‘ศาลฎีกาฯ’ พิพากษาจำคุก ‘อดีตสมาชิก อบจ.พังงา’ 6 เดือน-ปรับ 1 หมื่นบาท จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จฯ 2 วาระ รับสารภาพ-ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี เพิกถอนสิทธิรับเลือกตั้งตลอดไป
...........................................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 2 ก.ค.ที่ผ่านมา ศาลฎีกา เผยแพร่คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขดำที่ อม. 35/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 11/2569 ระหว่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้ร้อง และนายชัยนุวัฒน์ แพใหญ่ อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พังงา ผู้ถูกกล่าวหา เรื่อง การแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน
คดีนี้ ศาลฯพิพากษาว่า นายชัยนุวัฒน์ แพใหญ่ ผู้ถูกกล่าวหา จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ และจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพังงา (วาระ 1) และกรณีเข้ารับตำแหน่ง (วาระ 2)
ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหาตลอดไป ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 81 ประกอบมาตรา 114 วรรคสอง (1) และวรรคสาม กับมีความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 167 การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91
พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่า รายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดมีหลายรายการและรวมเป็นมูลค่าสูง ทั้งเป็นรายการที่สามารถตรวจสอบได้โดยง่าย จึงให้จำคุกกระทงละ 6 เดือน และปรับกระทงละ 10,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 12 เดือน และปรับ 20,000 บาท
ผู้ถูกกล่าวหาให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
“ปัญหาต้องวินิจฉัยมีว่า ผู้ถูกกล่าวหา (นายชัยนุวัฒน์ แพใหญ่) จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ และจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่า มีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน กรณีพ้นจากตำแหน่ง (วาระที่ 1) และกรณีเข้ารับตำแหน่ง (วาระที่ 2) หรือไม่
เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพังงา จึงเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อันเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 4 มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะตามที่มีอยู่จริงต่อผู้ร้อง ภายในหกสิบวันนับแต่วันถัดจากวันเข้ารับตำแหน่ง และวันพ้นจากตำแหน่ง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 102 (9) และมาตรา 105
ประกอบประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง กำหนดตำแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ตามมาตรา 102 (9) พ.ศ.2561 ซึ่งการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเป็นหน้าที่สำคัญที่เจ้าหน้าที่ของรัฐพึงต้องปฏิบัติ อันเป็นมาตรการในการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน เพื่อป้องปรามผู้ใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ
การที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ยื่นเอกสารประกอบทรัพย์สินดังกล่าว รวมถึงยื่นแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินไม่ถูกต้องครบถ้วนในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินทั้งในกรณีพ้นจากตำแหน่ง (วาระที่ 1) และกรณีเข้ารับตำแหน่ง (วาระที่ 2) ย่อมทำให้ผู้ร้อง (ป.ป.ช.) มีเหตุขัดข้องในการตรวจสอบความมีอยู่ของทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ถูกกล่าวหา
ทั้งได้ความจากสำนวนการไต่สวนว่า ผู้ถูกกล่าวหาเพิ่งได้รับโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ ทะเบียน ก 420 ภูเก็ต เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2563 ก่อนผู้ถูกกล่าวหายื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีพ้นจากตำแหน่ง (วาระที่ 1) เพียงไม่กี่เดือน โดยผู้ถูกกล่าวหาชำระเงินค่างวดรถยนต์คันดังกล่าวต่อเนื่องมาตลอด ส่วนรายการบัญชีเงินฝากและรายการเงินกู้ของผู้ถูกกล่าวหา พบว่ามีการเคลื่อนไหวเดินบัญชีอย่างต่อเนื่อง
ส่วนรายการที่ดินที่ผู้ถูกกล่าวหาแสดงไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วน พบว่าเป็นรายการที่ดินที่อยู่ในจังหวัดพังงาทั้งหมด จึงไม่เป็นการยากที่ผู้ถูกกล่าวหาจะตรวจสอบจากสำนักงานที่ดิน ทั้งที่ดินบางแปลง ผู้ถูกกล่าวหาทำธุรกรรมอย่างต่อเนื่อง มีการแบ่งแยกและออกโฉนดที่ดินในระหว่างที่ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่ง (วาระที่ 1)
นอกจากนี้ รายการทรัพย์สินที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่แนบเอกสารประกอบและแสดงรายการไว้ไม่ถูกต้อง กรณีพ้นจากตำแหน่ง (วาระที่ 1) มีมูลค่ารวม 25,388,165.90 บาท และกรณีเข้ารับตำแหน่ง (วาระที่ 2) มีมูลค่ารวม 23,103,704.23 บาท ถือว่ามีมูลค่าสูงมาก เมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าทรัพย์สินที่ผู้ถูกกล่าวหายื่นแสดงไว้ต่อผู้ร้อง ผู้ถูกกล่าวหาจึงย่อมต้องรู้ถึงความมีอยู่ของรายการทรัพย์สินและหนี้สินดังกล่าวเป็นอย่างดี
ทั้งผู้ถูกกล่าวหาเคยยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบกรณีเข้ารับตำแหน่ง (วาระที่ 1) มาก่อน จึงย่อมต้องทราบดีว่าตนมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้องให้ถูกต้องครบถ้วน
ที่ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงต่อผู้ร้องในทำนองว่า ผู้ถูกกล่าวหามีปัญหาเรื่องสุขภาพและมีภารกิจส่วนตัวอยู่ต่างจังหวัด ประกอบกับอยู่ในระหว่างการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสืบค้นเอกสาร และผู้ถูกกล่าวหาสับสนในทรัพย์สินบางรายการ เช่น บัญชีเงินฝากที่เข้าใจว่าบัญชีถูกปิดเรียบร้อยแล้ว และที่ดินซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ จึงทำให้ไม่สามารถดำเนินการให้ถูกต้องได้ทัน นั้น
ปรากฏว่าผู้ร้องเคยมีหนังสือแจ้งเตือนให้ผู้ถูกกล่าวหาดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วนภายในเวลาที่กำหนดแล้ว แต่ผู้ถูกกล่าวหากลับเพิกเฉยไม่ได้ดำเนินการให้ถูกต้อง โดยไม่ได้แจ้งเหตุขัดข้องใดให้ผู้ร้องทราบ และใบรับรองแพทย์ของผู้ถูกกล่าวหาที่แสดงว่ามีอาการป่วยเกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 และกุมภาพันธ์ 2566 หลังจากเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหามีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ และเวลาที่ผู้ร้องแจ้งเตือนผู้ถูกกล่าวหามานานแล้ว
ทั้งรายการทรัพย์สินและหนี้สินดังกล่าว ล้วนเป็นรายการทรัพย์สินที่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้โดยง่ายจากสำนักงานที่ดินและธนาคาร พฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาแสดงให้เห็นถึงความไม่ใส่ใจต่อหน้าที่ของผู้ถูกกล่าวหาในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐที่พึงต้องปฏิบัติ คำชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหาฟังไม่ขึ้น
การที่ผู้ถูกกล่าวหาให้การรับสารภาพ พฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น จึงฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ และจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน กรณีพ้นจากตำแหน่ง (วาระที่ 1) และกรณีเข้ารับตำแหน่ง (วาระที่ 2) ตามคำร้อง
พิพากษาว่า นายชัยนุวัฒน์ แพใหญ่ ผู้ถูกกล่าวหา จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ และจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพังงา (วาระ 1) และกรณีเข้ารับตำแหน่ง (วาระ 2) ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหาตลอดไป
ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 81 ประกอบมาตรา 114 วรรคสอง (1) และวรรคสาม กับมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 167 การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91
พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่า รายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดมีหลายรายการและรวมเป็นมูลค่าสูง ทั้งเป็นรายการที่สามารถตรวจสอบได้โดยง่าย จึงให้จำคุกกระทงละ 6 เดือน และปรับกระทงละ 10,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 12 เดือน และปรับ 20,000 บาท
ผู้ถูกกล่าวหาให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุก จึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30” คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขดำที่ อม. 35/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 11/2569 ลงวันที่ 11 พ.ค.2569 ระบุ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา