พรรคประชาชน ยื่น ศาลรัฐธรรมนูญ คัดค้านคำชี้แจง ครม. ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ขัดรัฐธรรมนูญ ชี้ ไม่อาจหักล้างข้อโต้แย้งเดิมได้-ไม่เข้าองค์ประกอบมาตรา 172 วรรคหนึ่ง วอน วินิจฉัยตามคำร้องทุกประการ
สืบเนื่องจากกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ทำคำชี้แจง ต่อศาลรัฐธรรมนูญกรณีการตรา พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท จำนวน 4 ประเด็น
อ่านประกอบ : ‘ครม.’ แจง ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ 4 ประเด็น ปม ออก ‘พ.ร.ก.กู้เงิน4แสนล้าน’ ชิงตอบ โยกโปะ ‘บัตรสวัสดิการฯ’
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน (ปชน.) เกี่ยวข้องในคดี เป็นผู้เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือ ผู้ร้อง ได้ยื่นหนังสือคัดค้านคำชี้แจงของครม. ต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยสรุป ดังนี้ จากที่กล่าวมาทั้งหมด คำชี้แจงของ ครม. แม้จะมีปริมาณข้อมูลและการอ้างอิงจากหลายหน่วยงาน แต่เนื้อหาสาระยังให้น้ำหนักกับการอธิบายถึงความเสี่ยงและแนวโน้มในอนาคต มิได้แสดงข้อเท็จจริงใหม่ที่พิสูจน์ได้ว่า ณ ขณะตราพระราชกำหนด ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศตามความหมายมาตรา 172 ได้ถูกคุกคามถึงระดับวิกฤตแล้วจริง และมิได้แสดงให้เห็นว่าเหตุใดกลไกทางกฎหมายและงบประมาณตามปกติจึงไม่อาจนำมาใช้แก้ไขปัญหาได้ทันการณ์ ในทางตรงกันข้าม รายละเอียดที่ครม.นำมาเสนอเพิ่มเติมในหลายส่วนกลับยิ่งตอกย้ำว่า
(1) ข้อจำกัดด้านงบประมาณที่อ้างถึง ไม่ว่าจะเป็นการที่งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายฯ ถูกใช้ไปก่อนหน้าจนเหลือไม่เพียงพอ หรือการที่พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 จะมีผลใช้บังคับล่าช้า ล้วนเป็นผลจากกระบวนการและการตัดสินใจของฝ่ายบริหารเอง มิใช่เหตุสุดวิสัยจากภายนอกที่จะยกระดับเป็น “เหตุฉุกเฉินตามรัฐธรรมนูญ” ได้
(2) มาตรการตามแผนที่ 2 มีลักษณะเป็นแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานระยะยาวที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้วโดยใช้งบประมาณแผ่นดินตามปกติ สอดคล้องกับกรอบ PDP ที่มีระยะเวลาถึงปี 2580 และพันธกรณี UNFCCC ทั้งในด้านการผลิตไฟฟ้าก็ยังต้องใช้เวลาปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าอีกอย่างน้อย 4 ปี และในด้านยานยนต์ การเปลี่ยนผ่านสู่ EV ก็กำลังดำเนินไปได้ดีอยู่แล้วผ่านกลไกตลาด ครม.เองก็ยอมรับว่าต้องใช้เวลาดำเนินการอีกหลายปี
(3) อำนาจของคณะกรรมการกลั่นกรองตามมาตรา 7 และมาตรา 8 ในการพิจารณาอนุมัติโครงการตามแผนที่ 2 ซึ่งยังไม่ชัดเจน ณ ขณะตราพระราชกำหนด เป็นการให้ฝ่ายบริหารใช้อำนาจอนุมัติงบประมาณแทนฝ่ายนิติบัญญัติอย่างต่อเนื่องตลอดอายุพระราชกำหนด ขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจและหลักความเป็นเอกภาพของงบประมาณ
ด้วยเหตุดังกล่าว ผู้ร้องจึงขอกราบเรียนต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า คำชี้แจงของครม.ฉบับนี้ ยังไม่อาจหักล้างข้อโต้แย้งเดิมของผู้ร้อง ที่ว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ไม่เข้าองค์ประกอบ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 172 วรรคหนึ่งแต่อย่างใด จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญโปรดพิจารณาวินิจฉัยว่าพระราชกำหนดฉบับนี้ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ตามคำร้องของผู้ร้องทุกประการ
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องประกอบ : 'กรณ์' ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ คัดค้าน 'ครม.' แจง 'พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน' - อ้างเศรษฐกิจวิกฤตไม่ได้

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา