
"...ต่อมาได้ความว่าเวลา 10.12 นาฬิกา จำเลยสำรองที่นั่งเครื่องบินโดยสารเพื่อเดินทางไปท่าอากาศยานหาดใหญ่ โดยจำเลยอยู่ร่วมประชุมและลงคะแนนเฉพาะในมาตรา 3 และมาตรา 4 ตั้งแต่เวลา 13.09 ถึง 13.47 นาฬิกา เท่านั้น แล้วจำเลยออกจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรไปยังท่าอากาศยานดอนเมือง โดยจำเลยลงทะเบียนยืนยันตัวตนเพื่อขึ้นเครื่องบินที่ท่าอากาศยานดอนเมืองในเวลา 17.30 นาฬิกา ส่อให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยตั้งแต่อยู่ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่เวลา 10.12 นาฬิกา ซึ่งเป็นเวลาที่จำเลยสำรองที่นั่งเครื่องบินโดยสาร..."
.............................................
เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ศาลฎีกา ได้เผยแพร่คำพิพากษา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขดำที่ อม 3/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อม 13/2569 ซึ่งเป็นคดีที่ อัยการสูงสุด (โจทก์) ฟ้อง นายชัยวุฒิหรือกรธัช ผ่องแผ้วหรือผ่องแผ้วนภ (จำเลย) ขณะดำรงตำแหน่ง สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เขต 4 จ.สงขลา
กรณี นายชัยวุฒิ (จำเลย) ใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ ฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์แสดงตนและลงคะแนนของจำเลยไว้ให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนอื่น หรือมอบบัตรอิเล็กทรอนิกส์แสดงตนของจำเลยไปอยู่ในความครอบครองของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนอื่นด้วยความยินยอมของจำเลย
เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนนั้น ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์แสดงตนของจำเลยกดปุ่มแสดงตนและลงคะแนนแทนจำเลย ในขณะที่มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. .. เมื่อวันที่ 20 ก.ย.2556
การกระทำของ นายชัยวุฒิ (จำเลย) ดังกล่าว เป็นการกระทำ โดยมีเจตนาทุจริตแสวงหาประโยชน์เพื่อตนเองหรือผู้อื่น หรือมีพฤติการณ์ที่รู้เห็น หรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ จากการออกเสียงลงคะแนนแทนกัน
โดยที่จำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าสมาชิกคนหนึ่ง ย่อมมีเสียงหนึ่งเสียงเท่านั้น ในการออกเสียงลงคะแนน ซึ่งการออกเสียงลงคะแนนจะกระทำแทนกันมิได้ ส่งผลให้การออกเสียงลงคะแนนในการประชุม เพื่อพิจารณาร่าง พร.บ.ฯ ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของผู้แทนปวงชนชาวไทย และถือเป็นมติที่มิชอบ
จึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใด ในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหาย แก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่
หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่ โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต จึงเข้าข่ายกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 มาตรา 65 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172, 192
โดยคดีนี้ ศาลฎีกาฯ พิพากษาว่า นายชัยวุฒิ มีความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 จำคุก 1 ปี แต่องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากเห็นว่า ทางไต่สวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 28 คงจำคุก 8 เดือน
ขณะเดียวกัน การกระทำ นายชัยวุฒิ ขณะเป็น สส. ซึ่งเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แต่นายชัยวุฒิ กลับใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบยินยอมให้บุคคลอื่นลงคะแนนแทนตนเองอันเป็นเท็จต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อหน้าที่ อันกระทบต่อหลักความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของระบบรัฐสภาและหลักการใช้อำนาจแทนประชาชนโดยสุจริต
ถือเป็นการบ่อนทำลายหลักการพื้นฐานและความสุจริตของกระบวนการนิติบัญญัติ อันมีผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ เป็นพฤติการณ์ที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตและไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ จึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่า นายชัยวุฒิ เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ก็ยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่นายชัยวุฒิ
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงขอนำเสนอรายละเอียคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีดังกล่าว (คดีหมายเลขดำที่ อม 3/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อม 13/2569)
@ศาลฯชี้‘ป.ป.ช.’ไต่สวนข้อเท็จจริง‘ชอบด้วยกฎหมาย’แล้ว
คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกว่า การไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการป.ป.ช. ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
จำเลย (นายชัยวุฒิหรือกรธัช ผ่องแผ้วหรือผ่องแผ้วนภ) อ้าง ว่า จำเลยขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนนายประกอบ รัตนพันธ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช ในประเด็นวิธีปฏิบัติในการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์แสดงตนและการลงคะแนนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มิได้ไต่สวนพยานปากดังกล่าวให้ได้ข้อเท็จจริงครบถ้วน
การไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงยังไม่ได้ข้อเท็จจริงที่ยุติมั่นคงเพียงพอที่จะชี้มูลความผิดจำเลยได้ สำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังมีข้อพิรุธสงสัย อันเป็นการอ้างในทำนองว่าการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น
เห็นว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีคำสั่งที่ 301/2565 ลงวันที่ 7 กันยายน 2565 แต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนเพื่อดำเนินการไต่สวนกรณีกล่าวหาจำเลย ในขณะที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มีผลใช้บังคับ ซึ่งมาตรา 4 นิยามคำว่า “ไต่สวน” หมายความว่า การแสวงหา รวบรวม และการดำเนินการอื่นใด เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน
และมาตรา 46 บัญญัติให้คณะกรรมการไต่สวนต้องดำเนินการเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคุณหรือเป็นโทษต่อผู้ถูกกล่าวหา พยานหลักฐานใดที่ผู้ถูกกล่าวหานำส่งคณะกรรมการไต่สวนจะไม่รับด้วยเหตุล่วงเลยเวลาหรือผิดขั้นตอนมิได้ เว้นแต่คณะกรรมการป.ป.ช. จะมีมติ มูลแล้ว หรือเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาจงใจประวิงเวลาหรือใช้สิทธิโดยไม่สุจริต
และในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาขอให้คณะกรรมการไต่สวน เรียกบุคคลหรือเอกสารจากบุคคลใดให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.หรือพนักงานไต่สวนดำเนินการตามที่ร้องขอ แต่ผู้ถูกกล่าวหาต้องร้องขอภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งข้อกล่าวหา
ทั้งนี้ เว้นแต่คณะกรรมการไต่สวนเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาจงใจประวิงเวลา หรือใช้สิทธิโดยไม่สุจริต หรือบุคคลหรือเอกสารที่ขอให้เรียกนั้นไม่มีผลต่อการวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่ต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ในสำนวนการไต่สวนหรือรายงาน การไต่สวนเบื้องต้นด้วย
ดังนี้ การไต่สวนพยานหลักฐานจะมากน้อยเพียงใดย่อมเป็นดุลพินิจของ คณะกรรมการ ป.ป.ช.หรือคณะกรรมการไต่สวนที่จะไต่สวนบุคคลหรือพยานเอกสารใดเป็นพยานก็ได้
และหากเห็นว่าข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้วก็ไม่จำต้องเรียกพยานมาทำการไต่สวนอีก หากพยานที่ไม่ไต่สวนนั้น เป็นพยานที่ผู้ถูกกล่าวหาร้องขอให้เรียกมาไต่สวน ก็จะต้องบันทึกเหตุที่ไม่เรียกให้ไว้ในสำนวนการไต่สวนหรือรายงานการไต่สวนเบื้องต้นไว้ด้วย
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนได้ความว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีคำสั่งที่ 301/2565 ลงวันที่ 7 กันยายน 2565 แต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนเพื่อดำเนินการไต่สวนกรณีกล่าวหาจำเลยตามคำฟ้องเอกสารหมาย จ.2 และต่อมาคณะกรรมการไต่สวนได้ทำการไต่สวนพยานบุคคลรวม 5 ปาก และรวบรวมพยานเอกสาร 18 รายการ
หลังจากนั้นคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีหนังสือสำนักงาน ป.ป.ช.ลับที่ ปช 0019/1240 ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2566 ให้จำเลยมารับทราบข้อกล่าวหา และแจ้งให้จำเลยชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา
ต่อมาวันที่ 3 สิงหาคม 2566 จำเลยได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาตามเอกสารหมาย จ.5 และขออ้างพยานบุคคล 3 ปาก คือ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่รับผิดชอบกลุ่มงานสำนักการประชุม และข้าราชการรัฐสภาผู้ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยในที่ประชุม หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง และอ้างพยานเอกสาร 2 รายการ
และขอให้คณะกรรมการไต่สวนเรียกเอกสารจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรอีก 5 รายการ อันเป็นการให้โอกาสจำเลยชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาอย่างเต็มที่
ทั้งนี้ คณะกรรมการไต่สวนพิจารณาและบันทึกเหตุไว้ในรายงานและสำนวนการไต่สวนว่า พยานบุคคลดังกล่าวไม่มีผลต่อการวินิจฉัย และเอกสาร 5 รายการดังกล่าวปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนการไต่สวนแล้ว จึงมีมติไม่ไต่สวนเพิ่ม ตามเอกสารหมาย จ.32 แฟ้มที่ 1
หลังจากนั้นวันที่ 17 กรกฎาคม 2567 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติซี้มูล แสดงให้เห็นว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการรวบรวมข้อเท็จจริง ไม่ว่าเป็นคุณหรือเป็นโทษครบถ้วนเพียงพอที่จะชี้มูลความผิดได้แล้ว
การที่จำเลยเพิ่งชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ขออ้างนายประกอบ รัตนพันธ์ เป็นการอ้างพยานหลักฐานภายหลังจากที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลอันเป็นการล่วงเลยกำหนดระยะเวลา 30 วัน นับแต่ผู้ถูกกล่าวหาได้รับแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 46
ดังนี้ การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่เรียกพยานบุคคลดังกล่าวมาไต่สวน จึงไม่ทำให้สำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีข้อพิรุธสงสัยดังที่จำเลยกล่าวอ้าง
ส่วนพยานบุคคลเท่าที่ไต่สวนมานั้น จะเพียงพอให้รับฟังว่า จำเลยกระทำความผิดหรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต้องพิจารณาจากสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และอาจไต่สวนพยานหลักฐานเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากที่ปรากฏในสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ ซึ่งจำเลยก็ได้นำนายประกอบมาไต่สวนเป็นพยานในชั้นศาลแล้วด้วย
ศาลจึงพิจารณาวินิจฉัยพยานหลักฐานทั้งหมด โดยศาลมิได้ผูกพันว่าข้อเท็จจริงเป็นดังที่สรุปในรายงานการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ส่วนข้อเท็จจริงจากสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. สมควรไต่สวนพยานใดเพิ่มเติมหรือไม่ หรือมีพยานหลักฐานมั่นคงเพียงพอที่จะชี้มูลความผิดของจำเลยได้หรือไม่ ไม่เป็นเหตุให้การไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เสียไป
การไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว
@ส่อเจตนาไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่-ไม่มีระเบียบให้‘เสียบบัตรฯ’คาเครื่อง
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า จำเลย (นายชัยวุฒิหรือกรธัช ผ่องแผ้วหรือผ่องแผ้วนภ) กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่
เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. .. ในการลงคะแนนรายมาตรา 10 (ลงคะแนนเวลา 19.10 นาฬิกา) มาตรา 14 (ลงคะแนนเวลา 20.12 นาฬิกา) มาตรา 16 (ลงคะแนนเวลา 20.30 นาฬิกา) และมาตรา 17 (ลงคะแนนเวลา 20.53 นาฬิกา)
จำเลยไม่อยู่ในที่ประชุม เนื่องจากจำเลยออกจากที่ประชุมสภาเพื่อเดินทางจากท่าอากาศยานดอนเมืองไปท่าอากาศยานหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เที่ยวบิน DD 7120 ในช่วงเวลา 18.30 ถึง 19.55 นาฬิกา แต่ปรากฏว่ามีการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยลงคะแนนในการพิจารณามาตราดังกล่าว
คดีมีประเด็นให้วินิจฉัยเพียงว่า จำเลยฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไว้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายอื่น หรือบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไปอยู่ในความครอบครองของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายอื่นโดยจำเลยยินยอมให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายอื่นใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยลงคะแนนร่างพระราชบัญญัติฯ ในมาตรา 10 มาตรา 14มาตรา 16 และมาตรา 17 หรือไม่
องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากเห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความ จากนางสาวสายฝน ไกรสมเลิศ ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานบริหารทั่วไป สำนักการประชุม สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เบิกความว่า
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถยืมบัตรอิเล็กทรอนิกส์สำรองได้ โดยต้องเขียนแบบขอใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์สำรองยื่นต่อเจ้าหน้าที่กลุ่มงานบริหารทั่วไป สำนักการประชุม เจ้าหน้าที่จะกรอกข้อมูลเกี่ยวกับชื่อ ชื่อสกุล เลขที่สมาชิกและวันที่ยืมบัตรอิเล็กทรอนิกส์สำรองไว้เป็นหลักฐานในทะเบียนคุม
แต่จากการตรวจสอบบันทึกรายงานขอใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์สำรองของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในช่วงระหว่างวันที่ 19 กันยายน 2556 ถึงวันที่ 4 ธันวาคม 2556 ไม่ปรากฏว่าจำเลยขอยืมบัตรอิเล็กทรอนิกส์สำรองในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร
ในข้อนี้จำเลยเบิกความว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นบัตรจริงของจำเลย ลงคะแนนในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ก่อนที่จะเสียบบัตรดังกล่าวคาไว้ที่เครื่อง
แสดงว่าในวันเกิดเหตุ ก่อนจำเลยออกจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรไปท่าอากาศยานดอนเมือง จำเลยใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นบัตรจริงของจำเลย ลงคะแนนในมาตรา 3 และมาตรา 4 ก่อนแล้ว จึงมีบุคคลอื่นนำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นบัตรจริงของจำเลยไปลงคะแนนต่อ ในมาตรา 10 มาตรา 14 มาตรา 16 และมาตรา 17
เมื่อในวันดังกล่าวที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเริ่มประชุมในเวลา 9.38 นาฬิกา จำเลยลงลายมือชื่อเข้าร่วมประชุม ต่อมาได้ความว่าเวลา 10.12 นาฬิกา จำเลยสำรองที่นั่งเครื่องบินโดยสารเพื่อเดินทางไปท่าอากาศยานหาดใหญ่
โดยจำเลยอยู่ร่วมประชุมและลงคะแนนเฉพาะในมาตรา 3 และมาตรา 4 ตั้งแต่เวลา 13.09 ถึง 13.47 นาฬิกา เท่านั้น แล้วจำเลยออกจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรไปยังท่าอากาศยานดอนเมือง โดยจำเลยลงทะเบียนยืนยันตัวตนเพื่อขึ้นเครื่องบินที่ท่าอากาศยานดอนเมืองในเวลา 17.30 นาฬิกา
ส่อให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยตั้งแต่อยู่ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่เวลา 10.12 นาฬิกา ซึ่งเป็นเวลาที่จำเลยสำรองที่นั่งเครื่องบินโดยสารว่า จำเลยตั้งใจจะไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรซึ่งจะมีการลงคะแนนต่อในช่วงเย็นของวันดังกล่าว ในมาตรา 5 ถึงมาตรา 20
ทั้งนี้ เมื่อได้ความตามคำรับของจำเลยว่า จำเลยไม่ได้ลาประชุมสภาในวันดังกล่าว จึงเป็นข้อพิรุธประการหนึ่งให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยว่า จำเลยเดินทางไปอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยมิได้ลาราชการนั้น ก็เพื่อประสงค์จะใช้สิทธิในการลงคะแนนในมาตราอื่นต่อภายหลังจากที่จำเลยไม่อยู่ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร
ทั้งเมื่อพิจารณาถึงแผนผังที่นั่งการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 24 เอกสารหมาย จ.20 หน้า 322 ที่ปรากฏภาพที่นั่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละพรรคการเมืองในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร แยกกันไว้เป็นสัดส่วน สอดคล้องกับคำเบิกความของนางบุษกร อัมพรประภา และนางสาวสายฝนกับคำรับของจำเลยที่ว่า
ขณะเกิดเหตุสภาผู้แทนราษฎรจัดที่นั่งสำหรับประชุมไว้เป็นสัดส่วนให้แต่ละพรรคการเมือง โดยพรรคฝ่ายค้านจะถูกจัดไว้ให้นั่งในฝั่งของกลุ่มพรรคฝ่ายค้าน และในฝั่งที่นั่งของกลุ่มพรรคฝ่ายค้าน ถูกจัดแบ่งเป็นสัดส่วนให้แต่ละพรรคการเมือง ขณะเกิดเหตุจำเลยนั่งอยู่บริเวณเดียวกันกับพรรคการเมืองที่จำเลยสังกัดอยู่
และผลการลงคะแนนโดยการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นบัตรจริงของจำเลยทั้ง 4 ครั้ง ก็ปรากฏผล “ไม่เห็นด้วย” อันสอดคล้องกับมติ (บัตรจริง) เอกสารหมาย จ.29 หน้า 1065 มีรูปสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชื่อ ชื่อสกุล เลขที่ประจำตัว และพรรคการเมืองที่สังกัดไว้ชัดเจน อยู่ด้านหน้าของบัตร ยิ่งเป็นไปได้ยากที่จะมีการนำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไปใช้โดยผิดหลง
จึงเชื่อว่าขณะจำเลยยังอยู่ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร จำเลยแจ้งให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายอื่น ทราบถึงรายละเอียดการเดินทางของจำเลย และยินยอมให้บุคคลดังกล่าวใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยลงคะแนนแทนจำเลย แม้จะเป็นการลงคะแนนแทนจำเลยเฉพาะในบางมาตรา ไม่ใช่ทุกมาตราในขณะที่จำเลยไม่อยู่ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร แต่การลงคะแนนแทนจำเลยเพียงมาตราเดียวก็ถือเป็นความผิดสำเร็จแล้ว
ที่จำเลยอ้างว่า จำเลยวางบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้แสดงตนและลงคะแนนไว้ที่เครื่องอ่านบัตรอิเล็กทรอนิกส์ อันเป็นการปฏิบัติตามปกติเช่นทุกครั้ง เมื่อสิ้นสุดการประชุมในแต่ละวันหากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนใดมีภารกิจนอกสภาผู้แทนราษฎรจะคืนบัตรในทางอ้อม
โดยวิธีวางหรือเสียบไว้ที่เครื่องอ่านบัตรอิเล็กทรอนิกส์เพื่อป้องกันการหลงลืมหรือเพื่อให้ทันต่อการแสดงตนและลงคะแนนกรณีประธานในที่ประชุมเรียกแสดงตนและลงมติเร่งด่วน เจ้าหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรจะเก็บบัตรอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวเพื่อนำไปเก็บไว้ตามระเบียบของรัฐสภา นั้น
เมื่อบัตรอิเล็กทรอนิกส์ประจำตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นเครื่องยืนยันตัวตนเฉพาะบุคคล ทั้งยังเป็นเอกสารราชการที่สำคัญที่จำเลยต้องใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ลงคะแนนแสดงเจตจำนงใช้สิทธิออกเสียงในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นการแสดงสิทธิเฉพาะตัวในการปฏิบัติหน้าที่แทนปวงชนชาวไทย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรไม่มีที่นั่งประจำให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงไม่มีเครื่องอ่านบัตรอิเล็กทรอนิกส์สำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนใดคนหนึ่งเป็นการเฉพาะ
ดังนั้น การเก็บรักษาบัตรจึงเป็นหน้าที่ที่สำคัญยิ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่ละคนย่อมต้องเก็บรักษาบัตรอิเล็กทรอนิกส์ประจำตัวของตนเองไว้กับตัวเสมอ และต้องไม่ปล่อยให้บุคคลอื่นเข้าถึงได้โดยง่าย หรือเสียบบัตรทิ้งไว้ในเครื่องอ่านบัตรอิเล็กทรอนิกส์ โดยที่ตนไม่อาจควบคุมการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของตนเองได้
และได้ความจากนางบุษกรว่า กรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายใดลงคะแนนเสียงแล้วเสียบบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไว้ที่เครื่องอ่านบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ในระหว่างมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารงานทั่วไปของสำนักการประชุม จะไม่ไปเก็บบัตรอิเล็กทรอนิกส์จนกว่าจะปิดการประชุม
ดังนี้ พฤติการณ์ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยวางหรือเสียบบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของตนเองไว้ที่เครื่องอ่านบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งที่จำเลยทราบดีอยู่แล้วว่า ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีประชุมเพื่อพิจารณาลงคะแนนในมาตราอื่นต่อ และจำเลยต้องเดินทางไปจังหวัดสงขลาโดยไม่ได้ลาราชการไว้
จำเลยย่อมต้องทราบว่า อาจมีบุคคลอื่นนำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไปใช้อันเป็นการเปิดโอกาสให้มีการกระทำความผิดลงคะแนนแทนจำเลยได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของสำนักการประชุมจะยังไม่เก็บบัตรอิเล็กทรอนิกส์จนกว่าจะปิดการประชุมในวันดังกล่าว
ทั้งการเสียบบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นบัตรจริงคืนให้เจ้าหน้าที่ เพื่อป้องกันการหลงลืมหรือเพื่อความสะดวกในการนำบัตรมาใช้ในครั้งต่อไปก็ถือเป็นข้ออ้างที่ปัดความรับผิดชอบในการรักษาบัตรอิเล็กทรอนิกส์อันเป็นเอกสารราชการที่สำคัญ โดยไม่มีเหตุสมควร
และจำเลยไม่จำต้องคืนบัตรอิเล็กทรอนิกส์ เพราะเป็นบัตรที่มอบให้จำเลยเก็บรักษา หากจำเลยหลงลืมไม่ได้นำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นบัตรจริงมาในวันประชุม จำเลยสามารถขอยืมบัตรอิเล็กทรอนิกส์สำรองจากเจ้าหน้าที่สำนักการประชุมได้
นอกจากนี้ ยังได้ความจากนางบุษกรว่า ไม่มีระเบียบข้อบังคับให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคืนบัตรอิเล็กทรอนิกส์ด้วยวิธีเสียบบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไว้ที่เครื่องอ่านบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ดังนี้ แม้ขณะเกิดเหตุจะมีวิธีปฏิบัติดังกล่าวในหมู่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่บ้าง
แต่พฤติกรรมในทางปฏิบัติดังกล่าว เป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลอื่นใช้สิทธิลงคะแนนแทน อันเป็นการฝ่าฝืนหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยตรง จึงมิใช่ข้ออ้างปฏิเสธเหตุแห่งการกระทำความผิด
@ข้ออ้าง‘จำเลย’ฟังไม่ขึ้น-พิพากษาจำคุก 1 ปี ลดโทษเหลือ 8 ด.
ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยต้องเดินทางกลับจังหวัดสงขลา เนื่องจากต้องไปดูแลบิดาที่เจ็บป่วย และมีภารกิจรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่นั้น เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีหน้าที่โดยตรงตามรัฐธรรมนูญที่จะต้องเข้าร่วมประชุมและออกเสียงลงคะแนนด้วยตนเอง ข้ออ้างดังกล่าวมิใช่เหตุหักล้างให้การกระทำของจำเลยที่ยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไม่เป็นความผิด
ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยไม่มีมูลเหตุจูงใจในการกระทำความผิด เนื่องจากการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฯ พรรคประชาธิปัตย์ที่จำเลยสังกัดอยู่ มีมติไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติฯในวาระที่ 1 (ชั้นรับหลักการ) ในวาระที่ 2 (ชั้นกรรมาธิการ) พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านได้สัดส่วนกรรมาธิการเสียงข้างน้อย และไม่สามารถยับยั้งคัดค้านการตรากฎหมาย
และในวาระที่ 3 (ชั้นพิจารณาลงคะแนน) สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อภิปรายคัดค้านไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติฯ ขณะเกิดเหตุมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาล 299 คน ที่ลงคะแนนเห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติฯ เกินกว่ากึ่งหนึ่งอย่างแน่แท้ และฝ่ายค้านเพียง 201 คน ไม่อาจยับยั้งการตราพระราชบัญญัติดังกล่าวได้
กรณีการเสียบบัตรอิเล็กทรอนิกส์แทนจำเลย อาจเกิดจากการกลั่นแกล้งหรือเจตนาดีของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนอื่น นั้น
แม้พรรคฝ่ายค้านมีเสียงข้างน้อยก็ไม่ใช่ข้อยืนยันว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด ทั้งการออกเสียงลงคะแนนและการบันทึกการออกเสียงลงคะแนนในการประชุมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขณะเกิดเหตุ มีการบันทึกการออกเสียงลงคะแนนของสมาชิกแต่ละคน และเปิดเผยบันทึกดังกล่าวไว้ในที่ที่ประชาชนอาจเข้าตรวจสอบได้
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่ละคน ย่อมประสงค์แสดงให้ประชาชนเห็นว่าตนเองปฏิบัติหน้าที่ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฯ และลงคะแนนในแต่ละมาตราอย่างเต็มความสามารถ โดยเฉพาะในส่วนของพรรคการเมืองที่ผลการลงคะแนนของแต่ละพรรคการเมืองแสดงให้เห็นถึงความเป็นหนึ่งเดียวของพรรค
เมื่อพรรคการเมืองที่จำเลยสังกัดขณะเกิดเหตุ มีมติพรรคไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติฯ หากสมาชิกพรรคการเมืองบางคนไม่อยู่ การเสียบบัตรอิเล็กทรอนิกส์แทนกัน ก็จะทำให้เสียงของพรรคการเมืองไม่ลดลง และพรรคการเมืองไม่ถูกมองว่าสมาชิกพรรคขาดการประชุมหรือลงคะแนนไม่ครบ
การลงคะแนนครบถ้วนจึงถือว่ามีความสำคัญอันเป็นวิถีทางการเมือง และผลการลงคะแนนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพียงเสียงเดียวก็อาจเปลี่ยนผลการลงคะแนนได้
เมื่อผลการลงคะแนนในมาตรา 10 มาตรา 14 มาตรา 16 และมาตรา 17 สอดคล้องกับมติของพรรคที่จำเลยสังกัด จึงเชื่อว่าเป็นมูลเหตุให้จำเลยยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของตนลงคะแนนแทน
ที่จำเลยอ้างว่าหลังจากจำเลยได้รับทราบข้อกล่าวหาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว จำเลยพยายามขวนขวายตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นเท่าที่สามารถตรวจสอบได้ เพื่อให้พนักงานสอบสวนใช้อำนาจหน้าที่ตรวจสอบหาตัวผู้นำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไปใช้
และจำเลยตรวจสอบขอข้อมูลจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มาทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา แต่ปรากฏว่าสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถให้ข้อมูลได้ครบถ้วน โดยเฉพาะข้อมูลในการใช้เครื่องอ่านบัตรอิเล็กทรอนิกส์ จำเลยจึงไม่ทราบว่ามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนใด ใช้เครื่องอ่านบัตรอิเล็กทรอนิกส์ใกล้กับจำเลย หรือใช้เครื่องเดียวกันเพื่อให้ได้ตัวบุคคลที่นำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไปใช้โดยทุจริตนั้น
การตรวจสอบดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากการกระทำความผิดสำเร็จแล้วกว่า 10 ปี และเป็นเวลาภายหลังจากจำเลยได้รับทราบข้อกล่าวหาแล้ว จึงไม่ใช่ข้อยืนยันว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด
ทั้งข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนรับฟังได้แล้วว่า จำเลยยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของตนลงคะแนนแทน แม้จะไม่ปรากฏตัวผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลย ก็ไม่ใช่ข้อที่จะนำมาหักล้างให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด
พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุผลและน้ำหนักให้รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ลงคะแนนแทนจำเลย เมื่อการออกเสียงลงคะแนนเป็นสิทธิเฉพาะตัวของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การกระทำใด เพื่อให้มีการออกเสียงลงคะแนนแทนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ไม่อยู่ในที่ประชุม
จึงเป็นการขัดต่อหลักการออกเสียงลงคะแนนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 126 วรรคสาม ที่ให้สมาชิกคนหนึ่งมีเสียงหนึ่งในการออกเสียงลงคะแนน และไม่ชอบด้วยข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2551 ข้อ 72 วรรคสาม ที่การออกเสียงลงคะแนนจะกระทำแทนกันมิได้ อันถือเป็นการออกเสียงลงคะแนนที่ไม่สุจริต
มีผลทำให้การออกเสียงลงคะแนนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการประชุมนั้น ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของผู้แทนปวงชนชาวไทย และเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานของการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติโดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์
ทั้งขัดต่อหลักความซื่อสัตย์สุจริตที่ได้ปฏิญาณตนในที่ประชุมก่อนเข้ารับหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 122 และมาตรา 123
แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ถูกยกเลิกแล้ว แต่มีการตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ใช้บังคับ โดยกำหนดหลักการเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติไว้เช่นเดียวกัน จึงถือได้ว่าการกระทำของจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายแก่สภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่นิติบัญญัติ
ทั้งการที่จำเลยซึ่งมีหน้าที่พิจารณาร่างพระราชบัญญัติต่างๆ และลงมติ แต่กลับยินยอมให้ผู้อื่นนำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไปใช้ลงคะแนนในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฯ แทนจำเลย เพื่อสมประโยชน์จำเลยและให้มีผลเป็นไปตามมติของพรรคการเมืองที่จำเลยสังกัด
ถือได้ว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มีควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น หรือมีพฤติการณ์ที่รู้เห็นหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อกระบวนการตรากฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ
จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ปวงชนชาวไทยและฝ่ายนิติบัญญัติ
แม้ภายหลังการกระทำความผิด มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ใช้บังคับ โดยมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542
แต่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 ยังคงบัญญัติให้การกระทำตามฟ้องเป็นความผิดและมีระวางโทษเท่าเดิม จึงต้องลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง
พิพากษาว่า จำเลย (นายชัยวุฒิหรือกรธัช ผ่องแผ้วหรือผ่องแผ้วนภ) มีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 จำคุก 1 ปี
องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากเห็นว่า ทางไต่สวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 28 คงจำคุก 8 เดือน
ขณะกระทำความผิดจำเลยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แต่จำเลยกลับใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบยินยอมให้บุคคลอื่นลงคะแนนแทนตนเองอันเป็นเท็จต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อหน้าที่
อันกระทบต่อหลักความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของระบบรัฐสภาและหลักการใช้อำนาจแทนประชาชนโดยสุจริต ถือเป็นการบ่อนทำลายหลักการพื้นฐานและความสุจริตของกระบวนการนิติบัญญัติ อันมีผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ เป็นพฤติการณ์ที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตและไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ จึงเป็นเรื่องร้ายแรง
แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนก็ยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา