
"...ทอยพอดคือบุหรี่ ไฟฟ้าที่ถูกออกแบบให้มีรูปลักษณ์ภายนอกคล้ายของเล่น พวงกุญแจ หรืออุปกรณ์เครื่องเขียน ประดับ ด้วยลวดลายตุ๊กตาและตัวการ์ตูนยอดนิยม ลดทอนความน่ากลัวในสายตาผู้ใช้ มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ราคาถูก และหาซื้อได้ง่ายจากช่องทางออนไลน์ใต้ดินที่ยากต่อการตรวจสอบ บางกรณียังพบว่ามีจำหน่ายในบริเวณใกล้สถานศึกษา..."
บุหรี่ไฟฟ้าในรูปแบบ “ทอยพอด (Toy Pod)” ที่ออกแบบให้มีลักษณะคล้ายของเล่นและตัวการ์ตูน กำลังแพร่ระบาดในกลุ่มเด็กและเยาวชนไทยอย่างน่าวิตก เพราะมีข้อมูลจากกรมควบคุมโรค พบว่าในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา เด็กอายุ 13 – 15 ปีใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มข้ึนถึง 5 เท่าและพบผู้ใช้อายุน้อยสุดเพียง 6 ขวบ ปัจจัยหลัก มีตั้งแต่ครอบครัว โรงเรียน สังคม อิทธิพลของกลุ่มเพื่อน ความรู้ความเข้าใจที่ผิด ที่ว่าบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวน แต่หารู้ไม่ว่าอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้าส่งผลโดยตรงต่อพัฒนาการสมอง ระบบทางเดินหายใจและก่อให้เกิดการเสพติดอย่างรวดเร็ว
ดังนั้น จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนแก้ไขปัญหาน้ีอย่างจริงจัง เพื่อปิดกั้นการเข้าถึงของเด็กและเยาวชน ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามเป็นวงกว้าง
วิกฤตที่ตัวเลขพิสูจน์
ผลสำรวจการบริโภคยาสูบของเยาวชนไทย (Global Youth Tobacco Survey Thailand: GYTS) ประจำปี 2565 โดยกรมควบคุมโรค ชี้ให้เห็นว่าในช่วงเวลาเพียง 7 ปีระหว่า งปี 2558 – 2565 สัดส่วนเด็กอายุ 13 – 15 ปี ที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มข้ึนถึง 5.3 เท่า จากร้อยละ 3.3 พุ่งสูงข้ึนเป็นร้อยละ 17.6 คิดเป็นเด็กระดับประถมศึกษากว่า 50,000 คน และระดับมัธยมศึกษาเกือบ 400,000 คน โดยสัดส่วนของเยาวชนหญิงมีแนวโน้ม เพิ่มข้ึนอย่างน่าจับตามอง
ข้อมูลเพิ่มเติมจากการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของเยาวชนไทยจำนวน 40,164 คนทั่วประเทศ ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2567 โดยกองสุขศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย และกรุงเทพมหานคร พบว่าคนไทยในช่วงอายุ 6 – 30 ปี มีพฤติกรรมสูบบุหรี่ไฟฟ้าสูงถึงร้อยละ 18.6 และที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าคือ ร้อยละ 61.23 เชื่อผิด ๆ ว่าบุหรี่ไฟฟ้าช่วยเลิกบุหรี่มวนได้ ขณะที่ร้อยละ 50.2 เชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวน
วิวัฒนาการสู่ยุค “ทอยพอด (Toy Pod)”
พัฒนาการของบุหรี่ไฟฟ้าในสังคมไทยสามารแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะหลัก
ระยะเริ่มต้น (ปี 2558 - 2561) : บุหรี่ไฟฟ้ายังเป็นสินค้าใหม่ที่มีราคาสูง มักปรากฏในรูปแบบแท่งโลหะขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Mod ซึ่งดูเป็นอุปกรณ์เฉพาะกลุ่ม
ระยะเปลี่ยนผ่าน (ปี 2562 - 2564) : ระบบ Pod System ที่มีขนาดกะทัดรัด พกพาสะดวก และใช้นิโคตินซอลต์ที่ไม่ทำให้สำลักควัน ส่งผลให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น
ระยะปัจจุบัน (ปี 2565 เป็นต้นมา) : การปรากฏขึ้นของ "ทอยพอด" (Toy Pod) บุหรี่ไฟฟ้าที่ออกแบบให้มีรูปลักษณ์คล้ายของเล่น ตัวการ์ตูน และขนม พร้อมจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างติ๊กต๊อก (TikTok) และอินสตาแกรม (Instagram) ทำให้การควบคุมทำได้ยากยิ่งขึ้น แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายห้ามนำเข้าและจำหน่ายตั้งแต่ปี 2557 ก็ตาม
"ทอยพอด (Toy Pod)" คืออะไร และอันตรายเพียงใด
ทอยพอดคือบุหรี่ ไฟฟ้าที่ถูกออกแบบให้มีรูปลักษณ์ภายนอกคล้ายของเล่น พวงกุญแจ หรืออุปกรณ์เครื่องเขียน ประดับ ด้วยลวดลายตุ๊กตาและตัวการ์ตูนยอดนิยม ลดทอนความน่ากลัวในสายตาผู้ใช้ มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ราคาถูก และหาซื้อได้ง่ายจากช่องทางออนไลน์ใต้ดินที่ยากต่อการตรวจสอบ บางกรณียังพบว่ามีจำหน่ายในบริเวณใกล้สถานศึกษา
แม้ทอยพอดจะใช้งานสะดวก ไม่ต้องจุดไฟ มีกลิ่นคล้ายขนมหรือผลไม้ แต่ภายในบรรจุนิโคตินสังเคราะห์ระดับสูงถึงร้อยละ 3 - 5 รองรับการสูบได้นาน 8,000 - 15,000 พัฟฟ์ โดยไม่ก่อความระคายคอ ทำให้ผู้ใช้ไม่รู้สึกถึงอันตราย ทั้งที่ข้อมูลจากทั้ง สสส. และสถานบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย ระบุว่า ปริมาณนิโคตินสังเคราะห์ในบุหรี่ไฟฟ้าสูงกว่าบุหรี่มวนถึง 10 - 100 เท่า และสามารถดูดซึมเข้าสู่สมองได้ภายใน 7 - 10 วินาที ก่อให้เกิดการเสพติดได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลโดยตรงต่อสมาธิ ความจำ และพัฒนาการของสมองในเด็ก
เสียงจากผู้มีประสบการณ์จริง
"โอปอล์" (นามสมมติ) เยาวชนอายุ 13 ปี ที่เริ่มสูบบุหรี่ไฟฟ้ามาแล้วกว่า 2 ปี เล่าว่า จุดเริ่มต้นมาจากการชักชวนของเพื่อน ด้วยความอยากรู้อยากลองและต้องการการยอมรับจากกลุ่มสังคม เพราะสมาชิกส่วนใหญ่ในกลุ่มมีพฤติกรรมใช้บุหรี่ไฟฟ้า การไม่สูบตามทำให้รู้สึกแปลกแยก จึงตัดสินใจลองและเข้าสู่การเสพติดในที่สุด
ขณะที่ "แก้ม" (นามสมมติ) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อายุ 11 ปี ในจังหวัดทางภาคเหนือ เล่าถึงกลวิธีหลบซ่อนที่มีความซับซ้อน เธอฝากบุหรี่ไฟฟ้าไว้กับเพื่อนและสูบในช่วงเรียนพิเศษนอกโรงเรียน ถึงแม้โรงเรียนจะมีมาตรการตรวจกระเป๋าอย่างเข้มงวด เธอก็ยังสามารถหาทางซุกซ่อนและนำมาใช้ในช่วงพักเบรกได้
ที่น่าวิตกยิ่งไปกว่านั้น เยาวชนทั้งสองได้สะท้อนมุมมองที่มีต่อบุหรี่ไฟฟ้าที่พวกเขาได้รับรู้มาจากสื่อออนไลน์และจากการบอกเล่าของเพื่อน ว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าคือการสูบบุหรี่ผ่านไอน้ำไม่ใช่เขม่าควัน ทำให้เชื่อว่าสิ่งที่สูบเข้าไปมีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ในรูปแบบมวน
ทั้งนี้ ข้อมูลจาก National Library of Medicine (NLM) ซึ่งเป็นหอสมุดการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริการะบุความจริงที่ตรงข้ามกันว่า ในละอองของบุหรี่ไฟฟ้าประกอบไปด้วยสารประกอบที่ก่อให้เกิดอันตราย ไม่ว่าจะเป็น นิโคติน, โพรพิลีนไกลคอล (PC) และกลีเซอรอล, ไนโตรซามีนเฉพาะยาสูบ (TSNAs), อัลดีไฮด์, และสารก่อมะเร็ง ดังนั้นการสูบบุหรีไฟฟ้า ไม่ใช่แค่การสูบไอน้ำที่ไม่เป็นอันตราย แต่เป็น สูบสารพิษที่มีอนุภาคขนาดเล็กมากเข้าไป ซึ่งก่อให้เกิดโรคปอด โรคระบบทางเดินหายใจและโรคหัวใจตามมา
คุณบอย (นามสมมติ) ผู้ปกครองของเด็กหญิงวัยประถม มองว่า สื่อออนไลน์เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าได้ง่ายมากขึ้น และตัวบุหรี่ไฟฟ้าเองที่มีการออกแบบให้มีหน้าตาเป็นตัวการ์ตูนที่น่ารัก มองคล้ายของเล่น ประกอบกับค่านิยมในหมู่เพื่อนและผู้มีอิทธิพลในโซเชียล (influencer) ที่ให้คุณค่ากับการสูบบุหรี่ว่าคือความเท่และได้รับการยอมรับ ในขณะที่เด็กและเยาวชนจำนวนมากยังขาดวุฒิภาวะในการแยกแยะถึงอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า ประกอบกับความอยากลองและอยากได้รับการยอมรับในกลุ่มเพื่อน ทำให้เด็กและเยาวชนจำนวนมากทยอยเป็นนักสูบบุหรี่ ไฟฟ้าหน้าใหม่
"ยอมรับว่ากังวลว่าลูกอาจจะเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าในสักวันหนึ่ง เพราะเราเองไม่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมภายนอกได้ทั้งหมด ซึ่งหากวันหนึ่งลูกสูบบุหรี่ไฟฟ้า จะสอนและบอกลูกว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายอย่างไร"
ครอบครัว โรงเรียน และสังคม "ต้องรู้เท่าทัน"
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ แพทย์หญิงจิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ชี้ว่าการที่เด็กหันไปใช้บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้มีสาเหตุเดียว หากแต่เป็นผลจากหลายปัจจัยที่เชื่อมโยงกัน ทั้งในระดับครอบครัว โรงเรียน สังคม และระบบกฎหมาย
โดยปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ "ครอบครัว" เนื่องจากเด็กบางส่วนไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด เพราะผู้ปกครองต้องแบกรับภาระทางเศรษฐกิจและมีเวลาร่วมกับบุตรหลานน้อยลง ส่งผลให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวไม่แน่นแฟ้น เด็กบางคนจึงรู้สึกว่าตนไม่มีคุณค่า เกิดความเครียดและปัญหาด้านสุขภาพจิต นำไปสู่การแสวงหาสิ่งที่ทำให้รู้สึกดีในระยะสั้น เช่น การสูบบุหรี่ไฟฟ้า ทั้งที่ทราบดีถึงผลเสียในระยะยาว
ในส่วนของสถานศึกษา นางระวีพร แสนพยุห์ ผู้อำนวยการ โรงเรียนพหลโยธิน (พ่วงเจริญอุปถัมภ์) ยืนยันว่านักสูบหน้าใหม่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว มีแรงจูงใจหลักจากความอยากรู้อยากลอง การทำตามเพื่อน และความไม่ต้องการู้สึกแตกต่างจากกลุ่ม พร้อมทั้งเปิดเผยกรณีที่น่าตกใจว่า พบเด็กชั้นอนุบาล 2 แอบนำบุหรี่ไฟฟ้าของบิดามาใช้ที่โรงเรียน เพราะเห็นบิดาสูบเป็นประจำ อันเป็นพฤติกรรมเลียนแบบที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ
พอด "ป้องกันได้" เริ่มจากครอบครัว
นางสาวชวาลา ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม ผู้ช่วยผู้จัดการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนวทางป้องกันแบบองค์รวม เริ่มต้นจากระดับครอบครัวด้วยการจำกัดการใช้จ่ายของบุตรหลาน เสริมสร้างความสัมพันธ์ที่อบอุ่น และเปิดพื้นที่ให้เด็กสามารถสื่อสารความรู้สึกได้อย่างปลอดภัย สำหรับผู้ปกครองที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าเอง ต้องหลีกเลี่ยงการสูบต่อหน้าบุตรหลาน เพื่อป้องกันการเลียนแบบ หากบุตรหลานเข้าสู่วงจรแล้วแนวทางหลักคือ "การพูดคุย" ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบอย่างตรงไปตรงมา พร้อมสนับสนุนกระบวนการเลิก ส่วนในระดับนโยบาย ภาครัฐจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่อย่างเข้มงวดและครอบคลุม ทั้งในด้านการห้ามนำเข้า ห้ามจำหน่าย ห้ามครอบครอง และห้ามสูบในที่สาธารณะ ทั้งนี้ ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า
"ชุมชนคือด่านแรกที่สามารถชี้เส้นทางให้เด็กไปสู่ทางที่ดีหรือทางที่แย่ได้ และบุหรี่คือประตูสู่การติดสิ่งเสพติดชนิดอื่น ๆ อันสร้างปัญหาให้แก่สังคมอย่างไม่มีวันสิ้นสุด"
เพราะฉะนั้น ทอยพอด (Toy Pod) หรือบุหรี่ไฟฟ้ารูปแบบใหม่ที่มีหน้าตาคล้ายของเล่นจึงไม่ใช่ของเล่นที่ทำหน้าที่สร้างความรื่นเริงเหมือนที่เราเข้าใจ แต่เป็นกับดักที่กำลังทำลายปอด ทำลายสุขภาวะ และบั่นทอนอนาคตของเยาวชนไทยอย่างเงียบ ๆ ในขณะที่สังคมยังคงตามไม่ทัน
บทความนี้เป็น หนึ่งในชิ้นงานโครงงานกลุ่มที่ 1 ประเด็น ไม่สูบ ไม่ฟุ้ง ของสัมมนาสาธารณะของโครงการพัฒนาหลักสูตรอบรมการประยุกต์ใช้ AI สำหรับสื่อมวลชนเพื่อส่งเสริมระบบนิเวศสื่อสุขภาวะ
Infographic

คลิปประกอบ :

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา