
เปิดคําพิพากษาฉบับเต็มคดีถอนชื่อ ‘บิ๊กโอ-ก้องเกียรติ เกตุสมบัติ’ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. นครศรีธรรมราช พรรคกล้าธรรม เหตุมีประวัติต้องคําพิพากษา ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ฐานลักทรัพย์ โดนจําคุก 6 เดือน ปรับ 1,500 บาท รอลงโทษ 2 ปี คดีถึงที่สุดแล้ว ชี้ อ้าง ‘คนละคนกัน’ คำกล่าวลอยๆ รับฟังไม่ได้ หลักฐานทะเบียนราษฎรฯชัด ไม่ผิดคน
นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ (หรือ บิ๊กโอ) อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ( สส.) เขต 7 จ.นครศรีธรรมราช หมายเลข 3 พรรคกล้าธรรม เป็น 1 ในผู้รับสมัคร 4 ราย ของจังหวัดนครศรีธรรมราช ถูกศาลฎีกาพิพากษาให้ถอนชื่อออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งฯ เนื่องจากเคยต้องคําพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในความผิดฐานลักทรัพย์ และคดีถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ตามที่สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานแล้ว เรื่องเกี่ยวข้อง : มัดรวมถอนชื่อผู้สมัคร สส. จ.นครศรีฯ 4 ราย ‘กิตษณัฐ-บุญเสริม-ปฏิพัทธ์-ก้องเกียรติ’
ที่มาที่ไปของคดีนี้เป็นอย่างไร?
สำนักข่าวอิศรา นำคำพิพากษาฉบับเต็มมารายงาน
@เปิดคำพิพากษาฉบับเต็ม / ต้องคําพิพากษาคดีลักทรัพย์
คดีหมายเลขดําที่ ลต สสข 16/2569 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สสข 20/2569 ศาลฎีกา วันที่ 3 เดือน กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2569 ความ คดีเลือกตั้ง ระหว่าง
นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ ผู้ร้อง
คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้คัดค้าน
เรื่อง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฯ (อุทธรณ์คําวินิจฉัยที่ให้ถอนการรับสมัครของผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง)
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดนครศรีธรรมราช หมายเลข 3 พรรคกล้าธรรม ตามรายชื่อที่ผู้อํานวยการการเลือกตั้งประจําเขตเลือกตั้งได้ประกาศ ต่อมานายสมคิด หวานเหลือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งยื่นคําร้องต่อผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งผู้คัดค้านมีคําวินิจฉัยให้ถอนชื่อผู้ร้องออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เพราะเหตุที่ผู้ร้องเคยต้องคําพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในความผิดฐานลักทรัพย์ และคดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องจึงเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98 (10) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42 (12)
@ยื่น ค้าน อ้างหนังสือกรมคุมประพฤติขัดแย้งกัน แค่กระทำผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน
ผู้ร้องยื่นคําร้องอุทธรณ์ว่า คําวินิจฉัยของผู้คัดค้านดังกล่าวไม่ถูกต้อง เนื่องจาก หนังสือของสํานักงานคุมประพฤติจังหวัดสุราษฎร์ธานี ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 ที่ระบุว่า ผู้ร้องเคยต้องคําพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทําความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทําโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา ขัดแย้งกับหนังสือของกรมคุมประพฤติ เรื่อง ขอให้ตรวจสอบและออกหนังสือรับรอง ประวัติการคุมประพฤติ ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ที่ระบุว่า ผู้ร้องเคยต้องคําพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 64/2552 ของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ เพียงเท่านั้น พยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านรับฟังมาไม่อาจพิสูจน์ได้ว่า ผู้ร้องเป็นบุคคลคนเดียวกับจําเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542 ของศาลจังหวัด สุราษฎร์ธานี ขอให้มีคําสั่งเพิกถอนคําวินิจฉัยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 257/2569 ลงวันที่ 20 มกราคม 2569 และขอให้เพิ่มชื่อผู้ร้องในบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดนครศรีธรรมราช
@กกต.ยันต้องคดีลักทรัพย์ คำพิพากษาถึงที่สุด
ผู้คัดค้านยื่นคําคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เนื่องจากผู้ร้องเคยต้องคําพิพากษาในคดีอาญาหมาย เลขแดงที่ 3673/2542 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในความผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทําโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา คดีถึงที่สุดแล้ว คําวินิจฉัยของผู้คัดค้านชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกคำร้อง
@ ทำผิดคนเดียว โดนจําคุก 6 เดือน ปรับ 1,500 บาท รอการลงโทษ 2 ปี
ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งตรวจสํานวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความ ไม่ได้โต้แย้งกันรับฟัง
เป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดนครศรีธรรมราช หมายเลข 3 พรรคกล้าธรรม ต่อมาผู้มีสิทธิเลือกตั้งยื่นคําร้องต่อผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามเอกสารหมาย ค.5 และผู้คัดค้านมีคําวินิจฉัยให้ถอนชื่อผู้ร้องออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ตามคําวินิจฉัยของผู้คัดค้านที่ 257/2569 เอกสารหมาย ร.2 หรือ ค.10
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องเป็นบุคคล ผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่
เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98 (10) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42 บัญญัติว่า “บุคคลผู้มีลักษณะ ดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร .... (12) เคยต้องคําพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทําความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทําโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา
ข้อเท็จจริงปรากฏตามคําร้อง คําคัดค้าน เอกสารประกอบคําร้องและคําคัดค้านและทางไต่สวนพยานผู้ร้องและผู้คัดค้านว่า ภายหลังจากที่ผู้คัดค้านได้รับคําร้องของนายสมคิด หวานเหลือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่า ผู้ร้องมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ผู้คัดค้านตรวจสอบลักษณะต้องห้ามของผู้ร้องได้ความจากข้อมูลของสถานีตํารวจภูธรเมืองสุราษฎร์ธานี พบว่ามีการดําเนินคดีอาญาที่ 1462/2542 แก่นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ ผู้ต้องหาความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยนายก้องเกียรติเป็นผู้กระทําความผิดเพียงคนเดียว มีความเห็นสั่งฟ้อง ผู้ต้องหาและส่งสํานวนการสอบสวนให้อัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานีรับไปพิจารณาตามหนังสือสถานีตํารวจภูธรเมืองสุราษฎร์ธานีเอกสารหมาย ค.15 ต่อมานายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ ต้องคําพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่พิพากษาว่า จําเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก ให้ลงโทษจําคุก 6 เดือน และปรับ 1,500 บาท โทษจําคุกให้รอการลงโทษ 2 ปี ให้คุมความประพฤติจําเลยโดยให้จําเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง มีกําหนด 1 ปี และคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ตามสําเนาคําพิพากษาศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีและใบสําคัญเพื่อแสดงว่าคดีถึงที่สุดเอกสารหมาย ร.4 แผ่นที่ 3 และที่ 4 หรือ ค.11 แผ่นที่ 2 และ ค.12 ซึ่งต่อมานายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ เลขประจําตัวประชาชน 3 8004 00193 XXX (ปกปิด/สำนักข่าวอิศรา) ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขการคุมความประพฤติ ตามคําพิพากษาของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีดังกล่าวครบถ้วนและพ้นจากการคุมความประพฤติแล้ว ตามหนังสือของสํานักงานคุมประพฤติจังหวัดสุราษฎร์ธานีเอกสารหมาย ค.13
@ตรวจสอบทะเบียนราษฎรฯ ไม่มีชื่อซ้ำ
นอกจากนี้ ยังได้ความ จากการตรวจสอบแบบรับรองรายการบุคคลทะเบียนราษฎรจากฐานข้อมูลการทะเบียน สํานักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ปรากฏว่าบุคคลชื่อนายก้อง เกตุสมบัติ มีชื่อและ ชื่อสกุลนี้เพียงผู้เดียวตามหนังสือของอําเภอพระพรหม ชื่อสกุลนี้เพียงผู้เดียวตามหนังสือของอําเภอพระพรหมเอกสารหมาย ค.14 ดังนี้
@เลขบัตร ปชช.ตรงข้อมูลประวัติกรอกใบรับสมัคร สส.-ฐานข้อมูลคดีลักทรัพย์
เมื่อพิเคราะห์ เอกสารดังกล่าวประกอบสําเนาใบสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้ร้อง สําเนา บัตรประจําตัวประชาชนและสําเนารายการเกี่ยวกับบ้านแนบท้ายใบสมัครดังกล่าวตามเอกสารหมาย ค.4
ซึ่งเป็นเอกสารของผู้ร้องที่ยื่นต่อผู้อํานวยการการเลือกตั้งประจําเขตเลือกตั้งที่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ก็ระบุว่า ผู้ร้องมีเลขประจําตัวประชาชน 3 8004 00193 XXX (ปกปิด/สำนักข่าวอิศรา) เกิดวันที่ 12 สิงหาคม 2524 แสดงให้เห็นว่า ข้อมูลรายละเอียดของผู้ร้องดังกล่าวตรงกับ ข้อมูลของจําเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ทั้งมีรายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลา สถานที่ และพฤติการณ์ในการกระทําความผิดอย่างเดียวกัน
@ ‘คนละคนกัน’ คำกล่าวอ้างลอยๆ รับฟังไม่ได้
นอกจากนี้ ผู้ร้องยังเบิกความเจือสมรับว่าเคยให้ถ้อยคําต่อคณะกรรมการพิจารณาสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประจําจังหวัดนครศรีธรรมราชว่า ผู้ร้องถูกฟ้องเป็นจําเลยที่ 1 ร่วมกับนายพีรวัสหรือวันชัย คงนุ่น จําเลยที่ 2 และนายบุญส่ง กฐินหอม จําเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามรายงาน การตรวจสอบข้อเท็จจริงและบันทึกถ้อยคําผู้ถูกร้องเอกสารหมาย ค.7 แผ่นที่ 11 ที่ผู้ร้องอ้างว่า ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีและสํานักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานีไม่สามารถยืนยันได้ว่าผู้ร้องเป็นบุคคลคนเดียวกับจําเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542 ของศาลจังหวัด สุราษฎร์ธานี นั้น แม้ผู้ร้องมีหนังสือถึงศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีและสํานักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานีขอให้ตรวจสอบข้อมูลของจําเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีและสํานักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ต่างอ้างว่าไม่สามารถยืนยันได้ว่า นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ เป็นบุคคลคนเดียวกับจําเลย ในคดีดังกล่าวเนื่องจากเอกสารได้ถูกปลดเผาทําลายแล้ว ตามเอกสารหมาย ร.5 แผ่นที่ 2 และ ร.7 แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดแห่งคดีและข้อมูลของจําเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี และที่ปรากฏในฐานข้อมูลของสถานีตํารวจภูธร เมืองสุราษฎร์ธานี ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี และสํานักงานคุมประพฤติจังหวัดสุราษฎร์ธานี ล้วนสอดคล้องต้องตรงกันทั้งหมดดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว ข้อกล่าวอ้างของผู้ร้องเพียงลอย ๆ ว่าผู้ร้อง ไม่เคยต้องคําพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทําความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทําโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญาจึงไม่อาจรับฟังได้
@ฐานข้อมูลของกรมคุมประพฤติไม่ครบถ้วนทั้งหมด
ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่า หนังสือของกรมคุมประพฤติเอกสารหมาย ร.8 ระบุว่า พบประวัติการคุมความประพฤติของผู้ร้อง 1 รายการ คือ คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 64/2552 ของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ความผิดฐานพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งผู้ร้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการคุมความประพฤติครบถ้วนแล้วนั้น
เห็นว่า ฐานข้อมูลของกรมคุมประพฤติซึ่งเป็นหน่วยราชการส่วนกลางอาจมีประวัติการคุมความประพฤติของจําเลยเพียงส่วนหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าข้อมูลของกรมคุมประพฤติจะเป็นข้อมูลทั้งหมดที่รวบรวมจากข้อมูลของสํานักงานคุมประพฤติจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ ทั้งคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี เกิดขึ้น เป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว การเก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงเวลาดังกล่าวอาจไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ดังนั้น ข้อมูลตามหนังสือของกรมคุมประพฤติเอกสารหมาย ร.8 จึงไม่ได้ขัดแย้งกับข้อมูลของสํานักงาน คุมประพฤติจังหวัดสุราษฎร์ธานี
@ข้ออ้างตนมิใช่จำเลยในคำพิพากษาศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีขัดแย้งข้อเท็จจริง
และที่ผู้ร้องอ้างว่า คําพิพากษาของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ลงโทษจําเลยที่ 2 เพียงผู้เดียว ซึ่งมิใช่ผู้ร้องนั้น เมื่อพิเคราะห์สําเนาคําพิพากษาของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี เอกสารหมาย ร.4 แผ่นที่ 3 หรือ ค.11 แผ่นที่ 2 เห็นได้ว่า ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี พิพากษาว่าจําเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก ซึ่งเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน เพียงฐานความผิดเดียว มิได้มีการกล่าวถึงบุคคลผู้เป็นตัวการร่วมกระทําความผิดอื่นหรือมีการพิพากษาลงโทษจําเลยในความผิดฐานลักทรัพย์โดยร่วมกระทําความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป พยานหลักฐานของผู้ร้องไม่สามารถบ่งชี้ได้ว่ามีบุคคลอื่นร่วมกระทําความผิดกับผู้ร้องด้วย คงปรากฏแต่เพียงชื่อผู้ร้องเป็นจําเลยผู้เดียว ข้ออ้างดังกล่าว ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคําพิพากษาของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เช่นกัน พยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านอ้างส่งฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นบุคคลคนเดียวกับจําเลยในคดีอาญา หมายเลขแดงที่ 3673/2542 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี
@ฟังได้ ต้องคดีลักทรัพย์ มีคุณสมบัติต้องห้าม คำวินิจฉัย กกต.ชอบแล้ว
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ร้องเคยต้องคําพิพากษาอันถึงที่สุดของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีในความผิดฐานลักทรัพย์ตามคดีอาญาหมายเลขแดง ที่ 3673/2542 จึงเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98 (10) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42 (12) ที่ผู้คัดค้านมีคําวินิจฉัยให้ถอนชื่อผู้ร้องออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดนครศรีธรรมราช หมายเลข 3 พรรคกล้าธรรม นั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว
จึงมีคําสั่งให้ยกคําร้อง


คดีเลือกตั้งอื่นก่อนหน้า
- ศาลฎีกายกคำร้องผู้สมัคร สส.ประชาธิปไตยใหม่ โดนตัดชื่อ ไม่ไปเลือกตั้งนายก อบจ.
- ยกคำร้อง ผู้สมัคร สส. ภูเก็ต รวมไทยสร้างชาติ สังกัดพรรคไม่ครบ 30 วัน
- คำพิพากษาฉบับเต็ม! คดีผู้สมัครฯ สส. ภูเก็ต รทสช.ขาดคุณสมบัติ - เคยอยู่‘โอกาสใหม่’
- เปิดคำพิพากษาศาลฎีกา ถอนชื่อ‘ชลสิทธิ’ผู้สมัคร สส. จ.ภูเก็ต พรรคกล้าธรรม ถือหุ้นสื่อ
- เจาะบ.เกาะแก้วฯคดี‘ชลสิทธิ’ผู้สมัคร สส. จ.ภูเก็ต ถือหุ้นสื่อ/ เพิ่งส่ง อบจ.5 ใหม่ 9 ม.ค.69
- คำพิพากษา ‘ธนะศักดิ์’ ผู้สมัคร สส.นครพนม ถือหุ้นสื่อ กกต.ไม่ประกาศชื่อ/ชอบแล้ว
- ศาลฎีกาสั่งถอนชื่อ 'ชญานันท์' ผู้สมัคร สส.ราชบุรี พรรคเพื่อไทย ถือหุ้นสื่อ-บมจ.อาร์เอส
- เปิดคำสั่งศาลฎีกาถอนชื่อ ‘รัชต์พงศ์’ ผู้สมัคร สส.ตาก ปชน.ปมถูกจับคดีเว็บพนัน
- เบื้องลึก! ศาลฎีกาถอนชื่อ‘ฉลอง’ผู้สมัคร สส.โคราช กล้าธรรม โดนจําคุกคดีป่าสงวนฯ
- เปิดคำพิพากษาศาลฎีกาถอนชื่อ ‘กิตษณัฐ’ ผู้สมัคร สส. นครศรีฯ เพื่อไทย ต้องคดีลักทรัพย์
- เปิดเอกสารชัด ๆ ‘ธนะศักดิ์’ผู้สมัคร สส.นครพนม ถือหุ้นสื่อ 3 แสน โดน กกต.ไม่ประกาศชื่อ
- คำพิพากษาศาลฎีกาถอนชื่อ'ณัฐธัญรดี'ผู้สมัคร สส. ชลบุรี ไทยสร้างไทย ต้องคดีใช้เช็ค
- มัดรวมถอนชื่อผู้สมัคร สส. จ.นครศรีฯ 4 ราย ‘กิตษณัฐ-บุญเสริม-ปฏิพัทธ์-ก้องเกียรติ’
- คน ปชป.ก็โดน! เปิดคำพิพากษาถอนชื่อ ‘ชาติชาย’ ผู้สมัคร สส. จ.อุดรฯ ต้องคดีฉ้อโกง
- 'ศาลฎีกา' สั่ง ถอนชื่อผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ 31 ราย - 'พรรคกล้าธรรม' มากสุด 4 คน
- 'ศาลฎีกา' สั่ง ถอนชื่อผู้สมัคร สส.เขต 18 ราย - 'กล้าธรรม' มากสุด 6 คน 'ปชป.' โดนด้วย
หมายเหตุ : ภาพประกอบข่าวจาก thairath.co.th

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา