“…หากยอมรับว่าการอ้างอิงรายงานคาดการณ์ความเสี่ยงจากหน่วยงานต่าง ๆ เพียงเพื่อชี้ว่า “มีความเสี่ยง” ก็เพียงพอแก่การเข้าเงื่อนไขมาตรา 172 แล้ว ย่อมเท่ากับเปิดช่องให้รัฐบาลในอนาคตสามารถอ้างรายงานคาดการณ์เศรษฐกิจซึ่งมีอยู่เป็นประจำทุกไตรมาสจากหลายหน่วยงาน เพื่อตราพระราชกำหนดกู้เงินได้แทบทุกขณะ อันจะทำให้เงื่อนไข “ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ” ตามรัฐธรรมนูญถูกลดทอนความหมายลงจนแทบไม่มีผลในทางปฏิบัติ…”
หมายเหตุ : สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน (ปชน.) เกี่ยวข้องในคดี เป็นผู้เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือ ผู้ร้อง ได้ยื่นหนังสือคัดค้านคำชี้แจงของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณีได้ทำคำชี้แจงการตรา พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท จำนวน 4 ประเด็น ต่อไปนี้เป็นรายละเอียดคำคัดค้านของ ปชน.ทั้งหมด
อ่านข่าวประกอบ : ‘ปชน.’ ยื่น ศาลรธน. ค้านคำชี้แจง ‘ครม.’ ออก ‘พ.ร.ก.กู้เงิน’ ชี้ ไม่อาจหักล้างข้อโต้แย้งเดิมได้
คำคัดค้านคำชี้แจงของคณะรัฐมนตรี
ตามที่ครม.ได้จัดทำคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 เพื่อยืนยันว่าพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่งนั้น ผู้ร้องขอกราบเรียนต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า คำชี้แจงของคณะรัฐมนตรีดังกล่าว แม้จะมีการรวบรวมข้อมูลและความเห็นจากหลายหน่วยงานเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อพิจารณาโดยละเอียดแล้ว ยังไม่อาจหักล้างข้อโต้แย้งเดิมของผู้ร้องได้ และในหลายประเด็นยังสะท้อนย้อนกลับให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นว่าพระราชกำหนดฉบับนี้มิได้เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 172 ดังต่อไปนี้
@ ล้วนเป็นเพียงการพยากรณ์-ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว
1. คำชี้แจงยังคงสับสนระหว่าง “ความรุนแรงของปัญหา” กับ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ” ตามมาตรา 172
คำชี้แจงของครม.ในประเด็นที่ 1 ได้อธิบายอย่างกว้างขวางถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ผลกระทบแบบ “Double Squeeze” ความเสี่ยงต่อภาวะ Stagflation และรายงานจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งธนาคารโลก IMF กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งล้วนยืนยันตรงกันว่า “มีความเสี่ยง” “มีแนวโน้ม” หรือ “อาจ” ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงเหล่านี้ล้วนเป็นการพยากรณ์หรือประเมินความเสี่ยงในอนาคต มิใช่การพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ณ ขณะตราพระราชกำหนดว่ามีสถานการณ์ในเชิงประจักษ์ที่กระทบต่อ “ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ” ตามความหมายของมาตรา 172 ที่เศรษฐกิจของประเทศได้ถูกคุกคามในระดับวิกฤตจนกระทบต่อความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ
แม้แต่คำชี้แจงของกระทรวงการคลังเองในประเด็นที่ 1 ข้อ 9.3 ก็ยอมรับว่า GDP ปี 2569 ยังขยายตัวเป็นบวกที่ร้อยละ 1.6 มิได้หดตัว และธนาคารโลกในประเด็นที่ 1 ข้อ 8.1 ก็เพียงปรับลดประมาณการการขยายตัวลงเหลือร้อยละ 1.3 ซึ่งยังคงเป็นตัวเลขขยายตัวเป็นบวก มิใช่การหดตัวของระบบเศรษฐกิจแต่อย่างใด ซึ่งถือว่ายังไม่ได้กระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศตาม มาตรา 172
การที่คำชี้แจงนำเสนอ “ตารางประมาณการผลกระทบ” ในประเด็นที่ 1 ข้อ 2.1 ซึ่งเป็นการจำลองสถานการณ์ในอนาคต 3 รูปแบบ โดยรูปแบบที่เลวร้ายที่สุดคาดว่า GDP จะขยายตัวลดลงเหลือเพียงร้อยละ 0.7-0.8 นั้น ยิ่งตอกย้ำว่า ณ ขณะตราพระราชกำหนด เศรษฐกิจไทยยังมิได้เข้าสู่ภาวะวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หากแต่เป็นเพียงการคาดการณ์ว่า “อาจจะ” เข้าสู่ภาวะที่แย่ลงในอนาคตหากสถานการณ์ภายนอกเลวร้ายลงไปอีก ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับเงื่อนไขกรณีที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยเฉียบพลัน หรือ ณ ขณะที่มีการตราพระราชกำหนด ที่ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว มิใช่จากการคาดการณ์ความเสี่ยงในอนาคตซึ่งเป็นภาวะปกติที่ฝ่ายบริหารต้องเผชิญและบริหารจัดการอยู่เสมอ
หากยอมรับว่าการอ้างอิงรายงานคาดการณ์ความเสี่ยงจากหน่วยงานต่าง ๆ เพียงเพื่อชี้ว่า “มีความเสี่ยง” ก็เพียงพอแก่การเข้าเงื่อนไขมาตรา 172 แล้ว ย่อมเท่ากับเปิดช่องให้รัฐบาลในอนาคตสามารถอ้างรายงานคาดการณ์เศรษฐกิจซึ่งมีอยู่เป็นประจำทุกไตรมาสจากหลายหน่วยงาน เพื่อตราพระราชกำหนดกู้เงินได้แทบทุกขณะ อันจะทำให้เงื่อนไข “ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ” ตามรัฐธรรมนูญถูกลดทอนความหมายลงจนแทบไม่มีผลในทางปฏิบัติ
@ ขัดต่อโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหาร-นิติบัญญัติ
2. ข้ออ้างเรื่องข้อจำกัดของงบกลางและกระบวนการงบประมาณ ยังคงเป็นข้อจำกัดที่เกิดจากฝ่ายบริหารเอง มิใช่ “เหตุฉุกเฉินตามรัฐธรรมนูญ”
คำชี้แจงใน ประเด็นที่ 1 ข้อ 10 ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งตั้งไว้ 99,000 ล้านบาท แต่ถูกใช้ไปกับภารกิจอื่นจนเหลือไม่เพียงพอ และอ้างว่างบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 จะมีผลใช้บังคับในเดือนตุลาคม 2569 จึงไม่ทันต่อสถานการณ์
ข้อเท็จจริงที่ครม.นำมาขยายความในครั้งนี้ มิได้เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของปัญหาแต่อย่างใด กล่าวคือ การที่งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายฯ ถูกใช้ไปจนเกือบหมดก่อนหน้านี้ เป็นผลจากการตัดสินใจจัดสรรงบประมาณของฝ่ายบริหารเองในระหว่างปี มิใช่ปัจจัยภายนอกที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐบาล และมิใช่เหตุสุดวิสัยหรือเหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้นโดยกะทันหันแต่อย่างใด
ยิ่งไปกว่านั้น คำชี้แจง ประเด็นที่ 1 ข้อ 10.3 และข้อ 10.4 เองก็ยอมรับว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 “มีกระบวนการและระยะเวลาในการดำเนินการไม่ต่ำกว่า 2 เดือน” และงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ที่จะมีผลในเดือนตุลาคม 2569 ก็ “มีความจำเป็นต้องจัดสรรเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายตามสิทธิตามกฎหมาย” อยู่แล้วเป็นทุนเดิม คำชี้แจงเหล่านี้แสดงให้เห็นเพียงว่า เครื่องมือทางงบประมาณปกติ “ไม่สะดวก” หรือ “ใช้เวลานานกว่า” การออกพระราชกำหนด มิใช่การพิสูจน์ว่าเครื่องมือดังกล่าว “ไม่อาจใช้ได้เลย” ซึ่งเป็นมาตรฐานที่มาตรา 172 วรรคสองกำหนดไว้
หากยอมรับว่าข้อจำกัดด้านปฏิทินงบประมาณซึ่งเป็นผลจากกระบวนการภายในของฝ่ายบริหารเอง ถือเป็น “กรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้” ตามมาตรา 172 แล้ว ย่อมเท่ากับว่าทุกปีงบประมาณ ในช่วงรอยต่อก่อนพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีมีผลใช้บังคับ ฝ่ายบริหารย่อมสามารถอ้างเหตุดังกล่าวเพื่อตราพระราชกำหนดกู้เงินได้เสมอ ซึ่งย่อมขัดต่อโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติตามที่รัฐธรรมนูญวางไว้โดยสิ้นเชิง
@ เปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นแผนระยะกลาง-ยาวโดยสภาพ
3. คำชี้แจงเกี่ยวกับ แผนที่ 2 การสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ยืนยันลักษณะโครงการระยะยาวมิใช่มาตรการฉุกเฉิน
คำชี้แจงในประเด็นที่ 2 และประเด็นที่ 3 ได้บรรยายถึงแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) ตลอดจนความจำเป็นในการปรับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฟฟ้า ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และการพัฒนาทักษะแรงงานและนวัตกรรม โดยยอมรับเองใน ประเด็นที่ 2 ข้อ 2 ว่าการดำเนินการตามแผนทั้งสองฉบับที่ผ่านมา “อยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมายทั้งสองแผน” และในประเด็นที่ 2 ข้อ 3 ว่าการปรับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเป็นเรื่องที่ “ต้องใช้เวลา” และมีอุปสรรคเชิงกฎหมายและกฎระเบียบที่สั่งสมมานาน
คำชี้แจงดังกล่าวยิ่งยืนยันข้อโต้แย้งเดิมของผู้ร้องว่า ปัญหาหลักของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานมิใช่การขาดแคลนเงินทุนเป็นการเฉพาะ หากแต่เป็นปัญหาเชิงนโยบาย กฎระเบียบ และระยะเวลาดำเนินโครงการที่ต้องใช้เวลาหลายปี การที่ครม. ระบุในประเด็นที่ 2 ข้อ 2 ว่ารัฐบาลมีนโยบายชัดเจนอยู่แล้วในการปรับโครงสร้างตลาดพลังงาน การเปิดให้ซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้า (Direct PPA) และการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ย่อมแสดงว่านโยบายและทิศทางได้ถูกกำหนดไว้แล้วโดยไม่จำเป็นต้องอาศัยพระราชกำหนด หากแต่สามารถดำเนินการผ่านกระบวนการงบประมาณปกติควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องได้
คำชี้แจง ประเด็นที่ 2 ข้อ 5 ยังระบุด้วยว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน “จำเป็นต้องมีการพัฒนานวัตกรรมและทักษะ...ควบคู่กันไปด้วย” และ “การเร่งลงทุนพร้อมกันในหลายด้าน (Big Push) จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญ” ซึ่งล้วนเป็นลักษณะของแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวที่ต้องอาศัยการวางแผน ออกแบบ และดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นปี มิใช่มาตรการที่จะเกิดผลโดยฉับพลันจากการมีเงินกู้เพิ่มขึ้นในทันที ดังนั้น แม้จะยอมรับว่าการเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเป็นเรื่องสำคัญ แต่คำชี้แจงก็ยังไม่อาจแสดงให้เห็นว่าเหตุใดจึงต้องดำเนินการผ่านพระราชกำหนดที่อ้างความฉุกเฉิน แทนที่จะเป็นกฎหมายงบประมาณตามปกติซึ่งเหมาะสมกับลักษณะของโครงการระยะยาวมากกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ในรายละเอียดของทั้งสองด้านที่พระราชกำหนดอ้างว่าจะเปลี่ยนผ่านพลังงาน ยิ่งเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่ามาตรการดังกล่าวมีลักษณะเป็นแผนระยะกลางถึงระยะยาวโดยสภาพ มิใช่มาตรการที่จะเกิดผลโดยฉับพลัน
ในด้านการผลิตกระแสไฟฟ้า ครม.ได้อ้างอิงเองในประเด็นที่ 1 ข้อ 5 ว่า ก๊าซธรรมชาติที่นำเข้ามาถูกนำไปใช้ในภาคการผลิตไฟฟ้าสูงถึงร้อยละ 61 แต่กลับไม่ได้พูดถึงข้อเท็จจริงที่ว่า โรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติจำนวนมากยังอยู่ภายใต้สัญญาสัมปทานที่ยังไม่สิ้นอายุ
ขณะที่ระบบสายส่งและโครงข่ายไฟฟ้าหลัก ที่เป็นปัญหาสำคัญประการหนึ่งในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทดแทน และพลังงานทางเลือกที่จะต้องรองรับความผันผวนของพลังงานทดแทนและการเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนเข้าสู่ระบบในปริมาณมาก (Smart Grid) ที่ครม.กล่าวอ้างใน ประเด็นที่ 2 ข้อ 2 ก็จำเป็นต้องมีการลงทุนปรับปรุงระบบสายส่งและโครงข่ายไฟฟ้าดังกล่าวต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการอย่างน้อยประมาณ 4 ปีขึ้นไป ตามแผนแม่บทการพัฒนาสมาร์ทกริดของไทยซึ่งจัดทำโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงานเอง ข้อเท็จจริงเหล่านี้แสดงให้เห็นโดยปราศจากข้อสงสัยว่า การลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในการผลิตไฟฟ้าเป็นแผนระยะปานกลางถึงระยะยาวที่ต้องดำเนินการตามลำดับขั้นตอนทั้งทางเทคนิค การบริหารสัญญาสัมปทาน และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน มิใช่ภารกิจที่จะสำเร็จลงได้ด้วยการมีเงินกู้เพิ่มขึ้นในทันที
ในด้านยานยนต์ ในขณะที่ครม.อ้างอิงยอดจดทะเบียนรถ EV สะสมจำนวน 1.2 ล้านคัน คิดเป็นเพียงร้อยละ 2.62 ของรถจดทะเบียนรถทั้งหมด เพื่อแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านยานยนต์สู่พลังงานสะอาดมีอยู่จำกัด ซึ่งเป็นเรื่องปกติเมื่อเทียบสัดส่วนกับรถที่จดทะเบียนทั้งหมดที่มีอยู่กว่า 45 ล้านคัน แต่ในขณะเดียวกันกลับหยิบยกกรณีการเร่งเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศจีนเป็นกรณีศึกษา โดยอ้างถึงรถยนต์ของประเทศจีนว่ามียอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท (NEV) อยู่ที่คาดว่าจะมีสัดส่วนต่อยอดขายรถยนต์นั่งรวมสูงถึงร้อยละ 55 ในปี 2569 ว่าเป็นกรณีที่ประสบความสำเร็จ
แต่หากพิจารณาสถิติสัดส่วนยอดขายรถไฟฟ้าและไฮบริดของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลของไทยในปี 2568 มีรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดจดทะเบียนใหม่ถึงประมาณร้อยละ 50 ของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ทั้งหมด และในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 สัดส่วนดังกล่าวยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นกว่าร้อยละ 56 ซึ่งใกล้เคียงกับสัดส่วนยอดขายรถยนต์ NEV ของประเทศจีน
แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านในภาคยานยนต์กำลังดำเนินไปได้ดีอยู่แล้วโดยไม่ต้องอาศัยพระราชกำหนด ย่อมไม่อาจถือได้ว่าการเร่งรัดในส่วนนี้เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ตามมาตรา 172 แต่อย่างใด
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาบันทึกของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาประกอบร่างพระราชกำหนดฉบับนี้ (เรื่องเสร็จที่ 373/2569) ก็ปรากฏข้อสังเกตของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ต่อแผนงานหรือโครงการ ตามข้อ 2 ในบัญชีท้ายร่างพระราชกำหนดว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้งบประมาณแผ่นดินในการดำเนินการในเรื่องการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานมาโดยตลอดอยู่แล้ว ข้อสังเกตนี้จากองค์กรที่ปรึกษากฎหมายของฝ่ายบริหารเองยิ่งยืนยันว่า ภารกิจตามแผนที่ 2 มิใช่ภารกิจใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นจากวิกฤตการณ์ตะวันออกกลาง หากแต่เป็นภารกิจที่ดำเนินการต่อเนื่องมาโดยตลอดผ่านกลไกงบประมาณปกติ และสอดคล้องกับกรอบระยะยาวที่กำหนดไว้แล้วล่วงหน้าทั้งในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ที่มีกรอบเวลาถึงปี 2580 และพันธกรณีด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศตามความตกลง UNFCCC
ด้วยเหตุนี้ คำชี้แจงของครม.ในส่วนแผนที่ 2 จึงมิได้แสดงให้เห็นถึง “ผลกระทบอย่างเฉียบพลัน” ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ หากมิได้ดำเนินมาตรการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในทันทีผ่านพระราชกำหนด กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากมิได้มีบทบัญญัติพิพาทในส่วนนี้ กรณีก็ยังไม่ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงอย่างเฉียบพลันต่อระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน การขาดแคลนพลังงาน หรือภาวะหยุดชะงักของระบบเศรษฐกิจอย่างปัจจุบันทันด่วนแต่อย่างใด มาตรการตามแผนที่ 2 จึงเป็นเป้าหมายเชิงนโยบายระยะยาว มิใช่มาตรการแก้ไขปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจเฉพาะหน้าตามนัยมาตรา 172 วรรคหนึ่งและวรรคสอง
@ ขัดหลักการตรวจสอบ-ถ่วงดุล-แบ่งแยกอำนาจ
4. อำนาจของคณะกรรมการกลั่นกรองตามมาตรา 7 และมาตรา 8 ขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจและหลักความเป็นเอกภาพของงบประมาณ
คำชี้แจงประเด็นที่ 1 ข้อ 14 ยอมรับเองว่าหน้าที่ของคณะกรรมการกลั่นกรองและอนุมัติการใช้จ่ายเงินกู้ ตามมาตรา 7 และมาตรา 8 คือการพิจารณากลั่นกรองแผนงานหรือโครงการการใช้จ่ายเงินกู้ก่อนเสนอครม.อนุมัติ โดยยังไม่มีการกำหนดตัวโครงการที่ชัดเจนไว้ล่วงหน้า ณ ขณะตราพระราชกำหนด เมื่อพิจารณาประกอบกับลักษณะของแผนที่ 2 ซึ่งเป็นโครงการลงทุนและพัฒนาเชิงโครงสร้างที่มีความหลากหลายและต่อเนื่องไปอีกหลายปี การให้คณะกรรมการกลั่นกรองดังกล่าวมีอำนาจดุลพินิจในการพิจารณาอนุมัติโครงการและการเบิกจ่ายเงินกู้จำนวนมหาศาลตลอดระยะเวลาหลายปีโดยลำพัง ย่อมมีลักษณะเป็นการให้ฝ่ายบริหารใช้อำนาจแทนฝ่ายนิติบัญญัติในการพิจารณาอนุมัติงบประมาณเป็นรายโครงการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขัดต่อหลักการตรวจสอบถ่วงดุลของรัฐสภาและหลักความยินยอมของฝ่ายนิติบัญญัติตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ
นอกจากนี้ การที่พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังลงนามในสัญญากู้เงินหรือออกตราสารหนี้ได้ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 และให้คณะกรรมการกลั่นกรองทยอยพิจารณาอนุมัติโครงการในส่วนแผนที่ 2 ไปตามลำดับ ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า ณ ขณะตราพระราชกำหนด ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีโครงการใดบ้างที่จะได้รับเงินกู้ในส่วนนี้ อันเป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายบริหารพิจารณาและกำกับการใช้จ่ายงบประมาณก้อนใหญ่นี้โดยลำพังตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งปี โดยปราศจากการตรวจสอบและอนุมัติเป็นรายโครงการจากฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งกระทบต่อหลักความเป็นเอกภาพของงบประมาณและหลักรายจ่ายเฉพาะเจาะจงที่กำหนดให้ฝ่ายนิติบัญญัติต้องทราบถึงหน่วยงานผู้รับงบประมาณและรายการหรือแผนงานที่จะนำเงินไปใช้จ่ายไว้ล่วงหน้า อันเป็นหลักประกันมิให้ฝ่ายบริหารนำเงินแผ่นดินไปใช้จ่ายตามอำเภอใจ
5. การนำมาตรการระยะสั้นและระยะยาวมารวมไว้ในพระราชกำหนดฉบับเดียวกัน ยิ่งขัดต่อหลักความฉุกเฉินตามมาตรา 172
คำชี้แจงประเด็นที่ 1 ข้อ 13 ได้สรุปว่าพระราชกำหนดฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการและใช้ 3 วิธีการ ครอบคลุมทั้งการเยียวยาค่าครองชีพในระยะสั้น และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในระยะยาวไปพร้อมกัน การที่ ครม. ยอมรับโดยชัดแจ้งว่าพระราชกำหนดฉบับเดียวมีทั้งมาตรการเฉพาะหน้าและมาตรการเชิงโครงสร้างระยะยาวรวมอยู่ด้วยกันเช่นนี้ ยิ่งสนับสนุนข้อโต้แย้งที่ว่า การนำภารกิจที่มีลักษณะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงในมิติของกรอบเวลาและความเร่งด่วนมารวมไว้ในกฎหมายฉบับเดียวที่อ้างเหตุฉุกเฉินตามมาตรา 172 นั้น ขัดต่อเจตนารมณ์ของบทบัญญัติดังกล่าวซึ่งมุ่งให้ใช้เฉพาะกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอย่างแท้จริงและต่อเนื่องเท่านั้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของแผนที่ 2 ซึ่งดังที่ได้กราบเรียนไว้ในข้อ 5 ข้างต้นว่าเป็นแผนงานระยะกลางถึงระยะยาวโดยสภาพ การที่ส่วนนี้ถูกนำมาผูกรวมไว้กับส่วนเยียวยาเฉพาะหน้าภายใต้กฎหมายฉบับเดียวที่อ้างความฉุกเฉิน ย่อมทำให้ส่วนที่ไม่เข้าเงื่อนไขความฉุกเฉินตามมาตรา 172 ได้รับการยกเว้นจากกระบวนการพิจารณาของฝ่ายนิติบัญญัติไปด้วย ทั้งที่โดยลักษณะของโครงการแล้ว ส่วนนี้สมควรผ่านกระบวนการงบประมาณตามปกติซึ่งเปิดโอกาสให้รัฐสภาตรวจสอบกลั่นกรองได้อย่างเต็มที่ หากส่วนหนึ่งของวงเงินกู้มิได้เข้าเงื่อนไขความฉุกเฉินตามมาตรา 172 แม้อีกส่วนหนึ่งจะมีเหตุผลรองรับมากกว่า ก็ยังไม่อาจถือได้ว่าพระราชกำหนดทั้งฉบับชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
@ ยังไม่อาจหักล้างข้อโต้แย้งเดิม
6. สรุป
จากที่กล่าวมาทั้งหมด คำชี้แจงของ ครม. แม้จะมีปริมาณข้อมูลและการอ้างอิงจากหลายหน่วยงาน แต่เนื้อหาสาระยังให้น้ำหนักกับการอธิบายถึงความเสี่ยงและแนวโน้มในอนาคต มิได้แสดงข้อเท็จจริงใหม่ที่พิสูจน์ได้ว่า ณ ขณะตราพระราชกำหนด ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศตามความหมายมาตรา 172 ได้ถูกคุกคามถึงระดับวิกฤตแล้วจริง และมิได้แสดงให้เห็นว่าเหตุใดกลไกทางกฎหมายและงบประมาณตามปกติจึงไม่อาจนำมาใช้แก้ไขปัญหาได้ทันการณ์ ในทางตรงกันข้าม รายละเอียดที่ครม.นำมาเสนอเพิ่มเติมในหลายส่วนกลับยิ่งตอกย้ำว่า
(1) ข้อจำกัดด้านงบประมาณที่อ้างถึง ไม่ว่าจะเป็นการที่งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายฯ ถูกใช้ไปก่อนหน้าจนเหลือไม่เพียงพอ หรือการที่พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 จะมีผลใช้บังคับล่าช้า ล้วนเป็นผลจากกระบวนการและการตัดสินใจของฝ่ายบริหารเอง มิใช่เหตุสุดวิสัยจากภายนอกที่จะยกระดับเป็น “เหตุฉุกเฉินตามรัฐธรรมนูญ” ได้
(2) มาตรการตามแผนที่ 2 มีลักษณะเป็นแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานระยะยาวที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้วโดยใช้งบประมาณแผ่นดินตามปกติ สอดคล้องกับกรอบ PDP ที่มีระยะเวลาถึงปี 2580 และพันธกรณี UNFCCC ทั้งในด้านการผลิตไฟฟ้าก็ยังต้องใช้เวลาปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าอีกอย่างน้อย 4 ปี และในด้านยานยนต์ การเปลี่ยนผ่านสู่ EV ก็กำลังดำเนินไปได้ดีอยู่แล้วผ่านกลไกตลาด ครม.เองก็ยอมรับว่าต้องใช้เวลาดำเนินการอีกหลายปี
(3) อำนาจของคณะกรรมการกลั่นกรองตามมาตรา 7 และมาตรา 8 ในการพิจารณาอนุมัติโครงการตามแผนที่ 2 ซึ่งยังไม่ชัดเจน ณ ขณะตราพระราชกำหนด เป็นการให้ฝ่ายบริหารใช้อำนาจอนุมัติงบประมาณแทนฝ่ายนิติบัญญัติอย่างต่อเนื่องตลอดอายุพระราชกำหนด ขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจและหลักความเป็นเอกภาพของงบประมาณ
ด้วยเหตุดังกล่าว ผู้ร้องจึงขอกราบเรียนต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า คำชี้แจงของครม.ฉบับนี้ ยังไม่อาจหักล้างข้อโต้แย้งเดิมของผู้ร้อง ที่ว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ไม่เข้าองค์ประกอบตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 172 วรรคหนึ่งแต่อย่างใด จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญโปรดพิจารณาวินิจฉัยว่าพระราชกำหนดฉบับนี้ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ตามคำร้องของผู้ร้องทุกประการ
จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องประกอบ :
-
เปิดคำชี้แจง ‘ครม.’ รีบด่วน ออก ‘พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน’ รับมือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ-วิกฤตพลังงาน
-
‘ครม.’ แจง ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ 4 ประเด็น ปม ออก ‘พ.ร.ก.กู้เงิน4แสนล้าน’ ชิงตอบ โยกโปะ ‘บัตรสวัสดิการฯ’
-
'กรณ์' ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ คัดค้าน 'ครม.' แจง 'พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน' – อ้างเศรษฐกิจวิกฤตไม่ได้

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา