคะ เป็นการเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ #ไทยพีบีเอส เพื่อเปลี่ยนแหล่งรายได้จากเงินบำรุงที่จัดเก็บจากภาษีสุราและยาสูบ ที่เรียกกันว่า #ภาษีบาป หรือ Earmarked Tax มาเป็นเงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยให้เหตุผลเรื่องการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ เป็นประเด็นที่ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน
หลักวินัยการเงินการคลังเป็นหลักการสำคัญของรัฐสมัยใหม่ และการใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งที่ทุกหน่วยงานต้องให้ความสำคัญ
แต่คำถามสำคัญที่ต้องถามก็คือ การเปลี่ยนแหล่งรายได้ของไทยพีบีเอสจะสามารถแก้ปัญหาด้านวินัยการเงินการคลังได้จริงหรือ
ปัญหาหลักของไทยพีบีเอสในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้อยู่ที่กลไกการจัดเก็บรายได้ - ปัญหามีทุกองค์กรละค่ะ วิจารณ์กันอยู่เสมอทั้งโดยคนในและจากคนนอก ไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพการบริหาร การปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล คุณภาพและความหลากหลายของเนื้อหา ตลอดจนการสร้างคุณค่าต่อสังคม แต่ถามจริงว่าการเปลี่ยนระบบรายได้จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้หรือไม่
ในความเห็นของคนที่สัมผัสกับองค์กรนี้มานานพอสมควร บอกได้เลยว่าไม่ใช่หนทางแก้ปัญหา แต่กลับไปเปลี่ยนเงื่อนไขสำคัญของการดำรงอยู่ในฐานะ #สื่อสาธารณะ
เรื่อง #สื่อสาธารณะ นี่ คนเข้าใจก็เข้าใจค่ะ ไม่เข้าใจก็ต้องคุยกันยาว อันนี้ก็อาจเป็นอีกหนึ่งปัญหาของไทยพีบีเอส ที่คนส่วนใหญ่ยังเข้าใจแค่ว่า #สื่อสาธารณะคือไม่มีโฆษณา
มาว่ากันต่อค่ะ… เงินบำรุงหรือแหล่งเงินรายได้ของไทยพีบีเอสตามกฎหมายเดิมไม่ได้กำหนดขึ้นเพียงเพื่อให้ไทยพีบีเอสมีรายได้ที่มั่นคง แต่เป็นกลไกที่ออกแบบขึ้นเพื่อสร้าง #ความเป็นอิสระ ทั้งจาก #อำนาจรัฐ และแรงกดดันทางตลาด ที่เรียกกันว่า #อำนาจทุน เพราะภารกิจของสื่อสาธารณะคือการทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประชาชน และคนที่ไม่มีโอกาสส่งเสียงในสังคม ไม่ใช่เพื่อรัฐบาลหรือผู้สนับสนุนทางธุรกิจ
ดังนั้น การพิจารณาเรื่องรายได้ของไทยพีบีเอสจึงไม่ควรมองเพียงมิติทางการเงินการคลัง แต่ต้องพิจารณาควบคู่กับ #หลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ด้วย
ประเด็นสำคัญ คือ วินัยการเงินการคลังไม่ควรถูกตีความว่า ทุกองค์กรของรัฐต้องมีรูปแบบทางการเงินเหมือนกันทั้งหมด เพราะสถาบันหรือองค์กรแต่ละประเภทถูกออกแบบขึ้นเพื่อทำหน้าที่แตกต่างกัน ศาล องค์กรอิสระ มหาวิทยาลัย หรือองค์กรสาธารณะบางประเภท ล้วนมีรูปแบบการคุ้มครองความเป็นอิสระที่แตกต่างกันตามภารกิจ
สื่อสาธารณะก็เช่นเดียวกัน ความเป็นอิสระไม่ใช่สิทธิพิเศษขององค์กร แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบ ให้ข้อมูล และสร้างพื้นที่สาธารณะได้
หากเห็นว่าไทยพีบีเอสมีปัญหา แนวทางที่เหมาะสมควรเป็นการปฏิรูป ไม่ใช่การลดทอนหลักประกันที่ทำให้สื่อสาธารณะสามารถดำรงอยู่ได้
การปฏิรูปควรมุ่งไปที่การยกระดับธรรมาภิบาล การปรับโครงสร้างการบริหาร การกำหนดบทบาทใหม่จากสถานีโทรทัศน์ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล ความรู้ และการสื่อสารสาธารณะของประเทศ รวมถึงการวัดผลด้วยคุณค่าที่สร้างให้กับประชาชน มากกว่าจำนวนผู้ชม
คำถามที่ประเทศไทยควรถามจึงไม่ใช่เพียงว่า #ไทยพีบีเอสควรได้เงินจากแหล่งใด แต่คือ #ประเทศไทยยังต้องการสื่อสาธารณะหรือไม่ และ #ต้องการให้สื่อสาธารณะทำหน้าที่อะไรในอนาคต
เอาจริงนะคะ พยายามคิดทั้งคืน ก็ยังไม่เห็นว่า การมีเงินบำรุงไทยพีบีเอสทำให้เกิดปัญหาทางการคลังอย่างไร มีความเสียหายต่อระบบงบประมาณอย่างไร และการเปลี่ยนเป็นงบประมาณรายปีจะทำให้เกิดประโยชน์ทางการคลังที่ชัดเจนเพียงใด
แต่ที่แน่ๆ การเปลี่ยนแหล่งที่มาของรายได้โดยอ้างความเคร่งครัดในการรักษาวินัยการเงินการคลังแบบนี้ เป็นความเสี่ยงต่อหลักประกันความเป็นสื่อสาธารณะของไทยพีบีเอสอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงต่อความเป็นอิสระ ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสื่อสาธารณะ ความสามารถในการวางแผนระยะยาวขององค์กร หรือความกล้าหาญที่จะนำเสนอเนื้อหาที่อาจกระทบผู้มีอำนาจ
การเปลี่ยนแหล่งเงินรายได้อาจเป็นเพียง #การแก้ปัญหาทางระบบงบประมาณ (ตามอ้าง) แต่การรักษาสื่อสาธารณะเป็นเรื่องของ #การรักษาโครงสร้างพื้นฐานทางประชาธิปไตยของสังคม”
(น.ส.รุ่งมณี เมฆโสภณ)
อ่านเพิ่มเติม : ร่างพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดย นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับคณะ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา