
“…กรณีที่คณะรัฐมนตรีใช้อำนาจในการพิจารณาอนุมัติรายการหรือโครงการที่มีการก่อหนี้ผูกพันงบประมาณมากกว่า 1 ปีงบประมาณ และมีวงเงินตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ที่หน่วยรับงบประมาณเสนอเพื่อที่จะนำไปกำหนดในคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณต่อไป ดังนั้น จึงเป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรี กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป…
.......................................
เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้เผยแพร่ บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง การปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีภายหลังการยุบสภาผู้แทนราษฎร (เรื่องเสร็จที่ 1607/2568) โดยมีรายละเอียด ดังนี้
@ขอ‘กฤษฎีกา’ตีความ 5 ประเด็น จัดทำงบปี 70 หลัง‘ยุบสภาฯ’
สำนักงบประมาณ ได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ นร 0702/1646 ลงวันที่ 17 ธ.ค.2568 ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สรุปความได้ว่า
1.วันที่ 14 ต.ค.2568 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแนวทางการจัดทำงบประมาณและปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ โดยขั้นตอนการจัดทำงบประมาณตามปฏิทินงบประมาณดังกล่าว ในช่วงเดือน ธ.ค.2568 กำหนดให้หน่วยรับงบประมาณจัดทำรายละเอียดคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570
รวมทั้งนำเสนองบประมาณรายจ่ายบูรณาการ และรายงานเกี่ยวกับเงินนอกงปประมาณ เพื่อใช้ประกอบการจัดทำรายละเอียดคำของบประมาณเสนอคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัดพิจารณาให้ความเห็นชอบ และส่งสำนักงบประมาณในรูปแบบเอกสารและผ่านระบบ e-Budgeting ภายในวันศุกร์ที่ 26 ธ.ค.2568
2.วันที่ 12 ธ.ค.2568 ได้มี พ.ร.ฎ.ยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2568 เพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป และมาตรา 168 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดให้คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 167 (2) ต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามเงื่อนไขที่กำหนดในมาตรา 169
3.สำนักงบประมาณได้เสนอข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการจัดทำงบประมามาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณในทางปฏิบัติที่ผ่านมา ดังนี้
3.1 ในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 สำนักงบประมาณได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาการกำหนดแนวทางการจัดทำงบประมาณและปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 เพื่อให้หน่วยรับงบประมาณใช้เป็นแนวทางประกอบการวางแผนการดำเนินงาน และกำหนดแผนการปฏิบัติงาน ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 25 ก.ย.2561 ให้ความเห็นชอบ
และต่อมาวันที่ 13 ธ.ค.2560 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ความเห็นชอบยุทธศาสตร์การจัดสรรงประมาณและการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 แต่เนื่องจากได้มี พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ.2562 เมื่อวันที่ 23 ม.ค.2566 เพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในวันที่ 24 มี.ค.2562
สำนักงบประมาณ จึงเสนอขอยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 ธ.ค.2561 ที่กำหนดให้สำนักงบประมาณเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ภายในวันที่ 30 เม.ย.2562
และเมื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ารับหน้าที่และแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว สำนักงบประมาณจะนำเสนอกระบวนการจัดทำงบประมาณ พร้อมทั้งการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ตามขั้นตอนต่อไป ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 30 เม.ย.2562
3.2 สำหรับการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 สำนักงบประมาณได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาแนวทางการจัดทำงบประมาณและปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 25 ต.ค.2565 ให้ความเห็นชอบ
และต่อมาในวันที่ 14 มี.ค.2566 คณะรัฐนตรีได้มีมติให้ความเห็นชอบรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 และให้สำนักงบประมาณได้รับยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อให้การจัดทำงบบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่รัฐบาลจะครบวาระการบริหารราชการแผ่นดินในวันที่ 23 มี.ค.2566 และเป็นการปฏิบัติตามนัยมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รวมทั้งข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
โดยเมื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ารับหน้าที่และแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว สำนักงบประมาณจะนำเสนอการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ต่อไป แต่ต่อมามีพระระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2566 ในวันที่ 20 มี.ค.2566
4.สำนักงบประมาณพิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้กระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ภายหลังจากที่มี พ.ร.ฎ.ยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2568 แล้ว ไม่เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยจึงขอหารือ ดังนี้
4.1 การดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ก่อนที่จะมี พ.ร.ฎ.ยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2568 สำนักงบประมาณได้มีการเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบแล้ว ดังนี้
4.1.1 แนวทางการจัดทำงบประมาณและปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 (มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 ต.ค.2568)
4.1.2 หลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ แผนงาน บูรณาการ และมอบหมายผู้มีอำนาจกำกับแผนงานบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 (มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 พ.ย.2568)
4.1.3 แผนการคลังระยะปานกลาง (มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 พ.ย.2568)
4.1.4 นโยบาย วงเงินงบประมาณรายจ่าย และโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 (มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 พ.ย.2568)
4.1.5 ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 (มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.2568) และในวันที่ 1 ธ.ค.2568 นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570
ขั้นตอนต่อไปที่จะต้องดำเนินการภายหลังจากที่มีการตรา พ.ร.ฎ.ยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2568 คือ การให้หน่วยรับงบประมาณจัดทำรายละเอียดคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 และนำเสนองบประมาณรายจ่ายบูรณาการและรายงานเกี่ยวกับเงินนอกงบประมาณ
เพื่อใช้ประกอบการจัดทำรายละเอียดคำของบประมาณเสนอคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัด พิจารณาให้ความเห็นชอบ และส่งสำนักงบประมาณภายในวันศุกร์ที่ 26 ธ.ค.2568 และการที่สำนักงบประมาณ จะเสนอรายละเอียดคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี พิจารณาให้ความเห็นชอบในวันอังคารที่ 27 ม.ค.2569
กรณีจึงมีปัญหาว่า การดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าวข้างต้น จะเข้าข่ายเป็นการกระทำอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการหรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือไม่
4.2 ในการยื่นคำขอตั้งงบประมาณของหน่วยรับงบประมาณตามมาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2561 กำหนดให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัด หรือรัฐมนตรี ซึ่งกฎหมายกำหนดให้มีหน้าที่กำกับหรือควบคุมคุมกิจการของหน่วยรับงบประมาณ หรือรัฐมนตรี ผู้รักษาการตามกฎหมาย
มีหน้าที่รับผิดชอบในการยื่นคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณนั้น ต่อผู้อำนวยการสำนักงบบประมาณตาณตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณกำหนด
และวรรคสองกำหนดให้การยื่นคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายตามวรรคหนึ่ง อย่างน้อยต้องแสดงวัตถุประสงค์ แผนการปฏิบัติงาน และแผนการใช้จ่ายงบประมาณ และให้จัดส่งรายงานเกี่ยวกับเงินนอกงประมาณ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณกำหนกำหนดด้วย
การที่รัฐมนตรีลงนามในการยื่นคำขอตั้งงบประมาณรายจ่าย จะเข้าข่ายเป็นการกระทำอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือไม่
4.3 ในกระบวนการยื่นคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายตามมาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2561 กำหนดว่าในกรณีที่หน่วยรับงบประมาณจะต้องมีการก่อหนี้ผูกพันงบประมาณมากกว่า 1 ปีงบประมาณ สำหรับรายการงบประมาณที่มีวงเงินตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ให้หน่วยรับงบประมาณเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนมัติก่อนที่จะมีการยื่นคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายต่อผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
และมาตรา 28 กำหนดว่า การขอตั้งงบประมาณรายจ่ายของรัฐสภา ศาลยุติธธรรม ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญและองค์กรอัยการ ให้หน่วยงานดังกล่าวทำหน้าที่ของหน่วยรับงบประมาณ โดยจะต้องยื่นคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายต่อคณะรัฐมนตรีภายในระยะเวลาที่คณะรัฐมนตรีกำหนดนั้น ซึ่งหน่วยรับงบประมาณจะต้องมีการดำเนินการตามขั้นตอนในมาตรา 26 และมาตรา 28 ดังกล่าว
และหากคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาอนุมัติหรือเห็นชอบตามที่มีการเสนอ จะเข้าข่ายเป็นการกระทำอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือไม่
4.4 กรณีหน่วยรับงบประมาณบางประเภท เช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ซึ่งมาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 กำหนดให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติขอรับงบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
และมาตรา 47 แห่ง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560 กำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เสนองบประมาณรายจ่ายของปีงบประมาณที่ขอความสนับสนุนต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อจัดสรรเป็นเงินอุดหนุนทั่วไป ตามลำดับ
การที่คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติหรือเห็นชอบตามที่หน่วยงานดังกล่าว เสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายตามกฎหมายดังกล่าว จะเข้าข่ายเป็นการกระทำอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือไม่
4.5 หากการดำเนินการตามข้อ 4.1 ข้อ 4.2 ข้อ 4.3 หรือข้อ 4.4 เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย สำนักงบประมาณจะต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 ต.ค.2568 เรื่อง แนวทางการจัดทำงบประมาณและปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 หรือไม่
@‘ครม.’ชุดปัจจุบัน มีอำนาจอนุมัติการขอตั้ง‘งบรายจ่าย’
คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 12) ได้พิจารณาข้อหารือของสำนักงบประมาณ โดยมีผู้แทนสำนักนายกรัฐมนตรี (สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีและสำนักงบประมาณ) เป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว เห็นสมควรกำหนดประเด็นที่ต้องพิจารณารวม 3 ประเด็น โดยมีความเห็นในแต่ละประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่หนึ่ง การใช้อำนาจของคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบหรืออนุมัติการขอตั้งงบประมาณรายจ่ายตาม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2561 หรือกฎหมายเฉพาะ เป็นการกระทำ อันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการหรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือไม่ นั้น
เห็นว่า มาตรา 19 แห่ง พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2561 กำหนดให้ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณมีหน้าที่และอำนาจจัดทำงบประมาณ และกำหนดยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี เพื่อให้หน่วยรับงบประมาณใช้เป็นแนวทางในการจัดทำคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี
ในการขอตั้งงบประมาณรายจ่ายนั้น หน่วยรับงบประมาณจะดำเนินการจัดทำคำขอตั้งงงบประมาณรายจ่ายเสนอรัฐมนตรีเจ้าสังกัด หรือรัฐมนตรีซึ่งกฎหมายกำหนดให้มีหน้าที่กำกับหรือควบคุมกิจการของหน่วยรับงบประมาณ หรือรัฐมนตรีผู้รักษาการตามกฎหมาย เพื่อยื่นต่อผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
ทั้งนี้ ตามมาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณฯ ในกรณีการขอตั้งงบประมาณรายจ่ายของรัฐสภา ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรอัยการ
มาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณฯ กำหนดให้หน่วยงานของรัฐสภา ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรอัยการ ทำหน้าที่ของหน่วยรับงบประมาณ โดยยื่นคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายต่อคณะรัฐมนตรี
นอกจากนี้ หน่วยรับงบประมาณตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะบางประเภท กฎหมายกำหนดให้การขอตั้งงบประมาณรายจ่ายต้องเสนอต่อคณะรัฐมนตรีด้วย เช่น มาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 มาตรา 47 แห่ง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560 ซึ่งมาตรา 19 (4) แห่ง พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณฯ ให้อำนาจผู้อำนวยการสำนักงบประมาณในการวิเคราะห์งบประมาณและการจ่ายเงินของหน่วยรับงบประมาณ
รวมทั้งเสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับงบประมาณของหน่วยงานของรัฐสภา ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรอัยการด้วย
โดยในการพิจารณาคำของประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณมีหน้าที่และอำนาจในการกำหนด เพิ่มหรือลดเงินจัดสรรได้ตามความจำเป็นของการปฏิบัติงาน ตามที่กำหนดในมาตรา 19 (5) แห่ง พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณฯ และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561
จะเห็นได้ว่า ในการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายให้แก่หน่วยรับงบประมาณนั้น ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณไม่ผูกพันที่จะต้องอนุมัติงบประมาณรายจ่ายให้ตามที่หน่วยรับงบประมาณยื่นคำขอ
นอกจากนั้น ในกรณีที่สำนักงบประมาณพิจารณาและจัดทำรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณแล้วเสร็จ และเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบแล้ว
เมื่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปเข้ารับหน้าที่ และเข้าบริหารราชการแผ่นดินแล้ว ก็อาจให้มีการพิจารณาทบทวนหรือแก้ไขปรับปรุงรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณดังกล่าวได้ จากนั้นจึงจะมีการกำหนดรายการในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อเสนอต่อรัฐสภาพิจารณาต่อไป
ด้วยเหตุนี้ การใช้อำนาจของคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีในการพิจารณาให้ความเห็นชอบหรืออนุมัติการขอตั้งงบประมาณรายจ่ายตาม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณฯ หรือกฎหมายเฉพาะ ในกรณีที่สำนักงบประมาณหารือ
จึงเป็นเพียงการให้ความเห็นชอบ หรืออนุมัติให้มีการขอตั้งงบประมาณรายจ่าย ซึ่งแสดงถึงความต้องการในการใช้งประมาณของหน่วยรับงบประมาณเท่านั้น โดยเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ยังมิได้เป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ อีกทั้งยังไม่มีผลผูกพันคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป
ดังนั้น จึงมิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
@ชี้‘ครม.’อนุมัติก่อหนี้‘เกิน 1 ปี-วงเงิน 1 พันล.’ส่อขัด‘รธน.’
ประเด็นที่สอง การใช้อำนาจของคณะรัฐมนตรีในการพิจารณาอนุมัติการก่อหนี้ผูกพันของหน่วยรับงบประมาณตามมาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณฯ เป็นการกระทำอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือไม่ นั้น
เห็นว่า มาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรและต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามเงื่อนไขที่มาตรา 169 บัญญัติไว้
โดยใน (1) บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีต้องไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการหรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป เว้นแต่ที่กำหนดไว้แล้วในงบประมาณรายจ่ายประจำปี ทั้งนี้ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างต่อเนื่องเพียงเท่าที่จำเป็น
จึงได้บัญญัติห้ามคณะรัฐมนตรีกระทำการใดที่มีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ เว้นแต่ที่กำหนดไว้แล้วในงบประมาณรายจ่ายประจำปีเท่านั้น
เมื่อการใช้อำนาจของคณะรัฐมนตรีในการอนุมัติการก่อหนี้ผูกพันของหน่วยรับงบประมาณตามมาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณฯ เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีใช้อำนาจในการพิจารณาอนุมัติรายการหรือโครงการที่มีการก่อหนี้ผูกพันงบประมาณมากกว่า 1 ปีงบประมาณ และมีวงเงินตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ที่หน่วยรับงบประมาณเสนอเพื่อที่จะนำไปกำหนดในคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณต่อไป
ดังนั้น จึงเป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรี กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ประเด็นที่สาม ในกรณีที่การดำเนินการตามข้อหารือนี้เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย สำนักงบประมาณจะต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 ต.ค.2568 เรื่อง แนวทางการจัดทำงบประมาณและปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 หรือไม่ นั้น
เห็นว่า ประเด็นตามข้อหารือนี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับแนวทางในการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี จึงมิใช่ปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่จะพิจารณาให้ความเห็น
อนึ่ง โดยที่ปัญหาข้อหารือในประเด็นที่หนึ่ง และประเด็นที่สอง เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อันเป็นหน้าที่และอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะพิจารณาวินิจฉัย การให้ความเห็นในกรณีนี้จึงเป็นไปเพียงเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการในการบริหารราชการแผ่นดินเท่านั้น

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา