
"... หวานที่ดี คือ หวานนิดเดียว” เพราะการลดหวานไม่ได้ส่งผลดีแค่สุขภาพของแต่ละคนเท่านั้น แต่ยังลดภาระโรคและต้นทุนสุขภาพของประเทศไทยในระยะยาวอีกด้วย!..."
ในวันที่ความเร่งรีบกลายเป็นจังหวะมาตรฐานของชีวิตคนเมือง ภาพที่เห็นชินตาคือแถวคิวยาวหน้าคาเฟ่ ร้านชากาแฟ กับเครื่องดื่มแก้วโปรดในมือ เมื่อ “ความหวาน” ไม่ได้เป็นแค่รสชาติ แต่คือ “Reward System” หรือรางวัลเล็กๆ ที่ใครหลายคนมอบให้ตัวเองเพื่อเริ่มต้นหรือไปต่อระหว่างวัน จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตที่ตัดขาดได้ยาก
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนไทยบริโภคเครื่องดื่มที่มีรสหวาน เพราะรสหวานถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการกินในไทยที่หยั่งรากลึก ช่วยให้รู้สึกสดชื่น สู้กับความเครียดระหว่างวันจากการทำงานได้ ประกอบกับเข้าถึงง่าย มีเครื่องดื่มชงสดแพร่หลายในทุกพื้นที่ แต่ภายใต้ความสดชื่นชั่วครู่จากรสหวานนั้น กำลังซ่อนวิกฤติ “โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง” (NCDs) กัดกินทั้งสุขภาพร่างกายและโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง!
ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน จึงตื่นตัวกับกระแสการดูแลสุขภาพ รณรงค์ “ลดหวาน” ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มตัวเลือกเครื่องดื่มหวานน้อยหรือน้ำตาล 0% ในท้องตลาด รวมถึงการออกมาตรการภาษีความหวาน เพื่อกระตุ้นให้ผู้ผลิตปรับสูตรเครื่องดื่มให้มีน้ำตาลน้อยลง และล่าสุดอย่างการเปิดตัวแคมเปญ “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” ของกรมอนามัยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มุ่งผลักดันให้ระดับความหวาน 50% กลายเป็นค่ามาตรฐาน หากลูกค้าสั่งเครื่องดื่มชงโดยไม่ระบุระดับความหวาน เกิดภาพ “ความปกติใหม่” (New Normal) เปรียบเสมือนการรื้อโครงสร้าง “รสชาติ” ของคนทั้งชาติ
++ “วิกฤติโรค NCDs” กับค่าใช้จ่าย 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี ภาระที่ “คนไทย” ต้องแบกร่วมกัน
พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า สถานการณ์ “โรค NCDs” ของประเทศไทยขณะนี้อยู่ในช่วงที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเกิดโรค NCDs ได้แก่ โรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง
สถิติจากการสำรวจสถานการณ์การเกิดโรคเมื่อปี 2568 พบว่าคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีภาวะอ้วนถึง 45% และมีความชุกของการเป็นโรคเบาหวาน 10.6% เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ที่มี 9.5% และป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง 29.5% ถือว่าสูงกว่า “ค่าเป้าหมายระดับโลก” ในปี 2570 หลายเท่า ซึ่งกำหนดให้มีผู้ป่วยโรคอ้วนไม่เกิน 36.2% โรคเบาหวานไม่เกิน 7.3% และโรคความดันโลหิตสูงไม่เกิน 16.9%
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า “พฤติกรรมการบริโภคของคนไทย” ยังคงอยู่ในภาวะเสี่ยง ตกเป็นทาสของรสอร่อย! กินหวาน มัน หรืออาหารที่มีโซเดียมเกินเกณฑ์มาตรฐานเป็นจำนวนมาก เกิดเป็น “ความเคยชิน” และสร้างความเสี่ยงสะสมในร่างกายโดยไม่รู้ตัว ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อสุขภาพในระยะยาว
“ภาวะอ้วน” นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญนำไปสู่โรคอ้วน และมีความเสี่ยงจะเป็นโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงตามมา จากนั้นมีโอกาสที่โรคอื่นๆ ในกลุ่ม NCDs จะยิ่งถาโถมซ้ำเติม ไม่ว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหัวใจ โรคไตเสื่อม โรคไตวาย นอกจากนี้ยังกระทบต่อดวงตาและสมอง ภาวะเบาหวานเรื้อรังจะส่งผลให้เกิดต้อกระจกหรือจอประสาทตาเสื่อม รวมถึงโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ทั้งตีบ แตก อุดตัน
ในภาวะที่อายุของคนรุ่นใหม่ดูเหมือนจะยืนยาว แต่การบั่นทอนคุณภาพชีวิตด้วยโรค NCDs เป็น “ภัยคุกคาม” ที่น่ากลัวมาก คำจำกัดความของ “Longevity” (อายุยืนยาว) ในปัจจุบัน จึงไม่ใช่แค่ Longevity ที่แค่ Long หรือยืนยาวเฉยๆ ปราศจากคุณภาพ แต่การยืดชีวิตควรตามมาด้วยสุขภาพที่ดีคู่ขนานกันไปด้วย
“การลดโรค NCDs เป็นการลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ปัจจุบันประเทศไทยมีภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับโรค NCDs กว่า 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 9.6% ของ GDP โดยแบ่งเป็นค่ารักษาพยาบาลทางตรงกว่า 1.39 แสนล้านบาทต่อปี และความสูญเสียทางอ้อมจากการขาดงาน การเสียชีวิตก่อนวัยอันควรสูงถึง 1.5 ล้านล้านบาทต่อปี นับเป็นผลกระทบเชิงลบด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงผลักดันให้โรค NCDs เป็นวาระแห่งชาติเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย”
++ “เครื่องดื่มชง” หวาน 100% = กินน้ำตาล 10-19 ช้อนชาต่อแก้ว
พญ.อัมพร กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพของประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 ปี 2567-2568 พบว่าคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีพฤติกรรมดื่ม “เครื่องดื่มชง” ซึ่งมีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ เป็นประจำทุกวัน สัดส่วน 15.9% โดยเครื่องดื่มชงถือเป็น “แหล่งน้ำตาลสำคัญ” แหล่งหนึ่งที่ร่างกายได้รับจากการบริโภคในแต่ละวัน
ข้อมูลการสำรวจสถานการณ์บริโภคน้ำตาลต่อวัน ของ “สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ” (สสส.) พบว่า คนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยมากถึง 20 ช้อนชาต่อวัน สูงเกือบ 4 เท่า เมื่อเทียบกับเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ว่าควรบริโภคน้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน
ด้านข้อมูลจาก Policy Watch เว็บไซต์ข่าวในเครือ Thai PBS ระบุว่า เครื่องดื่มชงหวานปกติ 1 แก้ว (ขนาด 16-22 ออนซ์) โดยทั่วไปแบบหวานปกติ 100% มีน้ำตาลประมาณ 10-19 ช้อนชา (40-75 กรัม) สูงกว่าปริมาณที่แนะนำต่อวัน (ไม่เกิน 6 ช้อนชา) ถึง 2-3 เท่า เมื่อผู้บริโภคพยายามดูแลสุขภาพจึงสั่ง “หวานน้อย” แต่ปริมาณน้ำตาลเฉลี่ยจะอยู่ที่ 25-50 กรัม หรือประมาณ 6-12 ช้อนชา ยังคงสูงกว่าความต้องการของร่างกายอยู่ดี
++ คนไทยเชื่อ “ลดหวาน น้ำตาลตก หงุดหงิดง่าย” เป็นแบบนั้นจริงหรือ?
ที่ผ่านมาคนไทยบางส่วนอาจเชื่อว่า เมื่อลดหวานแล้วจะหงุดหงิดง่าย หรือมีภาวะ “น้ำตาลตก” ทาง ดร.พญ.สายพิณ โชติวิเชียร ผู้อำนวยการสำนักโภชนาการ กรมอนามัย อธิบายเสริมว่า เป็นความเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่ถูกต้องนัก เนื่องจากภาวะน้ำตาลตกเกิดจากการมีพฤติกรรมการกินที่ไม่ถูกต้อง ไม่เกี่ยวกับการลดหวานแต่อย่างใด
สำหรับการที่เชื่อว่าลดหวานแล้วจะหงุดหงิด เป็นภาวะทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นจาก “ความคุ้นชินของลิ้น” ในการรับรสหวานมาก เมื่อกินหวานน้อยลง จะทำให้ลิ้นไม่เคยชินและกระตุ้นให้เกิดความคิดวิตกกังวลต่างๆ ตามมา แต่หากร่างกายมีการปรับพฤติกรรมด้วยการบริโภคหวานน้อยบ่อยๆ จนเกิดความเคยชิน จะทำให้ร่างกายปรับตัวเองได้และคุ้นชินกับรสชาติใหม่ต่อไป
“การกินหวานจัดจะยิ่งทำให้เราโหย ทำให้อยากกินหวานตลอด มีโอกาสกินจุบจิบง่าย เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูง ฮอร์โมนอินซูลินจะทำงานหนักเพื่อเก็บกักน้ำตาล ถ้าเรากินแบบนี้เรื่อยๆ ทำให้น้ำตาลตก ขึ้นๆ ลงๆ ก็จะเกิดอาการหิวบ่อยๆ ทำให้เราอยากกินเรื่อยๆ ดังนั้นเราต้องมีองค์ความรู้ที่ถูกต้อง และตระหนักเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ต้องรอให้ถึงเจ็บป่วย ในเมื่อเรารู้แล้วว่าจุดมุ่งหมายในชีวิตเราคือการมีชีวิตยืนยาว”
สำหรับเคล็ดลับ “การปรับลิ้น” เพื่อลดหวาน ควรค่อยๆ ปรับลดระดับความหวานลงและบริโภคระดับนั้นอย่างต่อเนื่อง 2-3 สัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายคุ้นชินกับรสชาติใหม่ ไม่ควรหักดิบทันที เพราะอาจทำให้ร่างกายต่อต้านรสชาติใหม่ และกลับไปกินหวานเท่าเดิม
++ จาก “หวานน้อยสั่งได้” ปี 63 สู่แคมเปญใหม่ “หวานปกติ = หวาน 50%” ปี 69
ดร.พญ.สายพิณ กล่าวว่า หลังจากกรมอนามัยได้จัดทำโครงการ “หวานน้อยสั่งได้” ตั้งแต่ปี 2563 จากข้อมูลการร่วมมือกับไลน์แมนในปี 2566-2567 พบว่าประเทศไทยสามารถลดการใช้น้ำตาลได้มากถึง 120 ตัน และต่อมาในปี 2568 ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเลือกสั่งเครื่องดื่มชงแบบหวานน้อยหรือไม่หวานสูงถึง 75% แสดงให้เห็นว่า “ประชาชนมีความตื่นตัว” เริ่มตระหนักรู้ถึงการดูแลสุขภาพตนเอง ขณะเดียวกันภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพทั้งภาครัฐและเอกชนได้ตอบรับการขับเคลื่อนร่วมกัน อาทิ ภาษีความหวาน และภาคอุตสาหกรรมพยายามแปลงสูตรเครื่องดื่มที่มีรสหวานให้มีปริมาณน้ำตาลน้อยลงสอดรับกับเทรนด์ดูแลสุขภาพ
กรมอนามัยจึงต่อยอดด้วยการเปิดตัวแคมเปญใหม่ “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคเอกชน เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นการปรับระดับความหวานพื้นฐานของเครื่องดื่มแต่ละแบรนด์ลงครึ่งหนึ่งให้สอดคล้องกับหลักโภชนาการ และส่งเสริมให้ประชาชนค่อยๆ ปรับความคุ้นชินรสชาติที่หวานน้อยลงในชีวิตประจำวันเพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ โดยมีแบรนด์เครื่องดื่มตอบรับเข้าร่วมแคมเปญ 9 แบรนด์ จาก 7 บริษัท ได้แก่ อินทนิล คาเฟ่อเมซอน ออลคาเฟ่ คัดสรร เบลลินี่ แบลคแคนยอน พันธุ์ไทย ชาวดอย และอินเตอร์คอฟ กระทั่งเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ได้มีกลุ่มธุรกิจแบรนด์เครื่องดื่มอีกหลายบริษัทติดต่อเข้าร่วมแคมเปญเพิ่มเติม ได้แก่ กลุ่มเครือเซ็นทรัล ทรูคอฟฟี่ และเดอะ คอฟฟี่ คลับ (ในเครือไมเนอร์)
“บริษัทเหล่านี้มีสาขารวมกันกว่า 30,000 สาขา ทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงการเลือกซื้อเครื่องดื่มชงแบบมาตรฐานใหม่ หวานปกติเท่ากับหวาน 50% ได้อย่างสะดวกและครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ”
ก่อนหน้านี้ เราคาดหวังว่าทุกๆ เมนูของแบรนด์ต่างๆ ที่เข้าร่วม จะปรับมาตรฐานใหม่เป็น “หวานปกติ = หวาน 50%” แต่หลังจากได้หารือกับภาคเอกชนแล้ว หลายรายยังมีข้อกังวลในบางประเด็น โดยเฉพาะผลกระทบต่อยอดขายในช่วงเริ่มต้นของการปรับระดับความหวาน จึงนำเสนอในบางเมนูเพื่อทดลองตลาดก่อน ขณะที่ฝั่งประชาชน แม้จะมีความตื่นตัวด้านสุขภาพมากขึ้น แต่ยังมีความท้าทายเรื่องความคุ้นชินกับรสหวาน และยังมีความสับสนอยู่บ้างว่าควรสั่งอย่างไรภายใต้มาตรฐานใหม่
“ยังมีข้อกังวลของผู้บริโภคบางกลุ่มเกี่ยวกับรสชาติและสิทธิในการเลือก ซึ่งสามารถบริหารจัดการได้ผ่านการสื่อสารประชาสัมพันธ์ที่เหมาะสม ฝั่งภาคเอกชนหลายๆ แบรนด์เองก็มีโอกาสจะขยายไปยังเมนูอื่นๆ เนื่องจากประชาชนให้การตอบรับเป็นอย่างดี มีโอกาสที่จะทำให้ระดับหวานปกติของประเทศไทยเท่ากับหวาน 50%”
++ เปิดผลสำรวจความเห็น “คนกรุง” สนโปรฯ สั่งหวานน้อย 50% ลด 5 บาท/แก้ว
ทีมผู้สื่อข่าวดำเนินการสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับ “พฤติกรรมการเลือกบริโภคเครื่องดื่มที่มีรสหวานของผู้บริโภคในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล” ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม – 4 เมษายน 2569 มีผู้ตอบแบบสอบถาม 106 คน พบว่า “คาเฟ่ ร้านชา และร้านกาแฟ” เป็นช่องทางการเข้าถึงเครื่องดื่มที่ทรงอิทธิพลที่สุด ครองสัดส่วน 55.2% ของผู้ตอบทั้งหมด รองลงมาคือร้านสะดวกซื้อ 37.1%
เมนูยอดนิยมอันดับ 1 คือ “กาแฟ” ครองสัดส่วน 51.9% ตามมาด้วย “ชานมไข่มุก/ชาไทย” 42.5% ส่วนกระแสของ “มัทฉะ” ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง 40.6% ขณะที่ “น้ำอัดลม” และ “น้ำผลไม้กล่อง” ยังคงติด TOP 5 ด้วยสัดส่วน 33% และ 12.3% ตามลำดับ
เมื่อสอบถามว่าปกติแล้วบริโภคเครื่องดื่มที่มีรสหวานกี่เปอร์เซ็นต์? ผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 28.3% ระบุว่า บริโภครสหวานน้อย 50% กับที่ไม่หวาน 0% ในสัดส่วนเท่ากัน 28.3% แต่ก็ยังมีกลุ่มที่บริโภคหวาน 100% ในสัดส่วน 19.8% อีกจุดที่น่าสนใจคือแม้ส่วนใหญ่ 62.3% ของผู้ตอบแบบสอบถามจะนิยมดื่มเฉลี่ย 1 แก้วต่อวัน แต่กลุ่มที่ “ไม่ได้หยุดแค่แก้วเดียว” เฉลี่ยดื่ม 2 แก้วต่อวันมีสัดส่วน 24.5% และมากกว่า 3 แก้วต่อวันอีก 6.6% ซึ่งสะท้อนว่าระดับหวานน้อย 50% อาจไม่ใช่แค่ทางเลือกสุขภาพ แต่ทำให้สามารถดื่มได้บ่อยขึ้นในแต่ละวัน
และเมื่อเจาะอินไซต์ (Insight) ของผู้บริโภคแต่ละเจเนอเรชัน กลุ่มตัวอย่าง Gen Z มองว่าการดื่มน้ำหวานคือ “การเข้าสังคม” และการตามเทรนด์โซเชียลมีเดีย ส่วนกลุ่ม Gen Y กลุ่มที่ต้องแบกความรับผิดชอบ มองว่าคือ “กลไกการเยียวยา” ความเหนื่อยล้าจากการทำงาน และกลุ่ม Gen X มักดื่มตาม “ความเคยชิน” หรือเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ เช่น ดื่มกาแฟเพื่อให้หายง่วง แต่อาจเริ่มปรับตัวสู่การบริโภคหวานน้อยตามคำแนะนำแพทย์
ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 81.1% ระบุว่า “สนใจ” เข้าร่วมแคมเปญของร้านค้า หากลดราคา 5 บาทต่อแก้วเมื่อสั่งซื้อเครื่องดื่มหวานน้อย 50% โดยกลุ่มตัวอย่าง 35% มองว่าระยะเวลาที่เหมาะสมในการจัดแคมเปญคือ “มากกว่า 4 สัปดาห์ขึ้นไป” รองลงมาคือ 2 สัปดาห์ และ 4 สัปดาห์ สัดส่วน 24.4% และ 21% ตามลำดับ
++ เป็นไปได้ไหม? แบรนด์ใจป้ำ สั่งหวานน้อย 50% ลดราคา 5 บาท/แก้ว
ผู้สื่อข่าวสอบถามผู้บริหารของกรมอนามัยว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ หากในอนาคตกรมอนามัยจะขอความร่วมมือจากแบรนด์ต่างๆ ออกแคมเปญลดราคา 5 บาทต่อแก้ว เมื่อสั่งเครื่องดื่มหวานน้อย 50% ในช่วงระยะเวลาหนึ่งเพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคลดหวาน?
ดร.พญ.สายพิณ ผู้อำนวยการสำนักโภชนาการ ให้มุมมองมองว่า “จริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะก่อนที่สำนักโภชนาการจะเปิดตัวแคมเปญ หวานปกติ เท่ากับ หวานน้อย 50% ได้เคยคุยกับหลายๆ แบรนด์แล้วว่า เป็นไปได้ไหมว่าจะมีการจัดโปรโมชันหรือออกแคมเปญต่างๆ เพื่อดึงดูดความสนใจจากประชาชน ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะทำ แต่หลายๆ แบรนด์อยากจะขอดูกระแสการตอบรับจากภาคประชาชนก่อน รวมถึงการดูจังหวะที่เหมาะสมว่าควรออกแคมเปญประมาณไหนและในช่วงไหนดี”
พญ.อัมพร อธิบดีกรมอนามัย กล่าวในประเด็นนี้ว่า “มีความเป็นไปได้ที่จะขอความร่วมมือร้านค้าให้จัดโปรโมชัน เช่น ลดราคาเครื่องดื่มสำหรับผู้ที่สั่งหวานน้อย หรือโปรแกรมสะสมแต้ม หรือให้รางวัลเพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรม”
พร้อมย้ำว่า “หวานที่ดี คือ หวานนิดเดียว” เพราะการลดหวานไม่ได้ส่งผลดีแค่สุขภาพของแต่ละคนเท่านั้น แต่ยังลดภาระโรคและต้นทุนสุขภาพของประเทศไทยในระยะยาวอีกด้วย!

พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย (ซ้าย) และ ดร.พญ.สายพิณ โชติวิเชียร ผู้อำนวยการสำนักโภชนาการ กรมอนามัย (ขวา)
บทความนี้เป็น หนึ่งในชิ้นงานโครงงานกลุ่มที่ 5 ประเด็น ลดหวานคนละครึ่ง ของสัมมนาสาธารณะของโครงการพัฒนาหลักสูตรอบรมการประยุกต์ใช้ AI สำหรับสื่อมวลชนเพื่อส่งเสริมระบบนิเวศสื่อสุขภาวะ
Infographic

คลิปประกอบ :

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา