
‘องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์’ ยืนคำสั่งไม่รับคำร้อง ‘อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์’ อดีต สส.เพื่อไทย ขอรื้อฟื้นคดีเรียกสินบน 5 ล้าน พิจารณาใหม่
........................................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา ศาลฎีกา เผยแพร่คำสั่งศาลฎีกา ในคดีหมายเลขดำที่ รฟ อธ 1/2568 คดีหมายเลขแดงที่ รฟ อธ 1/2569 ซึ่งเป็นคดีที่ นายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ อดีต สส.มุกดาหาร พรรคเพื่อไทย ยื่นคำร้องต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ขอให้รื้อฟื้นคดีเรียกรับสินบน 5 ล้านบาท จากอดีตอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ขึ้นพิจารณาใหม่ หลังจากก่อนหน้านี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองชั้นขอรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ มีคำสั่งไม่รับคำร้องของนายอนุรักษ์ไว้พิจารณา
คดีนี้ องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ พิเคราะห์คำร้องโต้แย้งคำสั่งไม่รับคำร้องรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ประกอบคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ (เพิ่มเติมครั้งที่ 2) ของจำเลยแล้ว มีมติเสียงข้างมาก ไม่รับคำร้องโต้แย้งคำสั่งไม่รับคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ และคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ (เพิ่มเติมครั้งที่ 2) ของ นายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ (จำเลย) ไว้พิจารณา กับให้ยกคำร้องขอให้ส่งข้อโต้แย้งของจำเลยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
“คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกา โดยองค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่พิพากษา ว่า จำเลย (นายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์) มีความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 173 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา มาตรา 149 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท
ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุก 6 ปี กับให้จำเลยพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ 19 เม.ย.2565 อันเป็นวันที่ศาลมีคำสั่งให้จำเลยหยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของจำเลยตลอดไป โดยไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นตลอดไป
และไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 81 วรรคหนึ่งและวรรคสอง
จำเลย ยื่นคำร้องและแก้คำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 29 และยื่นคำร้องขอให้ส่งข้อโต้แย้งของจำเลยว่า มาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 และมาตรา 46 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองชั้นขอรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ มีคำสั่งไม่รับคำร้องของจำเลยไว้พิจารณา เนื่องจากกรณีไม่ต้องด้วย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 28 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ไม่มีเหตุที่จะขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง และไม่จำต้องส่งข้อโต้แย้งของจำเลยไปยังศาลรัฐธรรมนูญ
จำเลย ยื่นคำร้องโต้แย้งคำสั่งไม่รับคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา และยื่นคำร้องขอให้ส่งข้อโต้แย้งของจำเลยว่า มาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นจารณาใหม่ (เพิ่มเติมครั้งที่ 2)
องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ พิเคราะห์คำร้องโต้แย้งคำสั่งไม่รับคำร้องรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ประกอบคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ (เพิ่มเติมครั้งที่ 2) ของจำเลยแล้ว มีมติเสียงข้างมาก เห็นว่า มาตรา 195 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดให้มีแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองขึ้นในศาลฎีกาเป็นการเฉพาะ
เพื่อพิจารณาคดีที่เกี่ยวกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจรัฐให้เกิดความรวดเร็ว จึงกำหนดให้วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นระบบไต่สวน เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามการทุจริตมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ซึ่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางเมือง พ.ศ.2560 ได้บัญญัติเหตุผลและความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่า เพื่อกำหนดวิธีพิจารณาพิพากษาและการอุทธรณ์คำพิพากษาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
รวมทั้งการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีให้เป็นไปโดยมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และรวดเร็ว อันจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ สำหรับคดีที่ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาลับหลังจำเลย ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 28
ถ้าศาลมีคำพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิด จำเลยมีสิทธิที่จะขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้ ตามมาตรา 29 บัญญัติว่า ในคดีที่ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาตามมาตรา 28 และมีคำพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิด ถ้าภายหลังจำเลยมีพยานหลักฐานใหม่ที่อาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ
จำเลยจะมาแสดงตนต่อศาลและยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้ แต่ต้องยื่นเสียภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา และให้ศาลมีอำนาจสั่งซื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้ตามที่เห็นสมควร คำสั่งของศาลในกรณีเช่นนี้ให้เป็นที่สุด
ในส่วนองค์คณะผู้พิพากษา แบ่งออกเป็นองค์คณะผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่ตรวจคำร้องกับองค์คณะผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่ไต่สวนและวินิจฉัย โดยข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2562 ข้อ 31 วรรคสอง
ให้ประธานศาลฎีกาเรียกประชุมใหญ่ศาลฎีกาเพื่อเลือกผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา หรือผู้พิพากษาอาวุโสซึ่งเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา และไม่เคยพิจารณาคดีนั้นมาก่อนจำนวนเก้าคนทำหน้าที่เป็นองค์คณะตรวจคำร้อง ไต่สวน มีคำสั่งให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่หรือไม่ คำสั่งศาลในกรณีเช่นนี้ให้เป็นที่สุด
ในกรณีที่องค์คณะผู้พิพากษาดังกล่าว มีคำสั่งให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ข้อกำหนดดังกล่าวข้อ 31 วรรคสาม กำหนดให้ดำเนินการเลือกองค์คณะผู้พิพากษาตามมาตรา 11 ที่ไม่เคยพิจารณาคดีนั้นมาก่อน เพื่อทำหน้าที่ไต่สวนพยานหลักฐานใหม่และมีคำวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ต่อไปอีกชั้นหนึ่ง
เห็นได้ว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองดำเนินกระบวนพิจารณาลับหลังจำเลยและมีคำพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิด จำเลยจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้ โดยต้องยื่นคำร้องภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาพร้อมกับมาแสดงตนต่อศาลด้วย ส่วนเหตุที่จะยกขึ้นอ้างในคำร้องต้องเป็นกรณีที่ภายหลังศาลมีคำพิพากษา จำเลยมีพยานหลักฐานใหม่ที่อาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ
เมื่อคดีนี้ จำเลยมาศาล โดยศาลได้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีจนแล้วเสร็จ ทั้งใช้สิทธิอุทธรณ์จนกระทั่งศาลฎีกามีคำพิพากษา คดีถึงที่สุด โดยศาลออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดแก่จำเลยแล้ว สิทธิของจำเลยย่อมบริบูรณ์ยิ่งกว่าจำเลยที่ไม่ได้มาศาล กรณีเช่นนี้ย่อมเป็นคนละกรณีกัน ไม่ต้องด้วยเหตุตามมาตรา 28 ที่สามารถยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ตามมาตรา 29 ได้ ดังที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองชั้นขอรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้วินิจฉัยแล้ว
ดังนั้น เมื่อองค์คณะผู้พิพากษาชั้นขอรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ตรวจคำร้องแล้วมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา คำสั่งย่อมเป็นที่สุดตามข้องกันดูเกี่ยวกับการดำเนินคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2562 ข้อ 31 วรรคสอง เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้วย่อมไม่มีคดีที่อยู่ระหว่างพิจารณาที่จะต้องส่งข้อโต้แย้งของจำเลยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีกต่อไป
จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องโต้แย้งคำสั่งไม่รับคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ และคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ (เพิ่มเติมครั้งที่ 2) ของจำเลยไว้พิจารณา กับให้ยกคำร้องขอให้ส่งข้อโต้แย้งของจำเลยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย” คำสั่งศาลฎีกา ในคดีหมายเลขดำที่ รฟ อธ 1/2568 คดีหมายเลขแดงที่ รฟ อธ 1/2569 ลงวันที่ 9 ก.ค.2569 ระบุ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา