
"...'ง่วง แต่ไม่ยอมนอน' อาจฟังดูเป็นเรื่องเล็กของคนยุคดิจิทัล แต่กำลังกลายเป็นวิกฤตเงียบที่กัดกินสุขภาพของคนทำงานจำนวนมากโดยไม่รู้ตัว หลายคนรู้ดีว่าควรนอน แต่ก็ยังเลือกเลื่อนเวลาออกไป เพื่อใช้ช่วงเวลาสั้นๆ ตอนกลางคืนทำสิ่งที่ตัวเองรู้สึกว่า 'นี่แหละชีวิตของฉันจริงๆ'..."
เมื่อคนทำงานเริ่มทวงคืนเวลา จนสุขภาพพังไม่รู้ตัว พฤติกรรมที่ดูเล็กกำลังสะสมเป็นปัญหาใหญ่ Revenge Bedtime Procrastination หรือ "การทวงคืนเวลาชีวิตตอนดึก" กำลังทำให้คนทำงานจำนวนมากเสียทั้งพลังงาน สมาธิและสุขภาพ โดยไม่รู้ตัว
ข้อมูลจาก *Talker Research ปี 2026 ที่สำรวจชาวอเมริกัน 2,000 คน ร่วมกับ Avocado Green Mattress พบว่า ชาวอเมริกันสูญเสียเวลานอนเฉลี่ยมากถึง 332 ชั่วโมงต่อปี จากพฤติกรรม "นอนดึกเพื่อแก้แค้น" หรือการฝืนไม่นอนเพื่อเอาเวลาส่วนตัวกลับคืนมา โดย 96% ของผู้ตอบแบบสำรวจยอมรับว่า ตั้งใจนอนดีกเพื่อให้ตัวเองได้มีช่วงเวลาส่วนตัวหลังจากหมดวันทำงาน ขณะที่หลายคนทำพฤติกรรมนี้เฉลี่ยคืนเว้นคืน และนอนดึกกว่าปกติราว 1 ชั่วโมง 50 นาทีในแต่ละครั้ง สะท้อนให้เห็นว่า การอดนอนโดยสมัครใจ กำลังกลายเป็นวิถีชีวิตใหม่ของคนทำงานยุคดิจิทัล
"ง่วง แต่ไม่ยอมนอน" อาจฟังดูเป็นเรื่องเล็กของคนยุคดิจิทัล แต่กำลังกลายเป็นวิกฤตเงียบที่กัดกินสุขภาพของคนทำงานจำนวนมากโดยไม่รู้ตัว หลายคนรู้ดีว่าควรนอน แต่ก็ยังเลือกเลื่อนเวลาออกไป เพื่อใช้ช่วงเวลาสั้นๆ ตอนกลางคืนทำสิ่งที่ตัวเองรู้สึกว่า "นี่แหละชีวิตของฉันจริงๆ" พฤติกรรมนี้มีชื่อเรียกว่า Revenge Bedtime Procrastination หรือการผัดเวลานอนเพื่อทวงคืนเวลาส่วนตัว มักเกิดกับคนที่รู้สึกว่าในช่วงกลางวันชีวิตถูกใช้ไปกับงาน ความรับผิดชอบ และความคาดหวัง จนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้ตัวเองเลย เมื่อถึงกลางคืนจึงพยายามยื้อเวลาเอาไว้ แม้ร่างกายจะเหนื่อยล้า
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ด็อกเตอร์ นักกิจกรรมบำบัด ศุภลักษณ์ เข็มทอง อาจารย์ประจำสาขากิจกรรมบำบัดคณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า ลักษณะเด่นของพฤติกรรมมี้คือ "ง่วงแต่ไม่ยอมนอน" หลายคนฝืนตื่นต่อ ใช้เวลาไปกับการไถมือถือ ดูคลิป หรือทำกิจกรรมที่ไม่มีเป้าหมายชัดเจน เพียงเพื่อรักษาความรู้สึกว่าอย่างน้อยยังควบคุมเวลาในชีวิตตัวเองได้ อย่างไรก็ตาม การนอนดึกไม่ได้มีสาเหตุแบบเดียวกันทั้งหมด สิ่งที่สำคัญคือการแยกให้ออกระหว่าง "นอนไม่หลับ" กับ "ไม่ยอมนอน" เพราะทั้งสองอย่างนี้ต่างกันตั้งแต่จุดเริ่มต้น คนที่นอนไม่หลับคืออยากนอนแต่หลับไม่ได้ อาจเกิดจากความเครียด ความกังวล หรือสภาพร่างกายไม่พร้อม ขณะที่คนที่ไม่ยอมนอนคือสามารถนอนได้แต่เลือกที่จะไม่ทำ แม้จะง่วงก็ตาม
ความต่างเล็กๆ ระหว่าง "ทำไม่ได้" กับ "ไม่ทำ"
อาจดูไม่สำคัญในระยะสั้น
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผลลัพธ์กลับคล้ายกันอย่างน่ากังวล
ร่างกายเริ่มส่งสัญญาณเตือนตั้งแต่สมองล้า ความคิดไม่ชัด สมาธิลดลง ไปจนถึงความเหนื่อยสะสมที่ทำให้ตื่นมาเหมือนไม่ได้พักผ่อนจริง
หากปล่อยให้พฤติกรรมนี้เกิดขึ้นต่อเนื่อง ผลกระทบจะค่อยๆ ขยายจากความง่วงธรรมดาไปสู่ปัญหาที่หนักขึ้น ทั้งความเครียดสะสม ภาวะหมดไฟในการทำงาน ระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลง และในบางกรณีอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้โดยเฉพาะเมื่อมีการฝืนไม่นอนต่อเนื่องเพียงไม่กี่วัน ก็เริ่มเกิดอาการ Brain Fog หรือภาวะที่สมองทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ตื่นมาเหมือนไม่ได้นอน ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
เบื้องหลังของพฤติกรรมนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องวินัยส่วนบุคคล แต่สะท้อนถึงโครงสร้างชีวิตของคนทำงานยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยแรงกดดัน งานที่ล้นมือ และเวลาส่วนตัวที่หายไป จนกลางคืนกลายเป็นช่วงเวลาเดียวที่รู้สึกว่าได้ "กลับมาเป็นตัวเอง" แม้จะต้องแลกด้วยสุขภาพในวันถัดไป
ทางออกอาจไม่ใช่แค่การบอกตัวเองให้นอนเร็วขึ้น แต่คือการค่อยๆ เอา "เวลา" กลับคืนมาในช่วงกลางวันการมีช่วงพักเล็กๆ ที่จับต้องได้ การลดการใช้หน้าจอก่อนนอน และการตั้งเวลาเข้านอนให้สม่ำเสมอ ล้วนเป็นวิธีที่ช่วยลดแรงกระตุ้นในการทวงคืนเวลาตอนดึก
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการนอนไม่หลับหรือการไม่ยอมนอน ปลายทางของทั้งสองอย่างคือสุขภาพที่ถดถอยเหมือนกัน ความต่างมีเพียงว่า เรากำลังต่อสู้กับมัน หรือกำลังเป็นคนเลือกมันเอง
คำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่คืนนี้จะนอนกี่โมง แต่คือ ในทุกคืนที่เรายื้อเวลาเอาไว้
เรากำลังใช้ชีวิต หรือกำลังค่อยๆ ทำร้ายตัวเองโดยไม่รู้ตัว
*ที่มา : Talker Research, 2026
บทความนี้มีการใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยเรียบเรียงและวิเคราะห์ข้อมูล โดยมีผู้เขียนเป็นผู้ตรวจสอบและกำกับเนื้อหาทั้งหมดก่อนเผยแพร่
บทความนี้เป็น หนึ่งในชิ้นงานโครงงานกลุ่มที่ กลุ่มที่ 6 Revenge Bedtime Procrastination ของสัมมนาสาธารณะของโครงการพัฒนาหลักสูตรอบรมการประยุกต์ใช้ AI สำหรับสื่อมวลชนเพื่อส่งเสริมระบบนิเวศสื่อสุขภาวะ
Infographic:

คลิปประกอบ:

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา