
“…พยานหลักฐานของผู้ร้อง (กกต.) มีน้ำหนักอันควรเชื่อได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ให้เงินแก่ผู้คัดค้านที่ 3 และผู้คัดค้านที่ 3 รับเงินดังกล่าวไว้สำหรับตน เพื่อลงคะแนนเลือกผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นการทุจริตในการเลือก อันทำให้การเลือกสมาชิกวุฒิสภามิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 226 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 22 เห็นควรให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านที่ 1 (นายสัญญา สุวรรณโพธิ์) และผู้คัดค้านที่ 3 (นางนิภา แปแนะ)…”
.....................................
เมื่อวันที่ 27 พ.ค.ที่ผ่านมา ศาลฎีกาได้เผยแพร่คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 18/2568 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สว 64/2569 ซึ่งเป็นคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) (ผู้ร้อง) ยื่นฟ้องนายสัญญา สุวรรณโพธิ์ (ผู้คัดค้านที่ 1) นายประสิทธิ์ อ้วนเส้ง (ผู้คัดค้านที่ 2) และนางนิภา แปแนะ (ผู้คัดค้านที่ 3) เรื่อง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง)
โดยศาลฯพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายสัญญา สุวรรณโพธิ์ (ผู้คัดค้านที่ 1) และนางนิภา แปแนะ (ผู้คัดค้านที่ 3) เป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา เนื่องจากศาลฯเห็นว่าพยานหลักฐานของ กกต. (ผู้ร้อง) มีน้ำหนักอันควรเชื่อได้ว่า นายสัญญา ให้เงินแก่นางนิภา
และนางนิภา รับเงินดังกล่าวไว้สำหรับตน เพื่อลงคะแนนเลือกผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นการทุจริตในการเลือก อันทำให้การเลือกสมาชิกวุฒิสภามิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 226 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 22
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงขอนำเสนอรายละเอียดคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งในคดีนี้ (คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 18/2568 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สว 64/2569) ให้สาธารณชนได้รับทราบ ดังนี้
@ร้อง‘ศาลฯ’ตัดสิทธิสมัครเลือกตั้ง ‘2 ผู้สมัครฯ’ทุจริตเลือก สว.
ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า
เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2567 มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2567 ต่อมาผู้ร้อง (กกต.) มีประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2567 เรื่อง กำหนดวันเลือกและวันรับสมัครรับเลือกสมาชิกวุฒิสภา กำหนดวันเลือกระดับอำเภอวันที่ 9 มิถุนายน 2567 วันเลือกระดับจังหวัดวันที่ 16 มิถุนายน 2567 และวันเลือกระดับประเทศวันที่ 26 มิถุนายน 2567
ผู้คัดค้านที่ 1 (นายสัญญา สุวรรณโพธิ์) เป็นผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัด จังหวัดยะลา กลุ่มที่ 3 หมายเลข 5 ผู้คัดค้านที่ 2 (นายประสิทธิ์ อ้วนเส้ง) เป็นบุคคลซึ่งมิใช่ผู้สมัครรับเลือก ส่วนผู้คัดค้านที่ 3 (นางนิภา แปแนะ) เป็นผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัดยะลา กลุ่มที่ 3 หมายเลข 2
ก่อนประกาศผลการเลือก ผู้ร้อง (กกต.) ได้รับรายงานกรณีมีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏต่อผู้ร้องที่ได้จากการตรวจสอบบัตรสนเท่ห์ว่า มีการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561
ในชั้นตรวจสอบข้อเท็จจริง ผู้ร้องพบหลักฐานการติดต่อกันระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 3 ทางโทรศัพท์และแอปพลิเคชันไลน์ ในช่วงวันที่ 8 ถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2567
โดยปรากฏข้อมูลว่าผู้คัดค้านที่ 3 (นางนิภา แปแนะ) ส่งข้อความว่า “นิภา นะคะ” และ “ผอ.ประสิทธิ์โทรมานัดเจอคืนนี้ค่ะ” แล้วผู้คัดค้านที่ 3 ส่งภาพถ่ายหนังสือแจ้งให้ผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัดมารับแบบข้อมูลแนะนำตัวของผู้ได้รับเลือกระดับอำเภอ (แบบ สว.อ.16) ของผู้คัดค้านที่ 3 ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 (นายสัญญา สุวรรณโพธิ์)
ต่อมาผู้คัดค้านที่ 3 ส่งข้อความว่า “ผอ.ประสิทธิ์ได้คุยกับผอ.สัญญาแล้วใช่มั้ยคะ” ผู้คัดค้านที่ 1 ส่งข้อความตอบกลับว่า “คุยแล้วครับ ไม่ต้องกังวลครับ รับผิดชอบครับ” “พูดอะไร ทำอะไร ต้องระวัง เพราะเราไม่รู้ว่าใครเป็นใครต้องระวังครับ”
จากนั้นผู้คัดค้านที่ 1 ส่งรูปภาพซึ่งปรากฏชื่อตัว ชื่อสกุล กลุ่มที่สมัคร และหมายเลขประจำตัวผู้สมัครของผู้คัดค้านที่ 1 และส่งข้อความถึงผู้คัดค้านที่ 3 ว่า “พรุ่งนี้ จะโอนให้นะครับ หรือเย็นนี้ รอเงินอยู่ครับ”
และผู้คัดค้านที่ 3 ส่งหมายเลขบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเบตง ของนางสาวนัชรีญา ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ตามภาพถ่ายหน้าจอการสนทนาระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 3 เอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 151 ถึงหน้าที่ 159
ผู้ร้อง (กกต.) ไต่สวนแล้วมีความเห็นว่า กรณีปรากฏเหตุอันควรเชื่อได้ว่า เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2567 ผู้คัดค้านที่ 1 ให้เงินจำนวน 2,000 บาท แก่ผู้คัดค้านที่ 3
โดยใช้วิธีโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของบุตรผู้คัดค้านที่ 3 เพื่อจูงใจให้ผู้คัดค้านที่ 3 ลงคะแนนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 โดยมีผู้คัดค้านที่ 2 ร่วมสนับสนุนหรือรู้เห็นเป็นใจกับการกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 มาตั้งแต่ต้น อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 77 (1)
และการที่ผู้คัดค้านที่ 3 รับหรือยอมจะรับเงินโดยให้ผู้คัดค้านที่ 1 โอนเงินผ่านบัญชีที่นางสาวนัชรีญาบุตรของผู้คัดค้านที่ 3 เปิดไว้ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเบตง อันเป็นการเรียก รับ หรือยอมจะรับเงินทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเอง เพื่อลงคะแนนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 81
การกระทำของผู้คัดค้านทั้งสามเป็นการทุจริตในการเลือก ทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมตามมาตรา 62 ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านทั้งสามตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226
ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62 ตามคำวินิจฉัยคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ 647/2568 เอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 396 ถึงหน้าที่ 400
@หลักฐาน‘แชตไลน์-โอนเงิน’น่าเชื่อถือ โยงทุจริตเลือก‘สว.’
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 กระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือก ทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62 หรือไม่
เห็นว่า ทางไต่สวนได้ความจากนายสุวรรณ์ จางวาง รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดยะลา ในฐานะประธานกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 1 พยานผู้ร้องว่า
พยานเป็นผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากบัตรสนเท่ห์ ซึ่งมีการกล่าวหาว่าในการสมัครรับเลือกสมาชิกวุฒิสภาของอำเภอเบตง จังหวัดยะลา มีการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561
ในชั้นตรวจสอบข้อเท็จจริง ปรากฏข้อมูลจากการให้ถ้อยคำของผู้คัดค้านที่ 3 (นางนิภา แปแนะ) ว่า ได้รับการติดต่อจากผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สมัครในกลุ่มที่ 3 เสนอค่าน้ำใจให้ 4,000-5,000 บาท โดยจะโอนเงินให้ในวันที่ 12 หรือวันที่ 13 มิถุนายน 2567 ตามบันทึกถ้อยคำพยานและภาพถ่ายการส่งข้อมูลทางแอปพลิเคชั่นไลน์ เอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 146 ถึงหน้าที่ 149
พยานเสนอเรื่องต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดยะลาพิจารณาแล้ว เห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิด จึงสั่งให้ดำเนินการไต่สวนเป็นกรณีมีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏ ตามข้อ 29 ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน ไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตามเอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 10 ถึงหน้าที่ 17
ข้อเท็จจริงยังได้ความจากการไต่สวนของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ประจำสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า หลังจากที่ผู้คัดค้านที่ 1 ทราบว่าผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัด กลุ่มที่ 3 ผู้คัดค้านที่ 1 ให้นายหวังหะมะ บือนา ติดต่อขอหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้คัดค้านที่ 3 แล้วแจ้งให้ผู้คัดค้านที่ 2 ติดต่อกับผู้คัดค้านที่ 3
ต่อมาผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 3 ติดต่อกันผ่านแอปพลิเคชันไลน์จำนวนหลายครั้ง โดยผู้คัดค้านที่ 3 บันทึกหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้คัดค้านที่ 1 ในชื่อ “ผอ.สัญญา” และเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2567 ผู้คัดค้านที่ 1 โอนเงินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 ผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเบตง ของนางสาวนัชรีญาบุตรของผู้คัดค้านที่ 3 จำนวน 2,000 บาท
เมื่อพิเคราะห์ฐานะทางการเงินของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ยังคงต้องพึ่งพานายประกอบ จันทร์เสถียร ซึ่งเป็นบุตรเขยในการดำรงชีพ เงินที่ใช้โอนไปให้บุตรสาวของผู้คัดค้านที่ 3 ก็เป็นเงินที่ได้รับมาจากนายประกอบ ผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่น่าจะอยู่ในสถานะที่จะบริจาคเงินให้แก่บุคคลอื่น
อีกทั้งในวันที่ 13 มิถุนายน 2567 พบว่าในบัญชีของนางสาวนัชรีญา มียอดเงินคงเหลือก่อนรับโอนเงินมากถึง 39,433.22 บาท ในขณะที่บัญชีของผู้คัดค้านที่ 1 มียอดเงินคงเหลือก่อนได้รับโอนเงินเพียง 400.74 บาท
ข้ออ้างของผู้คัดค้านที่ 1 (นายสัญญา สุวรรณโพธิ์) ที่ว่าตนโอนเงินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 เพราะผู้คัดค้านที่ 3 มีฐานะยากจน เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว มีรายได้น้อย จึงฟังไม่ขึ้น
อีกทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงอีกว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 3 ติดต่อพูดคุยกันเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภามาโดยตลอด ดังปรากฏข้อความสนทนาในแอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งผู้คัดค้านที่ 3 ส่งถึงผู้คัดค้านที่ 1 ว่า “ผอ.สัญญาได้คุยกับผอ.ประสิทธิ์แล้วใช่ไหมคะ”
ผู้คัดค้านที่ 1 ตอบว่า “คุยแล้วครับ ไม่ต้องกังวลครับ รับผิดชอบครับ พูดอะไร ทำอะไรต้องระวัง เพราะเราไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ต้องระวังครับ” และมีการพูดคุยผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์และโทรศัพท์เคลื่อนที่อีกหลายครั้ง
นอกจากนี้ ยังปรากฏข้อเท็จจริงอีกว่า ผู้คัดค้านที่ 3 ลบข้อความการสนทนาบางส่วน และในชั้นไต่สวน ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ยินยอมให้ตรวจสอบข้อมูลการสนทนา บ่งชี้ให้เห็นว่า การกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 เป็นพิรุธ
เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ผู้คัดค้านที่ 3 เคยให้ถ้อยคำในการตรวจสอบข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2567 ซึ่งให้ถ้อยคำว่า ได้รับการติดต่อจากผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภากลุ่มเดียวกัน เสนอให้ค่าน้ำใจ 4,000-5,000 บาท โดยจะโอนให้ในวันนี้หรือพรุ่งนี้ ซึ่งจำนวนเงินยังไม่ทราบ ยิ่งทำให้น่าเชื่อว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 ได้กระทำการอันมิชอบด้วยกฎหมายตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง
กรณีมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพียงพอให้เชื่อได้ว่า การที่ผู้คัดค้านที่ 1 โอนเงินจำนวน 2,000 บาท ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 ผ่านบัญชีนางสาวนัชรีญา เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน เพื่อจูงใจให้ผู้คัดค้านที่ 3 ลงคะแนนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1
@อ้างให้‘เงิน’เพราะสงสาร‘ฟังไม่ขึ้น’-ตัดสิทธิสมัครเลือกตั้ง 10 ปี
ส่วนที่ผู้คัดค้านทั้งสาม อ้างตนเองเป็นพยานเข้าไต่สวนว่า ผู้คัดค้านที่ 1 (นายสัญญา สุวรรณโพธิ์) เคยรับราชการครูในพื้นที่อำเภอเบตง รวมระยะเวลา 25 ปี ปัจจุบันเกษียณอายุราชการแล้ว และเคยดำรงตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีเมืองยะลา เคยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในนามพรรคประชาชาติ ปัจจุบันเป็นผู้บริหารโรงเรียนเอกชนในจังหวัดยะลา
ผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 2 รู้จักสนิทสนมและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี โดยผู้คัดค้านที่ 2 นับถือผู้คัดค้านที่ 1 เสมือนพี่ชาย เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 ทราบว่า ผู้คัดค้านที่ 3 ซึ่งเคยร่วมงานกันเป็นผู้ผ่านการเลือกระดับอำเภอ จึงอาสาไปพบผู้คัดค้านที่ 3 เพื่อแนะนำตัวผู้คัดค้านที่ 1 โดยนัดพบกันที่ร้านกาแฟในอำเภอเบตง
จากการพูดคุยทราบว่าผู้คัดค้านที่ 3 ประทับใจในตัวผู้คัดค้านที่ 1 เป็นอย่างมาก เพราะผู้คัดค้านที่ 1 เป็นคนมีชื่อเสียง และเคยเป็นวิทยากรที่ให้การอบรมแก่ผู้คัดค้านที่ 3 ผู้คัดค้านที่ 3 ประสงค์จะลงคะแนนให้ผู้คัดค้านที่ 1 และฝากให้ผู้คัดค้านที่ 2 ถามผู้คัดค้านที่ 1 ว่า ในอำเภอเมืองยะลา มีที่ใดเปิดรับสมัครครูอัตราจ้างบ้าง เพราะปัจจุบันผู้คัดค้านที่ 3 ตกงาน ไม่มีอาชีพที่แน่นอน
เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับแจ้งเรื่องดังกล่าว จึงบอกผู้คัดค้านที่ 2 ว่า หากมีที่ใดเปิดรับสมัครครูจะดูให้ แต่ไม่สามารถฝากเข้าทำงานได้ เพราะจะผิดกฎหมายเลือกตั้ง
หลังจากนั้นผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 3 ติดต่อกันผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่และแอปพลิเคชันไลน์อีกหลายครั้ง นอกจากการพูดคุยกันเพื่อแนะนำตัวแล้ว ผู้คัดค้านที่ 3 ยังระบายความทุกข์ใจเรื่องที่ไม่มีที่ทำงานเป็นหลักแหล่ง และเรื่องค่าใช้จ่ายของบุตรสาวที่กำลังศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย
ข้อความการสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์ ข้อความว่า “ผอ.ประสิทธิ์ได้คุยกับผอ.สัญญาแล้วใช่ไหมคะ” “คุยแล้วครับ ไม่ต้องกังวลครับ รับผิดชอบครับ” “พูดอะไรทำอะไร ต้องระวัง เพราะเราไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ต้องระวังครับ” เป็นข้อความการสนทนาระหว่างผู้คัดค้าน 1 กับผู้คัดค้านที่ 3
โดยข้อความว่า “คุยแล้วครับ ไม่ต้องกังวลครับ รับผิดชอบครับ” หมายถึง ผู้คัดค้านที่ 1 ได้คุยกับผู้คัดค้านที่ 2 เกี่ยวกับเรื่องที่ผู้คัดค้านที่ 3 ฝากให้ดูว่าในเมืองยะลามีงานอะไรบ้าง ซึ่งผู้คัดค้านที่ 1 จะช่วยดูให้ เพราะเห็นว่าผู้คัดค้านที่ 3 กำลังหางานทำ
ส่วนคำว่า “พูดอะไร ทำอะไร ต้องระวัง เพราะเราไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ต้องระวังครับ” หมายถึง การที่ผู้คัดค้านที่ 1 เตือนผู้คัดค้านที่ 3 ให้ระมัดระวังการพูดหรือการกระทำ เพราะอยู่ในช่วงการเลือกสมาชิกวุฒิสภา การโอนเงิน 2,000 บาท ผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเบตง ให้แก่นางสาวนัชรีญา
เพราะต้องการช่วยเหลือนางสาวนัชรีญา ซึ่งเป็นนักศึกษาที่เรียนดี ประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ซึ่งผู้คัดค้านที่ 1 เคยช่วยเหลือสงเคราะห์ให้ทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนอยู่เป็นประจำ ตามภาพถ่ายการให้ทุนการศึกษาเด็กและผู้ปกครองและภาพถ่ายการมอบเงินรางวัลเอกสารท้ายคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 หมายเลข 1 และ 2
ผู้คัดค้านที่ 1 มิได้มีเจตนาจูงใจให้ผู้คัดค้านที่ 3 ลงคะแนนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 2 มิได้มีส่วนรู้เห็น ให้เงิน หรือเสนอให้เงินแก่ผู้คัดค้านที่ 3 เพื่อจูงใจให้เลือกผู้คัดค้านที่ 1 เป็นสมาชิกวุฒิสภา และ ผู้คัดค้านที่ 3 มิได้เรียกรับ หรือยอมจะรับเงิน เพื่อเป็นการตอบแทนในการลงคะแนนเลือกผู้คัดค้านที่ 1 เงินดังกล่าวเป็นเงินที่ผู้คัดค้านที่ 1 ช่วยเหลือด้านการศึกษาแก่บุตรของผู้คัดค้านที่ 3 โดยมิได้มีเจตนาอื่นแอบแฝง นั้น
เห็นว่า เมื่อพิจารณาถึงสถานะทางการเงินของผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเบิกความรับว่า เงินในบัญชียังติดลบอยู่ และต้องพึ่งพาเงินจากนายประกอบบุตรเขยของผู้คัดค้านที่ 1 ในการดำรงชีพ แสดงให้เห็นว่าผู้คัดค้านที่ 1 มีสถานะทางการเงินไม่ดีนัก
สอดคล้องกับหลักฐานการโอนเงินจากนายประกอบเอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 64 ถึง หน้าที่ 86 และเจือสมกับที่ผู้คัดค้านที่ 1 ให้ถ้อยคำในชั้นไต่สวนว่า เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2567 เวลา 14.18 นาฬิกา นายประกอบ บุตรเขยของผู้คัดค้านที่ 1 โอนเงินให้ผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน 5,000 บาท
ต่อมาเวลา 14.31 นาฬิกา ผู้คัดค้านที่ 1 โอนเงินให้ผู้คัดค้านที่ 3 จำนวน 2,000 บาท โดยก่อนที่ผู้คัดค้านที่ 1 จะได้รับเงินจากนายประกอบ ผู้คัดค้านที่ 1 มีเงินคงเหลือในบัญชีเพียง 400.74 บาท ข้อกล่าวอ้างของผู้คัดค้าน 1 ที่ว่าโอนเงินให้นางสาวนัชรีญาเพราะความสงสาร จึงไม่มีน้ำหนักอันควรรับฟัง
นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงจากทางไต่สวนยังได้ความอีกว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 3 เพิ่งรู้จักกันมาไม่นาน ไม่เคยพบปะเป็นการส่วนตัว เพียงแต่พูดคุยกันทางโทรศัพท์และส่งข้อความสนทนากันผ่านแอปพลิเคชันไลน์ในช่วงที่มีการลงคะแนนเลือกสมาชิกวุฒิสภา จึงไม่น่าจะมีความสนิทสนมคุ้นเคยกันมากนัก
อีกทั้งหากผู้คัดค้านที่ 1 ประสงค์จะโอนเงินให้นางสาวนัชรีญา เพื่อเป็นทุนการศึกษา ก็ไม่มีเหตุจำเป็นถึงขนาดจะต้องรีบเร่งโอนเงินให้แก่นางสาวนัชรีญาในวันที่ 13 มิถุนายน 2567 ซึ่งใกล้วันเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด
ที่ผู้คัดค้านที่ 3 อ้างว่า นางสาวนัชรีญามีความจำเป็นต้องนำเงินดังกล่าวไปชำระค่าหอพัก เพราะค้างชำระค่าหอ ต้องถูกตัดน้ำตัดไฟและต้องเสียค่าปรับ ส่วนเงินในบัญชีของนางสาวนัชรีญาที่มียอดเงินคงเหลือก่อนรับโอนเงินจากผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน 39,533.33 บาท เป็นเงินที่กันไว้สำหรับค่าเทอมและค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่นในภาคการศึกษาหน้า ไม่สามารถนำมาใช้จ่ายได้ นั้น ก็ขัดแย้งกับที่นางสาวนัชรีญาเบิกความว่า ไม่เคยทราบว่าผู้คัดค้านที่ 1 โอนเงินเข้าบัญชีของพยาน
การที่นางสาวนัชรีญาไม่ทราบ และไม่ได้ตรวจสอบรายการเคลื่อนไหวทางบัญชี เพื่อจะได้ทราบว่า มีการโอนเงินเข้าบัญชีของตนหรือไม่ แสดงว่านางสาวนัชรีญาไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินโดยเร่งด่วนตามที่ผู้คัดค้านที่ 3 กล่าวอ้าง
นอกจากนี้ทางไต่สวน ยังได้ความอีกว่าผู้คัดค้านที่ 1 เองก็ได้กำชับผู้คัดค้านที่ 3 ว่า ในช่วงเวลานี้ต้องระมัดระวังคำพูดและการกระทำ ยิ่งเป็นการบ่งชี้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 ทราบดีอยู่แล้วว่า ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาทุกคนจะต้องระมัดระวังการกระทำของตนเอง
แต่ผู้คัดค้านที่ 1 กลับโอนเงินให้แก่บุตรของผู้คัดค้านที่ 3 ก่อนการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัดเพียง 3 วันอันเป็นการกระทำที่อาจทำให้บุคคลอื่นเข้าใจผิดและอาจเป็นความผิดต่อกฎหมายเลือกตั้ง ข้ออ้างดังกล่าวของผู้คัดค้านที่ 1 จึงรับฟังไม่ได้
ส่วนที่ผู้คัดค้านที่อ้างว่า เคยให้ทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนโรงเรียนรัชตะวิทยา ทุนละ 1,000 บาท จำนวน 76 ทุน ด้วยเงินส่วนตัวของผู้คัดค้านที่ 1 เอง ผู้คัดค้านที่ 1 คงมีเพียงภาพถ่ายการให้ทุนการศึกษามาแสดง โดยไม่มีพยานหลักฐานใดมาสนับสนุนว่าเงินทุนดังกล่าวเป็นเงินส่วนตัวของผู้คัดค้านที่ 1
และนอกจากการให้ทุนดังกล่าวแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 1 ได้โอนเงินเพื่อช่วยเหลือเด็กนักเรียนอื่นในทำนองเดียวกันนี้อีก ข้ออ้างในส่วนนี้ของผู้คัดค้านที่ 1 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
สำหรับผู้คัดค้านที่ 3 แม้จะเบิกความในชั้นพิจารณาว่า ที่ผู้คัดค้านที่ 3 เคยให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เสนอให้เงินเป็นสินน้ำใจแก่ผู้คัดค้านที่ 3 นั้น ไม่ตรงกับความเป็นจริง ความเป็นจริงแล้วผู้คัดค้านที่ 1 สงสารที่ผู้คัดค้านที่ 3 มีความลำบาก จึงโอนเงินให้นางสาวนัชรีญา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ที่ให้ถ้อยคำเช่นนั้นเป็นเพราะในวันที่ไปให้ถ้อยคำผู้คัดค้านที่ 3 ไม่มีทนายความ จึงรู้สึกถูกกดดันและมีความวิตกกังวล
แต่เมื่อพิจารณาจากบันทึกถ้อยคำของผู้คัดค้านที่ 3 แม้จะเป็นพยานบอกเล่า แต่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2567 ซึ่งเป็นระยะเวลาใกล้ชิดกับวันเวลาเกิดเหตุ ผู้คัดค้านที่ 3 ยังไม่มีเวลาคิดปรุงแต่งข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น จึงน่าเชื่อว่าให้ถ้อยคำไปตามความจริง
ทั้งเมื่อพิจารณาสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของบันทึกถ้อยคำดังกล่าวที่จัดทำขึ้นโดยพนักงานสืบสวนและไต่สวนของผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการไปตามหน้าที่ บันทึกถ้อยคำดังกล่าวจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 95/1 วรรคสอง (1)
ประกอบระเบียบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการพิจารณาและวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับสิทธิสมัครรับเลือก การดำเนินการเกี่ยวกับการเลือก และการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้งในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 ข้อ 5 วรรคสอง
พยานหลักฐานของผู้ร้อง (กกต.) มีน้ำหนักอันควรเชื่อได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ให้เงินแก่ผู้คัดค้านที่ 3 และผู้คัดค้านที่ 3 รับเงินดังกล่าวไว้สำหรับตน เพื่อลงคะแนนเลือกผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นการทุจริตในการเลือก อันทำให้การเลือกสมาชิกวุฒิสภามิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 226
และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 22 เห็นควรให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านที่ 1 (นายสัญญา สุวรรณโพธิ์) และผู้คัดค้านที่ 3 (นางนิภา แปแนะ)
มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเป็นประการต่อไปว่า ผู้คัดค้านที่ 2 (ายประสิทธิ์ อ้วนเส้ง) สนับสนุนหรือรู้เห็นเป็นใจกับการกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 หรือไม่
เห็นว่า ทางไต่สวนได้ความเพียงว่าผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้ติดต่อพูดคุยกับผู้คัดค้านที่ 3 เพื่อแนะนำตัวผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 2 เคยเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนเบตงและเคยทำงานร่วมกับผู้คัดค้านที่ 3 แต่ไม่เคยมีหมายเลขโทรศัพท์ของผู้คัดค้านที่ 3
เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 แจ้งว่าผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัด กลุ่มเดียวกับผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 2 จึงอาสาจะไปพูดคุยกับผู้คัดค้านที่ 3 เกี่ยวกับแนวทางการเลือก หลังจากนั้น ผู้คัดค้านที่ 2 ไปพบผู้คัดค้านที่ 3 ที่ร้านกาแฟเพื่อแนะนำตัวผู้คัดค้านที่ 1
และมีการพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องที่ผู้คัดค้านที่ 3 ต้องการหางานทำ ทั้งยังฝากให้ผู้คัดค้านที่ 1 ช่วยดูว่ามีโรงเรียนใดเปิดรับสมัครครูบ้าง โดยไม่ปรากฏว่ามีพยานหลักฐานอื่นใดยืนยันว่าผู้คัดค้านที่ 2 เกี่ยวข้องหรือรู้เห็นเกี่ยวกับการโอนเงินของผู้คัดค้านที่ 1 หรือกระทำการใดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการช่วยเหลือสนับสนุนผู้คัดค้านที่ 1 เพื่อจูงใจผู้คัดค้านที่ 3 ให้ลงคะแนนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ตามคำร้อง
ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าผู้คัดค้านที่ 2 กระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม
พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายสัญญา สุวรรณโพธิ์ ผู้คัดค้านที่ 1 และนางนิภา แปแนะ ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา ให้ยกคำร้องของผู้ร้องในส่วนของนายประสิทธิ์ อ้วนเส้ง ผู้คัดค้านที่ 2

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา