
‘องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์’ พิพากษายืน ‘อดีตนายก อบต.ท่าม่วง’ ยื่นบัญชีทรัพย์สินฯเท็จ เหตุไม่แจ้งทรัพย์สินฯ ‘ผู้อยู่กินฉันสามีภริยา’ เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป ส่วนโทษ 'จำคุก' 4 เดือน รอการลงโทษ 1 ปี
.....................................
เมื่อวันที่ 2 ต.ค. สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา ศาลฎีกา ได้เผยแพร่คำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ ในคดีหมายเลขดำที่ อม อธ 1/2569 คดีหมายเลขแดงที่ อม อธ 6/2569 ระหว่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. (ผู้ร้อง) กับนายวรเดช กาญจนอโนทัย อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าม่วง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี (ผู้ถูกกล่าวหา) เรื่อง การแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน
คดีนี้ องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่า นายวรเดช กาญจนอโนทัย ผู้ถูกกล่าวหา กับนางธัญวลัย มีพฤติการณ์เป็นที่รับรู้ของสังคมทั่วไปว่า มีสถานะเป็นสามีภริยากัน อันถือว่าเป็นคู่สมรสตามประกาศของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์ของผู้ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสอันถือว่าเป็นคู่สมรส พ.ศ.2561 ข้อ 3 (2) และวรรคสอง
การที่ นายวรเดช กาญจนอโนทัย ผู้ถูกกล่าวหา ไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของนางธัญวลัยกรณีพ้นจากตำแหน่ง (วาระเก่า) เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2564 และกรณีเข้ารับตำแหน่ง (วาระใหม่) เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2565 จึงเป็นการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน ย่อมเป็นความผิดตามที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษา อุทธรณ์ของผู้ถูกกล่าวหาฟังไม่ขึ้น
“..ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ถูกกล่าวหา (นายวรเดช กาญจนอโนทัย) มีว่า ผู้ถูกกล่าวหาและนางธัญวลัยแสดง ให้ปรากฏว่ามีสถานะเป็นสามีภริยากัน และมีพฤติการณ์เป็นที่รับรู้ของสังคมทั่วไปว่ามีสถานะเป็นสามีภริยากัน หรือไม่
โดยผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์ว่า ผู้ถูกกล่าวหากับนางธัญวลัยจดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2554 หลังจากนั้นผู้ถูกกล่าวหาได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าม่วง ในการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินได้ระบุสถานภาพเช่นเดียวกันว่า หย่าโสด ดังนั้น ผลในทางนิตินัยเป็นที่ประจักษ์ว่าผู้ถูกกล่าวหากับนางธัญวลัยได้ขาดจากนิติสัมพันธ์ในฐานะสามีภริยาแล้ว จึงไม่จำต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของนางธัญวลัย
เห็นว่า ประกาศของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์ของผู้ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสอันถือว่าเป็นคู่สมรส พ.ศ.2561 ซึ่งใช้บังคับในขณะที่ผู้ถูกกล่าวหายื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินทั้งสองกรณี ข้อ 3 กำหนดว่า บุคคลซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสกับเจ้าพนักงานของรัฐและมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นคู่สมรสตามมาตรา 102 วรรคสอง และมาตรา 126 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ...
(2) เจ้าพนักงานของรัฐแสดงให้ปรากฏว่า มีสถานะเป็นสามีภริยากัน หรือมีพฤติการณ์ที่เป็นรับรู้ของสังคมทั่วไปว่ามีสถานะดังกล่าว และวรรคสองกำหนดว่า ทั้งนี้ ให้หมายความถึงบุคคลซึ่งจดทะเบียนสมรสกับเจ้าพนักงานของรัฐ และต่อมาได้จดทะเบียนหย่าขาดจากกันตามกฎหมาย แต่ยังแสดงให้ปรากฏหรือมีพฤติการณ์ซึ่งเป็นที่รับรู้ของสังคมทั่วไปว่ามีสถานะเป็นสามีภริยากัน
ดังนั้น แม้ว่าผลในทางนิตินัยผู้ถูกกล่าวหากับนางธัญวลัยจะมีการจดทะเบียนหย่าขาดจากกัน ก่อนวันที่มีหน้าที่อื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินตามคำร้อง หากผู้ถูกกล่าวหาอยู่กินกันฉันสามีภริยากับบุคคลใด โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสก็ต้องมีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของบุคคลดังกล่าวด้วย ดังนั้น ผู้ร้องจึงต้องพิจารณาสถานะตามข้อเท็จจริงต่อไปว่า ผู้ถูกกล่าวหากับนางธัญวลัยยังคงมีสถานะเป็นสามีภริยากัน และมีพฤติการณ์เป็นที่รับรู้ของสังคมทั่วไปว่ามีสถานะเป็นสามีภริยากันหรือไม่
โดยผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์ว่า ผู้ถูกกล่าวหาจดทะเบียนหย่า เนื่องจากมีปัญหาในครอบครัว ทัศนคติไม่ตรงกัน แยกกันอยู่มาสักพักก่อนจดทะเบียนหย่า ในช่วงแรกยังไปมาและได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 1142 อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อไปดูแลบุตร 2 คน และยังคงใช้ที่อยู่นี้เป็นที่ติดต่อราชการและรับส่งจดหมาย
หลังจากหย่าผู้ถูกกล่าวหาไปพักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 425 ตำบลท่าม่วง อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นบ้านที่นางกฤษณี กานยะคามิน น้องสาวของผู้ถูกกล่าวหา ได้รับการแบ่งมรดกโดยเป็นอาคารพาณิชย์ 4 ชั้นครึ่ง และเดิมเป็นบ้านของมารดาที่เคยอยู่อาศัยด้วยกันในวัยเด็ก บ้านทั้ง 2 หลังห่างกันประมาณ 5 กิโลเมตร และโดยพฤตินัยผู้ถูกกล่าวหาได้แยกห้องนอนและแยกกันใช้ชีวิตคนละส่วนกับนางธัญวลัย
ผู้ถูกกล่าวหาไม่เคยได้กินอยู่หลับนอนร่วมกันฉันสามีภริยาอีกแต่อย่างใด ไม่ได้ทำมาหาได้ร่วมกัน ไม่ได้ช่วยกันประกอบอาชีพ ไม่ได้มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นร่วมกัน และยังแบ่งแยกทรัพย์สินกันชัดเจน ไม่ได้มีพฤติการณ์ที่แสดงต่อบุคคลภายนอกว่าอยู่กินฉันสามีภริยาทั้งอย่างเปิดเผยและไม่เปิดเผย การมาพักอาศัยบ้านเดียวกันเป็นเพียงการไปมาบางครั้งคราว เนื่องจากยังมีบุตรผู้เยาว์ร่วมกัน 2 คน และผู้ถูกกล่าวหามีหน้าที่รับส่งบุตรไปโรงเรียน ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติก่อนหน้านี้มาโดยตลอด
ไม่ได้แสดงออกให้สังคมรอบข้างรับรู้ว่ายังคงเป็นสามีภริยากัน และไม่มีสิทธิหน้าที่ความสัมพันธ์ฉันสามีภริยา ไม่ได้มีความรับผิดชอบที่จะต้องส่งเสียงเลี้ยงดูกันในฐานะสามีภริยา ไม่รับรู้การใช้ชีวิตของแต่ละฝ่าย ทรัพย์สินและหนี้สินการประกอบอาชีพใดๆ ไม่เกี่ยวข้องกันและไม่ได้มีการทำนิติกรรมใดๆ ร่วมกันอีก มีเพียงเรื่องการดูแลบุตรเท่านั้น รวมทั้งไม่ได้มีพันธะหนี้สินร่วมกัน
ทางไต่สวนได้ความจากนางสาวปรัญณัฏฐ์ หรือดวงเนตร นิติกุญรัศมี หรือโกสินทร์ เจ้าพนักงานตรวจสอบทรัพย์สินปฏิบัติการประจำจังหวัดกาญจนบุรี ว่า เมื่อพยานตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ถูกกล่าวหาแล้วเห็นว่า บัญชีทรัพย์สินและหนี้สินยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ จึงมีการส่งหนังสือไปยังผู้ถูกกล่าวหา 2 ครั้ง ที่บ้านเลขที่ 1142 อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นภูมิลำเนาตามที่ปรากฏในแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร
มีนางธัญวลัย ลงชื่อเป็นผู้รับหนังสือ และเป็นที่อยู่ที่ผู้ถูกกล่าวหาแสดงไว้ในรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน รวมทั้งตามเอกสารประกอบอื่นๆ เช่น รายการโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง บัตรประจำตัวประชาชน รายการทะเบียนบ้าน แบบแสดงรายการ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภงด.91 ใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน
เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2566 ผู้ถูกกล่าวหาได้มาให้ถ้อยคำต่อผู้ร้อง เมื่อถูกถามว่า ภายหลังจากการหย่า ผู้ถูกกล่าวหายังคงอยู่กินกันฉันสามีภริยากับนางธัญวลัยหรือไม่ ผู้ถูกกล่าวหาตอบว่า ปัจจุบันยังคงอยู่ด้วยกัน เพราะต้องดูแลลูก แต่หลังจากหย่ากัน ก็แบ่งทรัพย์สินกันไว้เรียบร้อยแล้วไม่เกี่ยวข้องกัน แต่นางสาวดวงเนตร ไม่เชื่อ เพราะในทางทรัพย์สินหลังจากที่หย่ากันแล้ว ผู้ถูกกล่าวหากับนางธัญวลัยยังได้ทำธุรกิจร่วมกันในบริษัทพีซี ซีตี้ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด
โดยทั้งผู้ถูกกล่าวหากับนางธัญวลัยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และเป็นกรรมการผู้จัดการ และเพิ่งจดทะเบียนเลิกบริษัท เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2564 นางสาวดวงเนตร จึงเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหากับนางธัญวลัยยังคงมีความเกี่ยวข้องและมีความสัมพันธ์กันในทางทรัพย์สิน เห็นว่า บ้านเลขที่ 1142 ปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 4679 ซึ่งเป็นของผู้ถูกกล่าวหาที่ได้รับมรดกจากมารดามาเมื่อปี 2553 โดยมีชื่อผู้ถูกกล่าวหาคนเดียวที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์
เมื่อพิจารณาประกอบกับแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรบ้านเลขที่ 1142 ปรากฏว่า ผู้ถูกกล่าวหามีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านดังกล่าว โดยมีสถานะเป็นเจ้าบ้าน ซึ่งย้ายเข้ามาอยู่ในแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2542
ข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นมาใหม่ว่า ผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้อยู่ที่บ้านเลขที่ 1142 นั้น เพิ่งเกิดขึ้นภายหลังจากที่ถูกผู้ร้องดำเนินคดีนี้ โดยพยานหลักฐานที่นำมาสนับสนุนข้อต่อสู้ของผู้ถูกกล่าวหามีคำเบิกความของนางกฤษณีและนางธัญวลัยซึ่งเป็นบุคคลใกล้ชิดอาจเบิกความเพื่อช่วยเหลือหรือกัน ไม่ให้ผู้ถูกกล่าวหาต้องรับโทษ
นอกจากนี้ ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์ด้วยว่า ที่ดินอันเป็นที่ตั้งของบ้านเลขที่ 1142 เป็นทรัพย์มรดกของนางธัญวลัยและครอบครัว โดยผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้เกี่ยวข้อง ส่วนสิ่งปลูกสร้างผู้ถูกกล่าวหาได้ช่วยออกเงินค่าก่อสร้างบ้างในช่วงที่ยังอยู่กินด้วยกัน แต่ชื่อเจ้าของบ้านและทะเบียนบ้าน ก็เป็นของนางธัญวลัยมาโดยตลอด ขณะหย่าขาดจากกัน ผู้ถูกกล่าวหายกให้นางธัญวลัยและบุตรไปแล้ว โดยนางธัญวลัยยืนยันว่าบ้านเลขที่ 1142 เป็นกรรมสิทธิ์ของนางธัญวลัยเพียงผู้เดียวเนื่องจากเป็นมรดกจากมารดาของนางธัญวลัย
ข้ออุทธรณ์ของผู้ถูกกล่าวหาขัดกับโฉนดที่ดิน ที่ปรากฏว่าที่ดินอันเป็นที่ตั้งของบ้านเลขที่ 1142 ผู้ถูกกล่าวหาได้รับโอนมรดกมาจากมารดาของตนเอง ไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนางธัญวลัย และผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าบ้านส่วนนางธัญวลัยเป็นผู้อาศัย
ส่วนข้อที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่าจะยกบ้านให้แก่บุตรทั้งสอง กลับปรากฏว่าเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2567 ผู้ถูกกล่าวหายังนำที่ดินอันเป็นที่ตั้งของบ้านเลขที่ 1142 รวม 2 โฉนด ไปจดทะเบียนจำนองกับนายทวีศักดิ์ พงษ์วิทยภานุ เพื่อประกันหนี้เงินกู้ยืม ดังนั้น ข้ออุทธรณ์ที่ว่าจะยกบ้านพร้อมที่ดินให้แก่บุตรทั้งสองจึงเป็นการกล่าวอ้างโดยไม่มีหลักฐานสนับสนุน ไม่อาจรับฟังเป็นความจริงได้
เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่ว่า ภายหลังที่ผู้ถูกกล่าวหาหย่ากับนางธัญวลัย แต่ยังร่วมกันประกอบธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ต่อมาเป็นเวลา 8 ปี โดยหนังสือรับรองบริษัท พีซี ซิตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ปรากฏว่าทั้งผู้ถูกกล่าวหาและนายธัญวลัย เป็นกรรมการคนใดคนหนึ่งมีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทได้ โดยสำนักงานแห่งใหญ่และสถานที่ชำระบัญชีของบริษัทฯ ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 1142 อันเป็นภูมิลำเนาตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งผู้ถูกกล่าวหายอมรับว่ายั งคงไปมาที่บ้านเลขที่ 1142 เพราะต้องดูแลบุตร
จึงเชื่อว่าผู้ถูกกล่าวหายังคงพักอาศัยอยู่กับนางธัญวลัยที่บ้านเลขที่ 1142 ตำบลท่าม่วง อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี และไม่ได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านนางกฤษณี ตามที่ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์แต่อย่างใด นอกจากนี้ เมื่อครั้งผู้ถูกกล่าวหากู้ยืมเงินจากนายทวีศักดิ์ 11,500,000 บาท การจ่ายเงินในครั้งแรกจำนวน 2,500,000 บาท ผู้ถูกกล่าวหาก็ยังมอบหมายให้นางธัญวลัยมารับแคชเชียร์เช็คแทน
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ถูกกล่าวหาแล้ว ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้ยื่นรายละเอียดประกอบรายการยานพาหนะ ซึ่งหมายความว่าผู้ถูกกล่าวหา ไม่มียานพาหนะเป็นของตนเองเลย ทั้งที่ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าม่วง ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง น่าจะมีความจำเป็นต้องใช้ยานพาหนะในการเดินทางไปทำงานในพื้นที่เลือกตั้งของตนบ้าง แต่กลับไม่ปรากฏว่ามีรายการยานพาหนะที่เป็นของตนเองในรายการบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน
ส่วนนางธัญวลัย มีรายการยานพาหนะ คือ รถยนต์ยี่ห้อฟอร์ด หมายเลขทะเบียน จจ 4242 กรุงเทพมหานคร รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน 7 กช 2748 กรุงเทพมหานคร และรถจักรยานยนต์อีก 3 คัน รวมเป็น 5 คัน โดยได้ความจากนางธัญวลัยว่า ผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ใช้รถยนต์ ยี่ห้อฟอร์ด หมายเลขทะเบียน จจ 4242 กรุงเทพมหานคร ย่อมมีเหตุผลให้รับฟังว่า รถยนต์คันดังกล่าวผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ใช้ประโยชน์ จึงสนับสนุนให้ฟังได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหากับนางธัญวลัยมีความเกี่ยวพันกันในด้านทรัพย์สิน
ทั้งทางไต่สวนได้ความจากนางธัญวลัยว่า นางธัญวลัยและผู้ถูกกล่าวหาหย่ากัน โดยไม่ได้แบ่งสินสมรสและไม่มีข้อตกลงเรื่องทรัพย์สิน เมื่อพิจารณารายได้และทรัพย์สินของนางธัญวลัยที่เคยแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของผู้ร้อง พบว่านางธัญวลัยมีการยื่นแบบเมื่อปี 2558 ถึงปี 2560 ว่ามีรายได้รวม 3 ปี เป็นเงิน 6,730,689 บาท เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2559 นางธัญวลัยกู้ยืมเงินจากธนาคารออมสิน 4,000,000 บาท และมีที่ดินที่มีชื่อนางธัญวลัยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์อีกประมาณ 40 แปลง
แม้เชื่อได้ว่านางธัญวลัยมีความสามารถซื้อและผ่อนชำระหนี้ในส่วนของรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รวม 20 งวด เป็นเงิน 672,340 บาท และทรัพย์สินกับหนี้สินทั้งหมดของนางธัญวลัยได้มาภายหลังจากจดทะเบียนหย่ากับผู้ถูกกล่าวหาแล้วก็ตาม แต่เมื่อผู้ถูกกล่าวหาและนางธัญวลัยยังประกอบกิจการเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ร่วมกันดังกล่าวข้างต้น จึงยังคงมีความเกี่ยวพันธ์กันในทางทรัพย์สิน และความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างกัน โดยมีภูมิลำเนาอยู่ที่เดียวกันตลอดมาถึงวันที่มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน
ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหากับนางธัญวลัยมีพฤติการณ์เป็นที่รับรู้ของสังคมทั่วไปว่า มีสถานะเป็นสามีภริยากัน อันถือว่าเป็นคู่สมรสตามประกาศของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์ของผู้ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสอันถือว่าเป็นคู่สมรส พ.ศ.2561 ข้อ 3 (2) และวรรคสอง
การที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของนางธัญวลัยกรณีพ้นจากตำแหน่ง (วาระเก่า)เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2564 และกรณีเข้ารับตำแหน่ง (วาระใหม่) เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2565 จึงเป็นการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน ย่อมเป็นความผิดตามที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษา อุทธรณ์ของผู้ถูกกล่าวหาฟังไม่ขึ้น
ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีนี้เปลี่ยนแปลง
พิพากษายืน” คำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ ในคดีหมายเลขดำที่ อม อธ 1/2569 คดีหมายเลขแดงที่ อม อธ 6/2569 ระบุ
ก่อนหน้านี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาว่า นายวรเดช กาญจนอโนทัย ผู้ถูกกล่าวหา จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อผู้ร้อง (ป.ป.ช.) ด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น กรณีพ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าม่วง อำเภอท่าม่วงจังหวัดกาญจนบุรี (วาระเก่า) และกรณีเข้ารับตำแหน่ง (วาระใหม่) ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 114 วรรคสอง (1)
ให้ นายวรเดช กาญจนอโนทัย ผู้ถูกกล่าวหา พ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าม่วงนับแต่วันที่ 29 มกราคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 17 วรรคสอง เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของ นายวรเดช กาญจนอโนทัย ผู้ถูกกล่าวหาตลอดไป ตามมาตรา 81 ประกอบมาตรา 114 วรรคสาม กับมีความผิดตามมาตรา 167
การกระทำของ นายวรเดช กาญจนอโนทัย ผู้ถูกกล่าวหา เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 เดือน และปรับกระทงละ 9,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 6 เดือน และปรับ 18,000 บาท
คำให้การและทางนำสืบของ นายวรเดช กาญจนอโนทัย ผู้ถูกกล่าวหา เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 2 เดือน และปรับกระทงละ 6,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 เดือน และปรับ 12,000 บาท ผู้ถูกกล่าวหาไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30
ต่อมา นายวรเดช กาญจนอโนทัย ผู้ถูกกล่าวหา ยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา และประชุมใหญ่ศาลฎีกา โดยองค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ ได้มีคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ในคดีนี้ โดยพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองดังกล่าว

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา