‘ศาลฎีกาฯ’ พิพากษายกฟ้องคดี ‘สมหญิง บัวบุตร’ อดีตสส.เพื่อไทย-พวก ทุจริตจัดจ้างฯก่อสร้างสนามฟุตซอล 'รร.สร้างนกทาวิทยาคม' งบ 5 ล้านบาท ชี้เป็นการ ‘ฟ้องซ้ำ’ กับคดีที่ศาลฯเคยมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว สิทธิฟ้องคดีจึงระงับไป ขณะที่ขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างฯ ไม่มีพฤติการณ์ฝ่าฝืน-ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนปกติ
...............................................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา ศาลฎีกา ได้เผยแพร่คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขดำที่ อม 39/2567 คดีหมายเลขแดงที่ อม 20/2569 ระหว่างอัยการสูงสุด (โจทก์) และนางสมหญิง บัวบุตร อดีต สส.อำนาจเจริญ พรรคเพื่อไทย กับพวก รวม 10 คน เรื่อง ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ
ในคดีที่นางสมหญิง บัวบุตร จำเลยที่ 1 และนายชินภัทร ภูมิรัตน จำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์กระทำการทุจริต ในกระบวนการจัดสรรงบประมาณ (งบแปรญัตติ) มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือสนับสนุนให้ นายวุธฒิชัย รัตนวารีพันธุจำเลยที่ 3 ผู้อำนวยการโรงเรียนสร้างนกทาวิทยาคม นำงบประมาณที่ได้รับจัดสรร 5,000,000 บาท ไปดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างก่อสร้างสนามกีฬาพร้อมอุปกรณ์ (สนามฟุตซอล) เพื่อเอื้ออำนวยให้แก่จำเลยที่ 5 ถึงที่ 10 ซึ่งเป็นพวก และมีส่วนเกี่ยวข้องในการเสนอราคา อันเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
โดยคดีนี้ ศาลฎีกาฯ พิพากษายกฟ้อง นางสมหญิง บัวบุตร จำเลยที่ 1 ,นายชินภัทร ภูมิรัตน จำเลยที่ 2 ,นายพิพัฒน์ กาลพัฒน์ จำเลยที่ 4 , บริษัททีวี เอ็น เทคโนโลยี จำกัด จำเลยที่ 5 ,นางสาวพรเพ็ญ ภิรมย์กิจ จำเลยที่ 6 ,บริษัท วายอีอี จำกัด จำเลยที่ 7 ,นายยี พณิชยา จำเลยที่ 8 ,บริษัท สปอร์ต แอนด์ เกม จำกัด จำเลยที่ 9 และนางสาวเบญจพันธ์ บุญบงการ จำเลยที่ 10
เนื่องจาก ศาลฯวินิจฉัยว่า คดีนี้เกิดจากมูลเหตุและประสงค์ต่อผลเดียวกันต่อเนื่องกับคดีหมายเลขแดงที่ อม 31/2567 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้อง ของโจทก์สำหรับจำเลย 1 จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 4 ถึงที่ 10 ย่อมเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ประกอบ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 8 วรรคสาม
อัยการสูงสุด (โจทก์) ย่อมไม่อาจนำการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกันนั้น มาแบ่งแยกฟ้องเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลย 1 จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 4 ถึงที่ 10 ซ้ำอีกได้
และพิพากษายกฟ้อง นายวุธฒิชัย รัตนวารีพันธุ์ จำเลยที่ 3 เนื่องจากรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 3 ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างก่อสร้างสนามกีฬาพร้อมอุปกรณ์ (สนามฟุตซอล) ทุกขั้นตอน ไม่เป็นไปตามอำนาจหน้าที่และระเบียบเกี่ยวกับการพัสดุที่ใช้บังคับในขณะนั้น กับไม่มีพฤติการณ์ที่แสดง ให้เห็นว่า มีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนปกติ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 มีส่วนรู้เห็น สมคบคิด หรือได้รับผลประโยชน์ตอบแทนใดๆจากกลุ่มเอกชน
“…ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 3 (นายวุธฒิชัย รัตนวารีพันธุ์-ผู้อำนวยการโรงเรียนสร้างนกทาวิทยาคม) กระทำความผิดตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 151,157 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ประกอบ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 10, 11, 12 หรือไม่
เห็นว่า สำหรับการขอรับการสนับสนุนงบประมาณแปรญัตติของโรงเรียนสร้างนกทาวิทยาคม นั้น แม้ทางไต่สวนจะได้ความว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมีหนังสือ ที่ ศธ 04006/ว 910 ลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2555 แจ้งอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณ 5,000,000 บาท ให้แก่โรงเรียนสร้างนกทาวิทยาคม ก่อนที่จำเลยที่ 3 จะมีหนังสือ ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2555 เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณก็ตาม
แต่ได้ความจากพยานปาก นางหฤทัย โกมลศรี นายบุญลือ โกมลศรี และนายอภินันต์ แก้วใส ซึ่งเป็นครูโรงเรียนสร้างนกทาวิทยาคม เบิกความสอดคล้องต้องกันว่า ก่อนที่จำเลยที่ 3 จะมีหนังสือขอรับการสนับสนุนงบประมาณดังกล่าว จำเลยที่ 3 ได้นำเรื่องกรอบวงเงินงบประมาณเข้าปรึกษาหารือในที่ประชุมคณะครู และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนสร้างนกทาวิทยาคมเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2555
ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่า โรงเรียนสร้างนกทาวิทยาคมยังขาดแคลนสนามกีฬาที่ได้มาตรฐาน อีกทั้งนักเรียนมีความสามารถทางกีฬาฟุตซอลจนได้รับรางวัลชนะเลิศระดับจังหวัด ทำให้มีความจำเป็นต้องใช้สถานที่ในการฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องเพื่อความปลอดภัยของนักเรียน จึงมีมติเอกฉันท์ให้โรงเรียนขอรับการสนับสนุนงบประมาณดังกล่าว ตามรายงานการประชุมเอกสารหมาย ล.3/1
ทั้งยังสอดคล้องกับคำเบิกความของนางพัชรา ประวาลพิทย์ รองผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่เบิกความยอมรับว่า งบลงทุนดังกล่าวเป็นงบประมาณ ที่ระบุรายละเอียดเงื่อนไขและรายชื่อโรงเรียนเป้าหมายมาจากส่วนกลาง โดยการประสานงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ก่อนแล้ว
ดังนี้ การจัดทำหนังสือขอรับการสนับสนุนงบประมาณของจำเลยที่ 3 จึงเป็นกระบวนการทางธุรการ เพื่อให้สอดรับกับกรอบงบประมาณที่กำหนดมาจากส่วนกลาง ทั้งเป็นไปเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาและการกีฬาของนักเรียนตามความต้องการที่แท้จริงของสถานศึกษา
การที่จำเลยที่ 3 มีหนังสือขอรับการสนับสนุนงบประมาณตามความต้องการของสถานศึกษาและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนสร้างนกทาวิทยาคม จึงเป็นไปตามขั้นตอนปกติ รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 มีเจตนาทุจริตหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการขอรับการสนับสนุนงบประมาณ
สำหรับการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโครงการปรับปรุงสนามกีฬาพร้อมอุปกรณ์ (สนามฟุตซอล) ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ของโรงเรียนสร้างนกทาวิทยาคมเมื่อปี 2555 มีมูลค่า 5,000,000 บาท จึงต้องปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการ ทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2549 ประกอบระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม นั้น
ทางไต่สวนได้ความว่า จำเลยที่ 3 มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ เพื่อดำเนินการตามระเบียบดังกล่าว ได้แก่ คณะกรรมการกำหนดร่างขอบเขตของงาน คณะกรรมการกำหนดราคากลางงานก่อสร้าง และคณะกรรมการประกวดราคา ตามเอกสารหมาย ล.3/8 จ.40 และ จ.48 ที่โจทก์กล่าวหาว่า ในการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง จำเลยที่ 3 นำข้อมูลสำเร็จรูปในแผ่นซีดี (CD) ซึ่งจำเลยที่ 4 (นายพิพัฒน์ กาลพัฒน์-ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโนนม่วงโนนจิก) นำมามอบให้ที่ร้านต้นอ้อลาบเป็ดไปใช้ในการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง นั้น
จำเลยที่ 3 เบิกความยืนยันว่า เมื่อเดินทางไปถึงร้านต้นอ้อลาบเป็ด การประชุมได้เสร็จสิ้นแล้ว จึงไม่ได้รับแผ่นซีดี (CD) หรือซองเอกสารข้อมูลจากจำเลยที่ 4 ประกอบกับคำเบิกความของคณะกรรมการชุดดังกล่าว ได้แก่ นางหฤทัย นายบุญลือ นายอภินันต์ และนางสาวฐานุตรา หรือประภาภรณ์ ต้นโพธิ์ ต่างเบิกความสอดคล้องกันว่า โรงเรียนสร้างนกทาวิทยาคม ไม่มีประสบการณ์และบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญในการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์
จำเลยที่ 3 จึงนำคณะครูไปขอคำปรึกษาแนะนำจากโรงเรียนอำนาจเจริญ ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ และเป็นหน่วยเบิกจ่าย โดยนางสาวฐานุตรา ได้คัดลอกไฟล์ข้อมูลตัวอย่าง ขั้นตอน และแบบรูปรายการมา เป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน ตามคำเบิกความของพยานข้างต้น จึงสนับสนุนคำเบิกความของจำเลยที่ 3 ที่ว่าไม่ได้เข้าร่วมประชุมที่ร้านต้นอ้อลาบเป็ดและไม่ได้รับแผ่นซีดี (CD) ข้อมูลหรือซองเอกสารจากจำเลยที่ 4 ให้มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะนางหฤทัย ประธานกรรมการกำหนดร่างขอบเขตของงาน เบิกความยืนยันว่า พยานนำไฟล์ข้อมูลของโรงเรียนอำนาจเจริญมาปรับใช้เป็นแนวทางในการจัดทำร่างขอบเขตของงาน โดยจำเลยที่ 3 มิได้เข้ามาสั่งการหรือแทรกแซง และคณะกรรมการได้จัดทำร่างขอบเขตของงานเสนอจำเลยที่ 3 พิจารณาเห็นชอบ ตามบันทึกข้อความลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2555 เอกสารหมาย จ.45 แฟ้มที่ 6/14
เมื่อทางไต่สวนไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 4 ได้ประสานหรือติดต่อกับจำเลยที่ 3 เกี่ยวกับข้อมูลสำเร็จรูปในแผ่นซีดี (CD) ประกอบกับข้อเท็จจริง รับฟังได้ว่า คณะกรรมการนำไฟล์ข้อมูลของโรงเรียนอำนาจเจริญมาปรับใช้เป็นแนวทางเท่านั้น พยานหลักฐานที่ไต่สวนมา จึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 4 เป็นผู้ให้ข้อมูลสำเร็จรูปแก่จำเลยที่ 3 เพื่อนำไปใช้กำหนดร่างขอบเขตของงาน
ส่วนการกำหนดราคากลาง ทางไต่สวนได้ความว่า โรงเรียนสร้างนกทาวิทยาคม ไม่มีบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิศวกรรมและการคำนวณ ราคากลางงานก่อสร้าง จำเลยที่ 3 จึงมีหนังสือลงวันที่ 27 มิถุนายน 2555 ขอความอนุเคราะห์ ไปยังสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อขอให้จัดส่งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ มาร่วมเป็นคณะกรรมการกำหนดราคากลาง
ซึ่งสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดอำนาจเจริญ ได้มอบหมายให้นายศิริพัฒน์ รัตนฉวี วิศวกรโยธาปฏิบัติการ มาปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวร่วมกับคณะกรรมการของโรงเรียน ตามเอกสารหมาย ล. 3/6 ในข้อนี้นายศิริพัฒน์เบิกความยืนยันว่า คณะกรรมการกำหนดราคากลางได้ร่วมกันพิจารณาแบบแปลนและเอกสารประมาณการราคา โดยงานโครงสร้างได้มีการปรับแก้ค่าแรงและค่าวัสดุให้เป็นปัจจุบันตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์ และเกณฑ์ของกรมบัญชีกลาง
สำหรับแผ่นพื้นสนามยางสังเคราะห์ EVA เนื่องจากไม่มีราคากลาง ตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์ คณะกรรมการจึงอาศัยฐานจากประมาณราคากลางตามเอกสาร ที่จัดทำมา และร่วมกันอภิปรายแล้วมีมติเอกฉันท์ให้ใช้ราคากลางตามที่นายศิริพัฒน์เสนอ ตามรายงานการประชุมเอกสารหมาย จ.42 แฟ้มที่ 6/14
สอดคล้องกับคำเบิกความของนายบุญลือ ที่เบิกความว่า คณะกรรมการได้พยายามสืบหาราคาแผ่นพื้นสนามยางสังเคราะห์ EVA ตามท้องตลาด แล้วแต่ไม่พบ จึงได้นำตัวอย่างประมาณการราคาของโรงเรียนอื่นที่ได้รับจัดสรรงบประมาณในปี 2554 มาใช้เป็นแนวทาง โดยให้นายศิริพัฒน์ เป็นผู้ปรับราคาให้เป็นปัจจุบัน
ทั้งนี้ นายศิริพัฒน์ และนายบุญลือ ต่างเบิกความยืนยันตรงกันว่า ตลอดกระบวนการกำหนดราคากลาง จำเลยที่ 3 มิได้ เข้ามาก้าวก่ายหรือแทรกแซงการดำเนินการของคณะกรรมการกำหนดราคากลาง และคณะกรรมการกำหนดราคากลางได้คำนวณราคากลาง
จำแนกเป็นงานสนามกีฬาคอนกรีตเสริมเหล็ก 731,300 บาท งานครุภัณฑ์ 4,269,421 บาท รวมค่าก่อสร้างทั้งโครงการ 5,000,721 บาท โดยกำหนด เป็นราคากลาง 5,000,000 บาท ตามแบบสรุปราคากลางงานก่อสร้างเอกสารหมาย จ.41 แฟ้มที่ 6/14 จากนั้นทำบันทึกข้อความลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 เสนอจำเลยที่ 3 เพื่อพิจารณา เห็นชอบ
เห็นได้ว่า การที่จำเลยที่ 3 ตัดสินใจลงนามอนุมัติเห็นชอบราคากลาง โดยรับฟังความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดอำนาจเจริญ รวมถึงมติของคณะกรรมการกำหนดราคากลางที่ได้รับการแต่งตั้ง ย่อมเป็นการปฏิบัติราชการไปตามกระบวนการปกติ
ส่วนการประกวดราคา ทางไต่สวนได้ความจากคำเบิกความของนางสาวฐานุตรา ซึ่งเป็นกรรมการ และผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการประกวดราคา ตามคำสั่งเอกสารหมาย จ.48 แฟ้มที่ 6/14 ว่า ในขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ยื่นซองประกวดราคา คณะกรรมการประกวดราคาได้ ร่วมกันตรวจสอบจากหลักฐานและทะเบียนที่ปรากฏตามเอกสารของผู้ยื่นของทั้ง 3 ราย
ได้แก่ จำเลยที่ 5 (บริษัททีวี เอ็น เทคโนโลยี จำกัด) ที่ 7 (บริษัทวายอีอี จำกัด) และบริษัท พี.อาร์.เอ็น. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด แล้วไม่พบความสัมพันธ์เชื่อมโยงหรือข้อบ่งชี้ว่าผู้ยื่นของทั้ง 3 ราย มีลักษณะเป็นนิติบุคคลกลุ่มเดียวกันหรือมีความเกี่ยวข้องกัน จึงไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดๆ ให้คณะกรรมการประกวดราคาทราบว่ามีพฤติการณ์การสมยอมราคาต่อกันหรือไม่ อย่างไร ตามรายงานผลการคัดเลือกผู้มีสิทธิเสนอราคาเอกสารหมาย จ.55 แฟ้มที่ 6/14
ส่วนกรณีที่จำเลยที่ 5 นำเอกสารใบรับรองมาตรฐานแผ่นพื้นสนามยางสังเคราะห์ EVA อันเป็นเท็จมาแสดงนั้น นายจิรกฤต อำพลพงษ์ นักวิชาการตรวจเงินแผ่นดินเชี่ยวชาญ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน จังหวัดอุบลราชธานี เบิกความว่าการยื่นเอกสารประกวดราคาอันเป็นเท็จดังกล่าว เป็นลักษณะการทุจริตหรือการปกปิดซ่อนเร้นของฝั่งเอกชนแต่เพียงฝ่ายเดียว
เห็นว่า ตามคำเบิกความ ของนางสาวฐานุตรา และความเห็นของนายจิรกฤต แสดงว่า ไม่มีข้อเท็จจริงที่จะเชื่อมโยงให้เห็นว่า จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 7 มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน โดยการยื่นเอกสารเท็จเป็นการปกปิดซ่อนเร้นของฝ่ายเอกชน ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 3 ทราบถึงการปลอมแปลงเอกสารดังกล่าว การที่จำเลยที่ 3 อนุมัติคุณสมบัติของผู้ยื่นของประกวดราคาไปตามรายงานของคณะกรรมการ ประกวดราคาจึงไม่เป็นข้อพิรุธ
อนึ่ง กรณีที่มีการกำหนดเงื่อนไขว่า หากผู้ยื่นเสนอราคาไม่ได้เป็นเจ้าของผู้ผลิต ต้องมีหนังสือแต่งตั้งเป็นผู้แทนจำหน่าย นั้น แม้จะเป็นข้อกำหนดที่นำมาจากแนวทางของโรงเรียนอำนาจเจริญ แต่ไม่ปรากฏชัดเจนว่าเป็นเงื่อนไขที่กำหนดขึ้นเพื่อกีดกันการแข่งขันราคาอย่างไม่เป็นธรรม หรือมีเจตนาเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้เสนอราคารายใดเป็นการเฉพาะ
ทางไต่สวน จึงไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ใดๆ ที่แสดงว่า จำเลยที่ 3 รู้หรือควรจะรู้ว่ามีการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2552 ที่จำเลยที่ 3 จะต้องยกเลิกการดำเนินการเกี่ยวกับการเสนอราคา
ส่วนที่โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 3 กำหนดข้อสัญญาให้ประกันความชำรุดบกพร่องของงาน 1 ปี เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่จำเลยที่ 5 นั้น นายจิรกฤตเบิกความว่า จากการตรวจสอบสัญญาจ้างเลขที่ 5/2555 ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2555 เอกสารหมาย จ.58 แฟ้มที่ 6/14 ระหว่างโรงเรียนสร้างนกทาวิทยาคม โดยจำเลยที่ 3 ผู้ว่าจ้าง กับจำเลยที่ 5 ผู้รับจ้าง พบว่ามีข้อตกลงกำหนดระยะเวลารับประกันความชำรุดบกพร่องไว้เพียง 1 ปี ไม่เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2536 ที่กำหนดให้งานจ้างก่อสร้างของทางราชการต้องมีระยะเวลารับประกันไม่น้อยกว่า 2 ปี
เนื่องจากโครงการปรับปรุงสนามกีฬาพร้อมอุปกรณ์ (สนามฟุตซอล) ของโรงเรียนสร้างนกหาวิทยาคมมีปริมาณงานพื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก ซึ่งเป็นโครงสร้างถาวรรวมอยู่ด้วย การกำหนดระยะเวลารับประกันเพียง 1 ปี ในส่วนนี้ถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว (แจ้งตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร 0202/ว 1 ลงวันที่ 3 มกราคม 2537 เรื่อง มาตรการป้องกันหรือลดโอกาสในการสมยอมกันในการเสนอราคา) ตามรายงานการตรวจสอบท้ายสำเนาหนังสือตรวจสอบพิเศษภาค 5 เอกสารหมาย จ.62 แฟ้มที่ 6/14
เห็นว่า นางสาวฐานุตรา เจ้าหน้าที่พัสดุและนายบุญคือ รองผู้อำนวยการโรงเรียนสร้างนกทาวิทยาคม ต่างเบิกความประกอบแบบสรุปราคากลางงานก่อสร้างเอกสารหมาย จ.41 แฟ้มที่ 6/14 ว่า โครงการดังกล่าวประกอบด้วยงานสนามกีฬาคอนกรีตเสริมเหล็ก ค่าก่อสร้าง 731,200 บาท และงานครุภัณฑ์ 4,269,421 บาท โดยในส่วนของงานครุภัณฑ์นั้น เฉพาะรายการแผ่นพื้นสนามยางสังเคราะห์ EVA มีมูลค่าสูงถึง 3,828,384 บาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนส่วนใหญ่ของงบประมาณโครงการทั้งหมด 5,000,000 บาท
ประกอบกับพยานบุคคลที่เป็นครูของโรงเรียนสร้างนกทา วิทยาคมและนางหฤทัยซึ่งเป็นประธานกรรมการกำหนดร่างขอบเขตของงานได้เบิกความยืนยัน ตรงกันว่า แผ่นพื้นสนามยางสังเคราะห์ EVA มีสภาพเป็นครุภัณฑ์ที่สามารถถอดซื้อและเคลื่อนย้ายได้ มิใช่สิ่งก่อสร้างที่ยึดติดกับอาคารหรือที่ดิน คงมีแต่งานพื้นสนามกีฬาคอนกรีตเสริมเหล็ก ค่าก่อสร้าง 731,300 บาท เท่านั้นที่ต้องมีระยะเวลารับประกันไม่น้อยกว่า 2 ปี
ดังนั้น ลำพังการที่จำเลยที่ 3 กำหนดในสัญญาจ้างให้มีการรับประกันความชำรุดบกพร่องของงานทั้งหมดเป็นเวลา 1 ปี จึงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 3 มีเจตนาฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว และในขั้นตอนการตรวจรับมอบงาน ทางไต่สวนได้ความว่า เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2555 จำเลยที่ 5 ส่งมอบงาน แต่คณะกรรมการตรวจการจ้าง ซึ่งประกอบด้วย นายประสิทธิ์ ประชุมเหล็ก นายชัตญา ระม้อม และนายณัฐกิตติ์ ค่อมบุญ ตามคำสั่งเอกสารหมาย จ.59 แฟ้มที่ 6/14 ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบแล้ว พบข้อบกพร่องของงาน จึงมีมติให้จำเลยที่ 5 ดำเนินการแก้ไขให้เรียบร้อยเสียก่อน
ในระหว่างนั้น จำเลยที่ 3 เบิกความว่า ได้รับโทรศัพท์จากบุคคลที่แนะนำตัวว่าชื่อผู้อำนวยการโต้ง ซึ่งทราบภายหลังว่า คือ จำเลยที่ 4 โทรศัพท์มากดดัน และเร่งรัดให้จำเลยที่ 3 รีบตรวจรับมอบงาน พร้อมทั้งข่มขู่ว่า หากดำเนินการล่าช้าจนงบประมาณตกไป จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 3 จึงนำคณะครูไปขอคำปรึกษาจากสำนักงานคลังจังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อหาแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องตามระเบียบเกี่ยวกับการพัสดุ
ต่อมาจำเลยที่ 5 ได้ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องโดยการปาดเนื้อยาง ซ่อมแซมรอยบวมและรีดพื้นผิวสนามจนเรียบร้อย นายศิริพัฒน์ วิศวกรผู้ควบคุมงาน และนายศุภชัย รอบโลก ประธานกรรมการควบคุมงาน จึงได้ร่วมกันตรวจสอบ และรายงานผลต่อคณะกรรมการตรวจการจ้าง
คณะกรรมการตรวจการจ้างลงนามตรวจรับงานแล้ว เสนอจำเลยที่ 3 เนื่องจากจำเลยที่ 5 ส่งมอบงานล่าช้ากว่ากำหนด 5 วัน จำเลยที่ 3 ได้สั่งการให้เรียกเก็บค่าปรับเป็นเงิน 25,000 บาท เมื่อดำเนินการเสร็จแล้วถึงทำหนังสือขออนุมัติ เบิกจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่จำเลยที่ 5 ตามเอกสารหมาย จ.61 แฟ้มที่ 6/14
สอดคล้องกับคำเบิกความ ของนายประวิทย์ หลักบุญ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 29 ที่เบิกความ ยืนยันว่า พยานอนุมัติเบิกจ่ายเงินงวดสุดท้าย เนื่องจากมีเอกสารหลักฐานครบถ้วนถูกต้อง ตามระเบียบเกี่ยวกับการพัสดุ
ดังนั้น การที่จำเลยที่ 3 ตรวจรับงานและทำหนังสือขออนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่จำเลยที่ 5 แม้จะอ้างว่ามีการแทรกแซงจากจำเลยที่ 4 แต่ก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยอาศัยรายงานผลการตรวจสอบและความเห็นทางวิชาชีพของคณะกรรมการที่มีผู้เชี่ยวชาญ ร่วมอยู่ด้วยเป็นสำคัญ
นอกจากนี้ เมื่อปรากฏในเวลาต่อมาว่า พื้นสนามยางสังเคราะห์ EVA เกิดความชำรุดบกพร่อง ซึ่งอยู่ในระยะเวลารับประกันตามสัญญา จำเลยที่ 3 ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 5 แก้ไขความชำรุดบกพร่องถึง 5 ครั้ง ครั้งที่ 1 วันที่ 22 สิงหาคม 2556 ครั้งที่ 2 วันที่ 30 สิงหาคม 2556 ครั้งที่ 3 วันที่ 4 กันยายน 2556 ครั้งที่ 4 วันที่ 18 กันยายน 2556 และครั้งที่ 5 วันที่ 27 ตุลาคม 2556 ตามเอกสารหมาย ล.3/37 ล.3/39 ถึง 3/41 และ ล.3/46
ยิ่งกว่านั้น จำเลยที่ 3 ยังทำหนังสือลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2556 แจ้งอายัดและริบหลักประกันสัญญา 249,250 บาท ตามเอกสารหมาย ล.348 ด้วย แสดงว่าจำเลยที่ 3 ได้ปฏิบัติหน้าที่ไปตามขั้นตอนปกติในฐานะ ผู้ว่าจ้าง ไม่ได้ช่วยเหลือจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นผู้รับจ้าง เพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 3 จึงไม่มีเจตนาทุจริต
เมื่อเป็นเช่นนี้ พยานหลักฐานจากทางไต่สวน ตามที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างทุกขั้นตอนไม่เป็นไปตามอำนาจหน้าที่และระเบียบเกี่ยวกับการพัสดุที่ใช้บังคับในขณะนั้น กับไม่มีพฤติการณ์ที่แสดง ให้เห็นว่า มีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนปกติ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 มีส่วนรู้เห็น สมคบคิด หรือได้รับผลประโยชน์ตอบแทนใดๆ จากกลุ่มเอกชน จึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดตามฟ้อง
ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 (นางสมหญิง บัวบุตร อดีต สส.อำนาจเจริญ พรรคเพื่อไทย) ที่ 2 (นายชินภัทร ภูมิรัตน-เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) และที่ 4 ถึงที่ 10 กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 3 ในการกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่
เห็นว่า ตามที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นว่า จำเลยที่ 3 ไม่ได้กระทำความผิด จึงไม่อาจรับฟังว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 10 ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 3 ในการกระทำความผิด จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 10 จึงไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 3 ตามฟ้อง
ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 (นางสมหญิง บัวบุตร อดีต สส.อำนาจเจริญ พรรคเพื่อไทย) กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 13 โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดหรือไม่
องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากเห็นสมควร ยกปัญหาว่า ฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 10 เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขดำที่ อม 18/2565 หมายเลขแดงที่ อม 31/2567 ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ขึ้นวินิจฉัยก่อน
สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความตามสำเนาคำพิพากษาคดีดังกล่าวเอกสารหมาย ล.2/53 คำแถลงปิดคดีของจำเลยที่ 2 และคำเบิกความของ นางสาวนิภาพร ปัญญา พนักงานไต่สวนระดับสูง สำนักงาน ป.ป.ช. สรุปได้ว่า คดีนี้กับคดีดังกล่าว มีมูลเหตุมาจากการที่จำเลยที่ 1 ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดสรรงบประมาณปี 2555 (งบแปรญัตติ) รายการจัดซื้อจัดจ้างปรับปรุงสนามกีฬาจากส่วนกลาง
โดยจำเลยที่ 1 ได้รับวงเงินงบประมาณ 60,000,000 บาท และจัดทำรายชื่อสถานศึกษาเป้าหมาย 15 แห่ง ส่งให้เจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อให้จำเลยที่ 2 ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน แจ้งจัดสรรงบประมาณให้ตรงตามบัญชีคุมยอดรายการแปรญัตติเพิ่มปี 2555 (ใบโควตา) ซึ่งใช้ในการควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณในส่วนนี้ โดยเฉพาะตามรายงานและสำนวนการไต่สวนเอกสารหมาย จ.2 แฟ้มที่ 1/14
ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้ลงนามในหนังสือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ ศธ 04006/ว 910 ลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2555 แจ้งจัดสรรงบประมาณรายการดังกล่าวไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาอำนาจเจริญ จำนวน 12 แห่ง และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 29 จำนวน 3 แห่ง ซึ่งรวมถึงโรงเรียนสร้างนกทาวิทยาคมด้วย ตามเอกสารหมาย จ.35 แฟ้มที่ 6/14
โดยโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 10 ในคดีนี้ เป็นจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 12 และที่ 6 ถึงที่ 11 ตามลำดับ เป็นคดีหมายเลขดำที่ อม 18/2565 ฐานกระทำการทุจริตในกระบวนการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2555 (งบแปรญัตติ)
และในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างก่อสร้างสนามกีฬาพร้อมอุปกรณ์ (สนามฟุตซอล) ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ จำนวน 12 แห่ง ดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษาแล้วเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2567 เป็นคดีหมายเลขแดงที่ อม 31/2567 ตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย ล.2/53
องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากเห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์จะบรรยายฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้อง โดยปรับเปลี่ยนฐานความผิดหรือบทกฎหมาย ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 13 และขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 3 ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างก่อสร้างสนามกีฬาพร้อมอุปกรณ์ของโรงเรียนสร้างนกหาวิทยาคม ซึ่งเป็นคนละสถานศึกษากับคดีหมายเลขแดงที่ อม 31/2567 ก็ตาม
แต่จากทางไต่สวนฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดสรรงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2555 (งบแปรญัตติ) เดียวกัน เพื่อให้จำเลยที่ 2 กระจายงบประมาณให้แก่สถานศึกษาต่างๆ ตามที่จำเลยที่ 1 กำหนดรายชื่อ จากนั้นจำเลยที่ 2 ได้กระจายงบประมาณไปยังโรงเรียนที่กำหนดไว้ จึงเป็นการกระทำที่มีมูลเหตุ และประสงค์ต่อผลเดียวกันต่อเนื่องกัน
นอกจากนี้ บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ระบุถึงกรณีเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง หมายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลา และสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วย อันเป็นพฤติการณ์ และการกระทำของจำเลยเป็นสำคัญ มิได้หมายถึงฐานความผิดหรือบทกฎหมายที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษ
เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เกิดจากมูลเหตุและประสงค์ต่อผลเดียวกัน ต่อเนื่องกับการกระทำในคดีหมายเลขแดงที่ อม 31/2567 ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้วข้างต้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ประกอบ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 8 วรรคสาม
โจทก์ย่อมไม่อาจนำการกระทำเดียวกันนั้น มาแบ่งแยกฟ้องเป็นฐานความผิดอื่นเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซ้ำอีกได้
ส่วนจำเลยที่ 4 (นายพิพัฒน์ กาลพัฒน์-ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโนนม่วงโนนจิก) คดีนี้โจทก์กล่าวหาว่า จำเลยที่ 4 ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ให้ทำหน้าที่ประสานงาน ติดต่อ และเดินทางไปชี้แจงแนะนำขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง
ตลอดจนมอบซองเอกสารบรรจุแผ่นซีดี (CD) แบบฟอร์มกำหนดคุณลักษณะเฉพาะ ราคากลาง และเงื่อนไขต่างๆ ให้แก่จำเลยที่ 3 และผู้อำนวยการโรงเรียนต่างๆ ที่ได้รับจัดสรรงบประมาณนำไปใช้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างก่อสร้างสนามกีฬาพร้อมอุปกรณ์ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่จำเลยที่ 5 ถึงที่ 10 ซึ่งเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการเสนอราคาให้มีสิทธิเข้าทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐโดยมิชอบ
องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมาก เห็นว่า ทางไต่สวนได้ความว่า การกระทำของจำเลยที่ 4 ตามที่โจทก์กล่าวหา ไม่ว่าจะเป็นการนัดหมายประชุมชี้แจง หรือการแจกจ่ายของแผ่นซีดี (CD) ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างที่ร้านต้นอ้อลาบเป็ด ล้วนเป็นพฤติการณ์และข้อเท็จจริงอย่างเดียวกันกับที่ปรากฏในคดีหมายเลขแดงที่ อม 31/2567 ซึ่งโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 4 คดีนี้เป็นจำเลยที่ 12 ในคดีดังกล่าวในฐานความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคา ต่อหน่วยงานของรัฐในงบประมาณปี 2555 (งบแปรญัตติ) แล้ว
แม้เป็นพฤติการณ์ของกลุ่มสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ จำนวน 12 แห่ง ส่วนคดีนี้ เป็นการจัดซื้อจัดจ้างของโรงเรียนสร้างนกทาวิทยาคมในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาเขต 29 และโจทก์ฟ้องระบุการกระทำเจาะจงว่า จำเลยที่ 4 ส่งมอบของแผ่นซีดี (CD) ข้อมูลให้แก่จำเลยที่ 3 เพื่อนำไปใช้ในการจัดซื้อจัดจ้างของโรงเรียนสร้างนกทาวิทยาคม และปรับเปลี่ยนฐานความผิดในคำขอท้ายฟ้องเป็นขอให้ลงโทษจำเลยที่ 4 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ก็ตาม
แต่การกระทำของจำเลยที่ 4 ในการแจกจ่ายซองแผ่นซีดี (CD) ข้อมูลให้แก่ผู้อำนวยการโรงเรียนต่างๆ เพื่อนำไปใช้ในการจัดซื้อจัดจ้าง ล้วนเป็นการกระทำในคราวเดียวกันและในสถานที่เดียวกัน จึงมิใช่การกระทำที่มีเจตนาแยกขาดจากกันเป็นรายโรงเรียนหรือรายเขตพื้นที่การศึกษา
เมื่อพิจารณาฟ้องและพยานหลักฐานจากทางไต่สวนประกอบกันแล้ว เห็นได้ว่าข้อเท็จจริงอันเป็นพฤติการณ์และการกระทำของจำเลยที่ 4 ในคดีนี้เป็นการกระทำเดียวกันกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างในคดีหมายเลขแดงที่ อม 31/2567 ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ย่อมเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ประกอบ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 8 วรรคสาม เช่นกัน โจทก์ย่อมไม่อาจนำการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกันนั้นมาแบ่งแยกฟ้องเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 4 ซ้ำอีกได้
ส่วนจำเลยที่ 5 ถึงที่ 10 องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากเห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 10 ในคดีนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทุจริตในการจัดสรรงบประมาณปี 2555 (งบแปรญัตติ) และการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างก่อสร้างสนามกีฬาพร้อมอุปกรณ์ ที่โจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันวางแผนและดำเนินการในคราวเดียวกัน
เพื่อแบ่งโควตากระจายงบประมาณให้แก่สถานศึกษา เป้าหมาย 15 แห่ง รวมถึงโรงเรียนสร้างนกทาวิทยาคมด้วย อันเป็นการดำเนินงานภายใต้กรอบแนวทางเดียวกันโดยตลอด ซึ่งโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 5 ถึงที่ 10 ในคดีนี้เป็นจำเลยที่ 6 ถึงที่ 11 ในคดีหมายเลขแดงที่ อม 31/2567 แล้ว
การที่โจทก์นำพฤติการณ์เดียวกันอันเป็นส่วนหนึ่ง ของกระบวนการจัดสรรงบประมาณในปีเดียวกันมายื่นฟ้องจำเลยที่ 5 ถึงที่ 10 เป็นคดีนี้อีก เพื่อให้รับผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 13 โดยบรรยายฟ้องปรับเปลี่ยนฐานความผิดหรือสถานที่ดำเนินการไปบ้าง แต่การจัดซื้อจัดจ้างในคดีนี้กับคดีดังกล่าวล้วนมีมูลเหตุเริ่มต้นและเกิดจากกระบวนการจัดสรรงบประมาณในปีเดียวกัน ซึ่งความผิดที่ฟ้อง หมายถึงข้อเท็จจริงอันเป็นพฤติการณ์และการกระทำของจำเลยเป็นสำคัญ
เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 10 ในคดีนี้เกิดจากมูลเหตุ และประสงค์ต่อผลเดียวกันต่อเนื่องกับคดีหมายเลขแดงที่ อม 31/2567 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้อง ของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 10
ย่อมเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ประกอบ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 8 วรรคสาม เช่นกัน โจทก์ย่อมไม่อาจนำการกระทำ อันเป็นกรรมเดียวกันนั้น มาแบ่งแยกฟ้องเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 5 ถึงที่ 10 ซ้ำอีกได้
ปัญหาว่าฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใด ยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 8 วรรคสาม กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 10 อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป
ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานเป็น ผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 13 หรือไม่
เห็นว่า มาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวกำหนดว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองผู้ใด กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้หรือกระทำการใดๆ ต่อเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐซึ่งมีอำนาจหรือหน้าที่ในการอนุมัติ การพิจารณา หรือการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวกับการเสนอราคา เพื่อจูงใจหรือทำให้จำยอม ต้องยอมรับการเสนอราคาที่มีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่
คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 อาศัยโอกาสที่มีอำนาจหน้าที่ในตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และที่ปรึกษาประจำคณะอนุกรรมาธิการด้านการศึกษาเข้าไปแทรกแซง การจัดสรรงบประมาณ พร้อมทั้งกำหนดรายชื่อโรงเรียนสร้างนกทาวิทยาคมให้ได้รับจัดสรร งบประมาณ 5,000,000 บาท
รวมถึงวางแผนจัดเตรียมข้อมูลพร้อมซองเอกสารและแผ่นซีดี (CD) มอบหมายให้จำเลยที่ 4 นำไปมอบให้จำเลยที่ 3 เพื่อใช้ในการจัดซื้อจัดจ้างก่อสร้างสนามกีฬาพร้อมอุปกรณ์ (สนามฟุตซอล) ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ของโรงเรียนสร้างนกทาวิทยาคม และมุ่งหมายให้มีการสมยอมราคา โดยมีจำเลยที่ 3 เข้ามามีส่วนร่วมหรือให้ความช่วยเหลือ ในการดำเนินการตามแผนดังกล่าว
แม้จะได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่า ฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เป็นฟ้องซ้ำก็ตาม แต่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 13 ตามที่โจทก์ กล่าวอ้างมาในฟ้องหรือไม่
ปัญหาข้อนี้ แม้ทางไต่สวนจะปรากฏว่ามีกระบวนการจัดสรรงบประมาณ จากส่วนกลางไปยังโรงเรียนสร้างนกทาวิทยาคมตามที่โจทก์ฟ้อง แต่เมื่อพิจารณาพยานหลักฐาน ในขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างของโรงเรียนดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นฝ่ายผู้ว่าจ้างได้ดำเนินการทุกขั้นตอนของการจัดซื้อจัดจ้างถูกต้องตามระเบียบเกี่ยวกับการพัสดุ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ได้เข้าร่วมประชุมที่ร้านต้นอ้อลาบเป็ด หรือได้รับซองเอกสารแผ่นซีดี (CD) จากจำเลยที่ 4 แล้วนำไปใช้ในการจัดซื้อจัดจ้างแต่อย่างใด
เมื่อพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์อื่นตามที่ได้วินิจฉัย มาแล้วข้างต้น ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 3 กระทำการอันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวก แก่จำเลยที่ 1 เพื่อจูงใจหรือทำให้จำเลยที่ 3 จำยอมต้องยอมรับการเสนอราคาที่มีการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 13 ตามที่โจทก์กล่าวในฟ้อง จำเลยที่ 3 จึงไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง
พิพากษายกฟ้อง” คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขดำที่ อม 39/2567 คดีหมายเลขแดงที่ อม 20/2569 ลงวันที่ 18 ส.ค.2569 ระบุ
รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 5 ก.ย.2567 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้มีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อม.18/2565 คดีหมายเลขแดงที่ อม.31/2567 กรณีนางสมหญิง บัวบุตร อดีต สส.อำนาจเจริญ พรรคเพื่อไทย กับพวกรวม 12 ราย ทุจริตในการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบประมาณปี พ.ศ.2555 (งบแปรญัตติ) ให้กับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในจังหวัดอำนาจเจริญ ทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างงานก่อสร้างและปรับปรุงสนามกีฬาพร้อมอุปกรณ์ (สนามฟุตซอล) อันมีลักษณะมุ่งหมายมีให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรมเพื่อเอื้ออำนวยแก่การเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐและการก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานและวิธีการสร้างสนามกีฬา ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง
โดยศาลฎีกาฯ คำพิพากษา จำคุก นางสมหญิง บัวบุตร จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 3 ปี 4 เดือน ปรับ 100,000 บาท จำคุกนายชินภัทร ภูมิรัตน จำเลยที่ 2 เป็นเวลา 5 ปี ปรับ 150,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 5, 7, 9, 11 คนละ 2 ปี ปรับจำเลยที่ 4, 6, 8, 10 รายละ 22,467,500 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 4 ถึง 11 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้คนละ 1 ใน 3 จำคุกจำเลยที่ 5,7,9,11 คนละ 1 ปี 4 เดือน ปรับจำเลยที่ 4,6,8,10 คนละ 14,978,333.33 บาท จำคุกจำเลยที่ 12 เป็นเวลา 2 ปี และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3
อย่างไรก็ตาม ในคดีนี้ องค์คณะผู้พิพากษามีมติเสียงข้างมากเห็นว่า พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ขณะเกิดเหตุนางสมหญิง บัวบุตร จำเลยที่ 1 เพิ่งได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมัยแรกได้เพียง 3 เดือนเศษ และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้รับประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินอย่างใด หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 นำคณะครูไปยังสำนักสำนักตรวจสอบพิเศษภาค 5 เพื่อแจ้งปัญหาการก่อสร้างสนามฟุตซอลไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้มีการบอกเลิกสัญญาในบางโรงเรียน เป็นการระงับยับยั้งไม่ให้เกิดความเสียหาย
ส่วนนายชินภัทร ภูมิรัตน จำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏว่าได้รับประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน คงกระทำความผิดไปตามเงื่อนไขในขั้นกรรมาธิการว่าจะต้องใช้ข้อมูลรายละเอียดประกอบการจัดสรรงบประมาณจากสภาผู้แทนราษฎร โดยการประสานงานจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจำเลยที่ 2 มุ่งหวังจะให้มีการจัดสรรงบประมาณรายจ่าย (งบแปรญัตติ) เพิ่มเติม ให้แก่หน่วยงานในสังกัดของตนเท่านั้น ต่อมาได้มีการสร้างสนามฟุตซอลเพื่อประโยชน์ของโรงเรียนจริง โดยจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง
ประกอบกับจำเลยที่ 2 อายุ 71 ปีเศษ ปฏิบัติหน้าที่ราชการมาเป็นเวลานาน นับว่ามีคุณงามความดีมาก่อน ส่วนจำเลยที่ 7 (นางสาวพรเพ็ญ ภิรมย์กิจ) เป็นเพียงแม่บ้านและพี่เลี้ยงเด็ก พฤติการณ์แห่งคดีเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 7 เข้าร่วมกระทำความผิด เนื่องจากอยู่ภายใต้ความครอบงำของนายจ้าง
ทั้งไม่ปรากฏว่า นางสมหญิง บัวบุตร จำเลยที่ 1 นายชินภัทร ภูมิรัตน จำเลยที่ 2 และนางสาวพรเพ็ญ ภิรมย์กิจ จำเลขที่ 7 ได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนดคนคนละ 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ,30 (อ่านประกอบ : สรุป : คำพิพากษา 'สมหญิง' อดีตสส.เพื่อไทย-พวก ไฉน! รอลงอาญาคุกคดีทุจริตสนามฟุตซอล)
ต่อมาวันที่ 26 ส.ค.2569 ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำที่ อม.อธ. 2/2567 หมายเลขแดงที่ อม.อธ.4/2569 ระหว่าง อัยการสูงสุด โจทก์ กับ สมหญิง บัวบุตร จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 12 คน กรณีทุจริตการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 วงเงิน 45,000,000 บาท ในการก่อสร้างสนามฟุตซอลกลางแจ้งให้กับโรงเรียน 12 แห่งในเขตพื้นที่เลือกตั้ง
โดยองค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยมีความผิดตามกฎหมายหลายบท โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ได้กระทำฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญด้วยการเข้าไปมีส่วนร่วมกำหนดรายชื่อโรงเรียนเพื่อจัดสรรงบประมาณ ถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1
ขณะที่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ ได้ดำเนินการจัดสรรงบประมาณตามความต้องการของจำเลยที่ 1 แทนที่จะนำไปใช้ซ่อมแซมอาคารเรียนที่ประสบอุทกภัยตามความขาดแคลนจริง ทั้งยังร่วมกันกำหนดแบบประมาณการราคา (TOR) เอื้อประโยชน์ให้แก่จำเลยที่ 9-11 ซึ่งเป็นกลุ่มเอกชน ด้วยการระบุคุณลักษณะแผ่นยางสังเคราะห์ EVA และรายการหนังสือเฉพาะเจาะจง โดยไม่มีการสืบราคาตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 อันมีลักษณะเป็นการล็อกสเปกและกีดกันการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ก่อให้เกิดความเสียหายราคาสูงกว่าท้องตลาดประมาณ 24,000,000 บาท อีกทั้งวัสดุดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้งานกลางแจ้งได้จริง
ในส่วนของจำเลยที่ 4 และ 5 ได้ร่วมกับกลุ่มเอกชน (จำเลยที่ 9-11) อำพรางการเป็นตัวแทนจำหน่าย จัดหาบุคคลหมุนเวียนเข้ายื่นซองและตกลงราคาไว้ล่วงหน้า อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 4 ด้านจำเลยที่ 12 ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน ชี้แจงและแจกเอกสารซีดีกำหนดราคาแก่ผู้อำนวยการโรงเรียนเพื่อนำไปทำ TOR จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานในการกระทำความผิด
ศาลฎีกาพิพากษาแก้โทษ โดยสั่งจำคุกนางสมหญิง บัวบุตร จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 3 ปี 4 เดือน, จำคุกจำเลยที่ 2 เป็นเวลา 5 ปี, จำคุกจำเลยที่ 5, 9 และ 11 คนละ 1 ปี 4 เดือน, จำคุกจำเลยที่ 12 เป็นเวลา 3 ปี 4 เดือน โดยไม่รอลงอาญา เนื่องจากเห็นว่าเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และผู้มีบทบาทสำคัญที่ทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่รัฐ ส่วนจำเลยที่ 7 ให้จำคุก 1 ปี 4 เดือน แต่ให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี สำหรับจำเลยที่เป็นนิติบุคคล ได้แก่ จำเลยที่ 4, 6, 8 และ 10 ให้ลงโทษปรับคนละ 14,978,333.33 บาท
นอกจากนี้ ศาลมีคำสั่งให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 5, 9 และ 11 ต่อจากโทษในคดีเดิม (อม.17/2564) ส่วนคำขอให้นับโทษต่อของจำเลยที่ 2 ให้ยก เนื่องจากคดีเดิมศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง โดยให้ยกเว้นส่วนที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา