
"...ดังนั้น แม้จะมีการสแกนรหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) จากบัตรเลือกตั้งได้ก็ไม่อาจทราบได้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นผู้ใดและได้ลงคะแนนเสียงให้กับผู้สมัครคนใด เพราะการออกเสียงเป็นไปโดยลับ อีกทั้งไม่อาจทำให้ล่วงรู้หรือสามารถเข้าถึงระบบใด ๆ เพื่อสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ เนื่องจากมีกำแพงของกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันและคุ้มครองอยู่ในตัว ..."
สืบเนื่องจากกรณีศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่เป็นไปโดยตรงและเป็นความลับ ซึ่งขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ และสั่งให้ผู้ร้องและสำนักงานคณะกรรมการการเลือก (กกต.) ผู้ถูกร้อง ทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาและพยานหลักฐาน ภายใน 15 วัน ทั้งนี้ เป็นผลมาจากกส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญของผู้ตรวจการแผ่นดิน
อ่านข่าวประกอบ : ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องไว้วินิจฉัย ปม เลือกตั้งไม่ลับ-โมฆะ
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ได้นำคำวินิจฉัยผู้ตรวจการแผ่นดินฉบับเต็ม 'ตอนแรก' กรณีมีผู้ร้องยื่นเรื่องร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้ยื่นคำร้องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 213 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46 เพื่อพิจารณาวินิจฉัย กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่า สามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 83 วรรคสอง อันเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้
ต่อไปนี้เป็น 'ตอนที่สอง' เป็นคำชี้แจงของ กกต. ถึงสาเหตุที่ไฉน 'บัตรเลือกตั้ง' ต้องมี 'บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด' ติดตามได้ ณ บัดนี้
อ่านประกอบ : เปิดคำวินิจฉัยผู้ตรวจการแผ่นดินฉบับเต็ม (1) : บัตรเลือกตั้ง (ไม่) ลับ ทำลายความเป็นอิสระ-เสรีภาพ
@ เปิดคำชี้แจ้ง กกต. - ป้องกันทุจริต/บัตรปลอม
เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นประกอบกับข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นได้ว่า ผู้ร้องเรียนเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 และผู้ร้องเรียนได้ไปใช้สิทธิในวันดังกล่าวด้วยแล้ว
นอกจากนี้ ยังปรากฏข้อเท็จจริงตามข้อกล่าวอ้างของผู้ร้องเรียนว่า บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (สีเขียว) ปรากฏรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับต้นขั้วบัตรที่มีลายมือชื่อของผู้ลงคะแนนและลำดับที่ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ส่วนบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ (สีชมพู) ปรากฏรหัสแท่ง (Barcode) ที่สามารถแสดงค่าเป็นรหัสหมายเลขตรงกับที่ปรากฏอยู่ที่ต้นขั้วบัตรเลือกตั้งที่มีลายมือชื่อของผู้ลงคะแนนและลำดับที่ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วยเช่นกัน ซึ่งหากข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังที่ผู้ร้องเรียนกล่าวอ้าง ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องเรียนเป็นบุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรงและได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจากการถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพนั้น ซึ่งเกิดจากการกระทำของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
โดยที่การละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพนั้นยังคงมีอยู่ ตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 ผู้ร้องเรียนจึงชอบที่จะยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้พิจารณายื่นคำร้องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 213 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46 เพื่อพิจารณาวินิจฉัยต่อไปได้
มีข้อพิจารณาประการที่สี่ว่า การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 มาตรา 83 วรรคสอง อันเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ หรือไม่ เพียงใด
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริง โดยมีรายละเอียดสรุปได้ว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 83 วรรคสอง กำหนดว่า “การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ...” มาตรา 85 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ....” ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมีความสอดคล้องกัน โดยมีเจตนารมณ์และหลักการในการกำหนดเกี่ยวกับวิธีการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ใช้วิธีการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยมีความมุ่งหมายเพื่อสร้างหลักประกันให้กับประชาชนมีเสรีภาพในการตัดสินใจ ปราศจากการข่มขู่ เพื่อสร้างความชอบธรรมของอำนาจเพื่อให้ที่มาของอำนาจมีความชัดเจนและโปร่งใสที่สุด สะท้อนเจตจำนงที่แท้จริงของประชาชน และเพื่อป้องกันการทุจริตและการซื้อสิทธิขายเสียง ซึ่งหลักการออกเสียงลงคะแนนโดยลับสอดคล้องกับหลักการตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ. 1948 (The Universal Declaration Of Human Rights : UDHR) และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งประเทศไทยได้เข้าร่วมลงนามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ. 1948 และกติการะหว่างประเทศดังกล่าว รวมทั้งบทบัญญัติดังกล่าวยังกำหนดขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามหลักการพื้นฐานของการเลือกตั้งซึ่งประกอบด้วยหลักการเลือกตั้งโดยลับเป็นสำคัญ
หลักการเลือกตั้งโดยลับ คือ การเลือกตั้งที่ไม่มีผู้อื่นนอกจากผู้ลงคะแนนเสียงจะทราบได้ว่าการลงคะแนนเสียงนั้นเป็นอย่างไร เพื่อเป็นการป้องกันการใช้อิทธิพลต่าง ๆ บิดเบือนเจตจำนงที่แท้จริงของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สอดคล้องกับหลักการเลือกตั้งโดยเสรีและทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม โดยวิธีการออกเสียงลงคะแนนโดยลับ เป็นวิธีการออกเสียงโดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละคนทำเครื่องหมายลงในบัตรลงคะแนนเสียงเลือกตั้งภายในคูหาและนำบัตรลงคะแนนใส่ไว้ในหีบบัตรเลือกตั้ง โดยห้ามมิให้ผู้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนเปิดเผยต่อสาธารณชนว่า ตนตัดสินใจลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครรายใดในขณะที่ใช้สิทธิเลือกตั้ง
สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้งได้จัดทำบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้งพบปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการเลือกตั้ง กล่าวคือ ปรากฏว่ามีการทุจริตการเลือกตั้งโดยการจัดทำบัตรเลือกตั้งปลอม สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจึงนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการจัดการเลือกตั้งเพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยการนำเทคโนโลยีรหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) มาใช้เพื่อควบคุมการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง
ทั้งนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 224 ซึ่งกำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีหน้าที่และอำนาจจัดหรือดำเนินการให้มีการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และควบคุมดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 85 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจในการกำหนดลักษณะของบัตรเลือกตั้ง
กรณีการจัดทำบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) นั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง และเพื่อใช้ในการควบคุมตรวจสอบกรณีการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม โดยรหัสแท่ง(Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ดังกล่าว สามารถสแกนข้อมูลได้ แต่การสแกนข้อมูลดังกล่าวมีจุดมุ่งหมาย เพื่อตรวจสอบจำนวนบัตรเลือกตั้งที่พิมพ์ ป้องกันการเกิดบัตรเขย่ง เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งอันเป็นหนึ่งในมาตรการรักษาความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้ง
ทั้งนี้ ในการตรวจสอบว่าบัตรเลือกตั้งเป็นบัตรปลอมหรือไม่นั้นต้องใช้วิธีการตรวจสอบที่หลากหลายวิธี อาทิ การทำลวดลายหรือตำหนิหรือสัญลักษณ์ หรือรหัสลับซ่อนไว้โดยใช้หมึกพิมพ์ธรรมดาลงบนตัวบัตรเลือกตั้ง หรือการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ออกแบบลวดลายพิเศษที่ยากต่อการเลียนแบบ พิมพ์ลงในบัตรเลือกตั้งตามจุดหรือพื้นที่ที่กำหนด หรือการพิมพ์ตัวอักษรขนาดเล็ก (Micro Text) ซ่อนไว้ในบัตร ซึ่งไม่อาจมองเห็นตัวอักษรด้วยตาเปล่า เว้นแต่จะใช้เลนส์ขยายที่มีอัตรากำลังไม่น้อยกว่า 10 เท่า หรือพิมพ์ด้วยหมึกที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า (Invisible ink) เว้นแต่จะตรวจสอบภายใต้แสงอัลตราไวโอเลต หรือพิมพ์ข้อมูลหรือรหัสที่บัตรเลือกตั้งลงบนตัวอักษร โดยใช้หมึกที่มองไม่เห็น (Invisible ink) หรือวิธีการอื่น เพื่อให้สามารถตรวจสอบกรณีการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งวิธีการตรวจสอบดังกล่าวล้วนแล้วแต่เป็นการกำหนดมาตรการป้องกันการปลอมแปลงและรักษาความปลอดภัยบัตรเลือกตั้งที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดในการเลือกตั้งในแต่ละครั้ง
@ ไม่จัดเก็บข้อมูล-ไม่เปิดโอกาสสืบย้อนกลับ
สำหรับการออกเสียงลงคะแนนโดยลับ เห็นได้ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงชื่อไว้ในต้นขั้วบัตรเท่านั้น โดยในบัตรเลือกตั้งสำหรับการออกเสียงลงคะแนนจะไม่ปรากฏชื่อของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าระหว่างต้นขั้วบัตรเลือกตั้งและบัตรเลือกตั้งแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง ส่วนในขั้นตอนการออกเสียงลงคะแนนนั้น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องทำเครื่องหมายลงในบัตรเลือกตั้งเพื่อออกเสียงลงคะแนนในคูหาเลือกตั้ง และเมื่อได้ทำการออกเสียงลงคะแนนเสร็จแล้วต้องพับบัตรเลือกตั้งเพื่อไม่ให้ผู้อื่นทราบว่าลงคะแนนอย่างไร และนำบัตรเลือกตั้งใส่ลงหีบด้วยตนเองต่อหน้ากรรมการประจำหน่วย อันถือว่ากระบวนการแสดงเจตจำนงในการออกเสียงลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยการออกเสียงลงคะแนนเป็นไปโดยตรงและลับ ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ทุกประการ
หากภายหลังพบการทุจริตหรือมีการนำมาตรวจสอบการทุจริต โดยบัตรเลือกตั้งที่ผู้มีสิทธิได้ออกเสียงลงคะแนนแล้ว ก็เป็นเพียงการบริหารและควบคุมให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมาตรการตรวจสอบที่กำหนดไว้ไม่สามารถสืบค้นย้อนกลับเพื่อระบุตัวตนของผู้มีสิทธิลงคะแนนได้ เนื่องจากมาตรการการเก็บรักษาต้นขั้วและบัตรเลือกตั้ง เป็นการเก็บรักษาความลับตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับการจัดเก็บต้นขั้วและบัตรเลือกตั้งจะดำเนินการจัดเก็บตามกฎหมายและระเบียบ ทุกประการ
ทั้งนี้ ไม่มีการจัดเก็บในระบบฐานข้อมูลแต่อย่างใด อีกทั้งไม่มีขั้นตอนใดตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติมและตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่จะเปิดโอกาสให้บุคคลใดสามารถนำต้นขั้วบัตรเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส. 1/3) มาเทียบกับบัตรเลือกตั้ง เพื่อสืบย้อนกลับเพื่อระบุตัวตนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ หากมีการฝ่าฝืนย่อมเป็นความผิดตามกฎหมาย อีกประการหนึ่งด้วย
ดังนั้น แม้จะมีการสแกนรหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) จากบัตรเลือกตั้งได้ก็ไม่อาจทราบได้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นผู้ใดและได้ลงคะแนนเสียงให้กับผู้สมัครคนใด เพราะการออกเสียงเป็นไปโดยลับ อีกทั้งไม่อาจทำให้ล่วงรู้หรือสามารถเข้าถึงระบบใด ๆ เพื่อสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ เนื่องจากมีกำแพงของกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันและคุ้มครองอยู่ในตัว ไม่สามารถเข้าถึงได้เลย นอกจากนี้ในขั้นตอนของการออกเสียงลงคะแนน การนับคะแนน การเก็บรักษารวมถึงการทำลายบัตรเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดจึงมิอาจน่าต้นขั้วและบัตรเลือกตั้งที่เก็บแยกรักษาไว้ มาสืบค้นว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดลงคะแนนให้กับผู้สมัครคนใดได้โดยเด็ดขาด
@ ไม่กระทบต่อการออกเสียง-อิสระ/โดยตรงและลับ
ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยในประเด็นการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ ดังนี้ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2561 กล่าวคือ “บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ใช้วิธีออกเสียง ลงคะแนนโดยตรงและลับ แต่ก็มิได้กำหนดเกี่ยวกับวิธีการในการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับไว้ เพียงแต่กำหนดหลักการสำคัญไว้ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งได้คนละหนึ่งคะแนน โดยจะลงคะแนนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ใดหรือจะลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเลยก็ได้ อย่างไรก็ดี บทบัญญัติดังกล่าวได้รับรองหลักการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้กระทำด้วยวิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ ซึ่งการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงเป็นลักษณะสำคัญประการหนึ่งที่พลเมืองในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยเป็นผู้แสดงการตัดสินใจทางการเมืองด้วยตนเอง โดยพลเมืองแต่ละคนได้กระทำการดังกล่าวผ่านการตัดสินใจลงคะแนนเสียงให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่วนวิธีการออกเสียงลงคะแนนโดยลับ เป็นวิธีการออกเสียงโดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละคนทำเครื่องหมายลงในบัตรลงคะแนนเสียงเลือกตั้งภายในคูหาและนำบัตรลงคะแนนใส่ไว้ในหีบบัตรเลือกตั้ง โดยห้ามมิให้ผู้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนเปิดเผยต่อสาธารณชนว่า ตนตัดสินใจลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครรายใดในขณะที่ใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งวิธีการออกเสียงลงคะแนนโดยลับโดยทั่วไปจะให้ผู้ออกเสียงลงคะแนนแต่ละคนทำเครื่องหมายไว้ในบัตรลงคะแนนภายในคูหาสำหรับลงคะแนนที่จัดไว้อย่างมิดชิด เพื่อป้องกันมิให้ผู้ออกเสียงลงคะแนนตกอยู่ภายใต้อิทธิพลหรือถูกแทรกแซงอันมีผลให้การออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งดังกล่าวไม่เป็นไปอย่างอิสระ โดยมาตรา 92 วรรคหนึ่ง กำหนดวิธีการออกเสียงลงคะแนนสำหรับคนพิการหรือผู้สูงอายุที่ไม่สามารถทำเครื่องหมายลงในบัตรเลือกตั้งได้ อาจให้บุคคลอื่นหรือกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเป็นผู้กระทำการแทนโดยความยินยอมและเป็นไปตามเจตนาของคนพิการหรือทุพพลภาพหรือผู้สูงอายุ ซึ่งตราบใดที่ไม่มีการเปิดเผยผลการออกเสียงลงคะแนนของคนพิการหรือผู้สูงอายุนั้นต่อสาธารณะก็ถือได้ว่าเป็นการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ...”
ดังนั้น การใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) บนบัตรเลือกตั้งเป็นเพียงมาตรการป้องกันการปลอมแปลงและรักษาความปลอดภัยบัตรเลือกตั้งและยังไม่มีผลกระทบต่อการออกเสียงลงคะแนนอย่างอิสระและยังอยู่ในขอบเขตของวิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง
โปรดติดตามตอนต่อไป เป็น 'ตอนจบ'

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา