
‘ศาลฎีกาฯ’ พิพากษาจำคุก ‘อดีตรองนายก อบต.ควนโส’ 2 เดือน คดีไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ‘โทษจำคุก’ ให้ ‘รอลงอาญา’ 1 ปี เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป
............................................
เมื่อวันที่ 12 ต.ค. สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 9 ต.ค.ที่ผ่านมา ศาลฎีกา เผยแพร่คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขดำที่ อม 01/2569 คดีหมายเลขแดงที่ อม 21/2569 ระหว่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. (ผู้ร้อง) กับนายบุญเลิศ โยมทรัพย์ (ผู้ถูกกล่าวหา) อดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลควนโส อ.ควนเนียง จ.สงขลา เรื่อง การแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน
คดีนี้ ศาลฯพิพากษาว่า นายบุญเลิศ โยมทรัพย์ ผู้ถูกกล่าวหา จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น กรณีพ้นจากตำแหน่ง (วาระที่ 2) และกรณีเข้ารับตำแหน่ง (วาระที่ 3) ในการดำรงตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลควนโส อำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 114 วรรคสอง (1)
ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของ นายบุญเลิศ โยมทรัพย์ ผู้ถูกกล่าวหา ตลอดไป ตามมาตรา 81 ประกอบมาตรา 114 วรรคสาม กับมีความผิดตามมาตรา 167 การกระทำของ นายบุญเลิศ โยมทรัพย์ ผู้ถูกกล่าวหา เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 เดือน และปรับกระทงละ 8,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 เดือน และปรับ 16,000 บาท
นายบุญเลิศ โยมทรัพย์ ผู้ถูกกล่าวหา ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 8,000 บาท ไม่ปรากฏว่า นายบุญเลิศ โยมทรัพย์ ผู้ถูกกล่าวหา เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
“ปัญหาต้องวินิจฉัยมีว่า ผู้ถูกกล่าวหา (นายบุญเลิศ โยมทรัพย์) จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้อง (ป.ป.ช.) และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่า มีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน กรณีพ้นจากตำแหน่ง (วาระที่ 2) และกรณีเข้ารับตำแหน่ง (วาระที่ 3) ในการดำรงตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลควนโส หรือไม่
เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลควนโส จึงเป็นรองผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 4 มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อผู้ร้องภายในหกสิบวันนับแต่วันถัดจากวันเข้ารับตำแหน่งหรือวันพ้นจากตำแหน่ง
ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 102 (9) และมาตรา 105 ประกอบประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง กำหนดตำแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102 (9) พ.ศ.2561
ซึ่งการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน เป็นหน้าที่สำคัญที่เจ้าหน้าที่ของรัฐพึงต้องปฏิบัติ อันเป็นมาตรการในการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินเพื่อป้องปรามผู้ใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ ผู้ถูกกล่าวหาเคยยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้องกรณีเข้ารับตำแหน่ง (วาระที่ 2) แล้ว ย่อมต้องทราบดีว่าตนมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้องกรณีพ้นจากตำแหน่ง (วาระที่ 2) และกรณีเข้ารับตำแหน่ง (วาระที่ 3) ด้วย
ที่ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงว่า เหตุที่ไม่ได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินทั้งสองกรณีดังกล่าว เนื่องจากไม่ได้รับหนังสือแจ้งเตือนของผู้ร้อง เพราะไม่ได้พักอาศัยอยู่ตามภูมิลำเนาที่ส่งเอกสาร และความเครียดภายในครอบครัวจึงทำให้หลงลืมนั้น จึงไม่อาจนำมาอ้างเพื่อปฏิเสธหน้าที่ตามกฎหมายได้ การที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินย่อมทำให้ผู้ร้องมีเหตุขัดข้องในการตรวจสอบความมีอยู่ของทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ถูกกล่าวหา
เมื่อผู้ถูกกล่าวหาให้การรับสารภาพ ตามพฤติการณ์มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น แม้ต่อมาในวันเดียวกับที่ผู้ถูกกล่าวหามีหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหาได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินกรณีเข้ารับตำแหน่ง (วาระที่ 3) ต่อผู้ร้อง แต่ก็เป็นการยื่นล่วงเลยเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหามีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินดังกล่าวถึง 790 วัน และเป็นเวลาภายหลังจากที่ผู้ร้องแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกกล่าวหาแล้ว
การยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ถูกกล่าวหาในภายหลังนี้ จึงไม่อาจทำให้การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาตามคำร้องไม่เป็นความผิดไปได้
จึงฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้องภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดและมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น กรณีพ้นจากตำแหน่ง (วาระที่ 2) และกรณีเข้ารับตำแหน่ง (วาระที่ 3) ในการดำรงตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลควนโส
ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหาตลอดไป ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 81 ประกอบมาตรา 114 วรรคสาม และการกระทำของผู้ถูกกล่าวหายังเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีพ้นจากตำแหน่ง (วาระที่ 2) และกรณีเข้ารับตำแหน่ง (วาระที่ 3) ในการดำรงตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลควนโส ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 167
ส่วนที่ผู้ร้อง (ป.ป.ช.) ขอให้ผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลควนโสนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามคำร้องของผู้ร้อง ฉบับลงวันที่ 8 มกราคม 2569 ว่า ผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลควนโส (วาระที่ 3) แล้ว เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 จึงไม่จำต้องมีคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากตำแหน่งดังกล่าวอีก
พิพากษาว่า นายบุญเลิศ โยมทรัพย์ ผู้ถูกกล่าวหา จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น กรณีพ้นจากตำแหน่ง (วาระที่ 2) และกรณีเข้ารับตำแหน่ง (วาระที่ 3) ในการดำรงตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลควนโส อำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 114 วรรคสอง (1)
ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหาตลอดไป ตามมาตรา 81 ประกอบมาตรา 114 วรรคสาม กับมีความผิดตามมาตรา 167 การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 เดือน และปรับกระทงละ 8,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 เดือน และปรับ 16,000 บาท
ผู้ถูกกล่าวหาให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 8,000 บาท ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก” คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขดำที่ อม 01/2569 คดีหมายเลขแดงที่ อม 21/2569 ระบุ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา