
‘ชัชชาติ’ เปิดนโยบายครั้งแรก 4 ปีหน้าไปต่อ 251 นโยบาย ย้อน 4 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ทำแค่เส้นเลือดฝอย แต่ทำเรื่องใหญ่ไปเยอะทั้งจ่ายหนี้ BTS, สร้างรพ.เพิ่มและสร้างอุโมงค์ะบายน้ำเพิ่มอีก 4 แห่ง ชูนโยายปราบโกงไล่ออก 41 คน จับมือ 3 ป.ปฏิบัติสืบสวนไล่ล่า ก่อนยันเป็นอิสระ ทำงานได้กับทุกคน ไม่เกียว ‘กลุ่มคนทำงาน’
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 28 พ.ค. 2569 เมื่อเวลา 18.14 น. วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ที่ Stadium one ถนนบรรทัดทอง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ปราศรัยใหญ่แถลงนโยบายครั้งแรก
นายชัชชาติกล่าวตอนหนึ่งว่า ใน 4 ปีที่ผ่านมา มีคนวิจารณ์ว่า ทำแต่เส้นเลือดฝอย ไม่มีการทำโครงการที่เป็นเมกกะโปรเจ็กต์หรือเส้นเลือดใหญ่ แต่ใน 4 ปีที่อยู่มา ได้ทำโครงการใหญ่ ดังนี้ 1.ใช้หนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียวที่เกี่ยวพันกับ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง (BTS) วงเงิน 70,000 ล้านบาท 2.ด้านสาธารณสุข เพิ่มโรงพยาบาล 4 แห่งรอบกรุงเทพฯ และ 3.การระบายน้ำ ได้ก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำ 4 แห่ง และมีแผนทำต่อที่บางซื่อและบึงหนองบอนส่วนต่อขยาย ยังไม่นับรวมการจัดการปัญหาน้ำท่วมทั้งการลอกท่อ 12,000 กม.ทั่วกรุงเทพฯ, เพิ่มสวน 15 นาทีจำนวน 471 แห่ง, ติดตั้งคอมพิวเตอร์ให้โรงเรียนทั้ง 437 โรงเรียน จำนวน 46,000 เครื่อง หรือปัญหา PM2.5 ที่ลดลงถึง 45% จากการใช้เทคโนโลยีเข้ามาวิเคราะห์
ส่วนการจัดการเส้นเลือดฝอย นายชัชชาติกล่าวว่า ได้ดึงระบบ Traffy Fondue ที่พัฒนาโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มาใช้ ซึ่งที่ผ่านมาข้าราชการกทม.ส่วนใหญ่มักจะรอให้ผู้ว่าฯกทม.สั่งการลงมาก่อนว่า ให้ทำอะไร แต่เมื่อดึงระบบนี้มาใช้ ก็เป็นการให้ประชาชนสั่งงานข้าราชการได้โดยตรง ซึ่ง 4 ปีที่ผ่านมา มีการรองเรียนเข้ามาถึง 1.3 ล้านเรื่อง แก้ไขได้แล้ว1.16 ล้านเรื่อง
ขณะที่การจัดการปัญหาทุจริต คอร์รัปชั่น นายชัชชาติยืนยันว่า ในสมัยที่เป็นผู้ว่าฯให้ควาสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของกรุงเทพฯ โดยใน 4 ปีที่ผ่านมาได้ลงโทษไล่ออกข้าราชการที่มีพฤติกรรมทุจริตถึง 41 คน ซึ่งตลอดระยะเวลา 4 ปี ได้ปรับปรุงโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ อาทิ การเปิดเผยข้อมูล (Open Data) ทั้งงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง และสัญญาโครงการต่างๆ, ปรับปรุงการขอใบอนุญาตออนไลน์ เพื่อแก้ปัญหาการเรียกรับ ‘ค่าน้ร้อนค่าน้ำชา’ โดยให้เอาระบบการขอใบอนุญาตต่างๆขึ้นไปอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งลดเวลาการพิจารณาจาก 45 วัน เหลือ 14 วัน และการร่วมมือกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ในการเอาระบบ ACT ai มาช่วยตรวจจับความผิดปกติในฐานข้อมูล และการเปิดช่องทางร้องเรียนผ่านระบบ Traffy Fondue ซึ่งจะปกปิดตัวตนผู้ร้องเรียนด้วย
นอกจากนี้ ในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น เนื่องจากกทม.มีอำนาจหน้าที่ในเรื่องนี้จำกัด จึงได้ประสานกับหน่วยงาน 3 ป. ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เพื่อให้มีการสืบสวนสอบสวนเชิงลึกและดำเนินคดีอาญาได้
ในส่วนของนโยบายครั้งนี้ นายชัชชาติกล่าวว่า จากครั้งที่แล้วประกาศไว้ 216 นโยบาย ครั้งนี้ มาพร้อมกับวิสัยทัศน์ที่ว่า ‘เมืองที่สร้างโอกาสและความหวังสำหรับทุกคน’ แนวนโยบายจะเน้นที่ ‘คนอยู่ดี เมืองน่าอยู่ เศรษฐกิจไปได้ ระบบมีประสิทธิภาพ’ โดยแผนงานในครั้งนี้จะมีนโยบายที่คิดไว้จำนวน 251 นโยบาย
นายชัชชาติกล่าวว่า สำหรับครั้งนี้โครงการเด่นๆท่คาดว่าจะดำเนินการ มี 4 โครงการสำคัญ ได้แก่
1.สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ที่เน้นให้คนเดิและใช้จักรยานในการสัญจรไปมา ไม่ใช่สะพานสำหรับรถยนต์ เพื่อเชื่อมต่อและสร้างบริบทของเสณษฐกิจชุมชนรอบข้าง
2.พิพิธภัณฑ์เมืองกรุงเทพฯ โดยมีแผนที่เปลี่ยนศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้าเป็นพิพิธภัณฑ์และพื้นที่สาธารณะ อันเป็นแผนงานที่จะมีการโยกย้ายหน่วยงานต่างๆไปอยู่ที่ศาลาว่ากรุงเทพมหานครแห่งใหม่ ย่านดินแดง
3.ศูนย์คนเมืองฝั่งธนบุรี พัฒนาที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี ให้เป็นพื้นที่ที่ประชาชนเข้าถึงได้ โดยตั้งใจจะให้มีหอศิลป์ พิพิธภัณฑ์เด็ก และพื้นที่ขายอาหารริมน้ำบนชั้นดาดฟ้า
4.Bangkok Green Eco Park โดยมีแผนการปรับปรุงโรงกำจัดขยะอ่อนนุช ที่มีปัญหาเรื่องกลิ่น หากหมดสัญญาในปี 2569-2570 จะไม่มีการต่อสัญญาในส่วนที่ก่อมลพิษ แต่จะเปลี่ยนพื้นที่ 200 ไร่ให้เป็นสวนป่าและศูนย์การเรียนรู้
ในช่วงท้าย นายชัชชาติยืนยันว่า ตนเองเป็นผู้สมัครอิสระ ไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใด รวมถึงพรรคเพื่อไทยด้วย และไม่มี ส.ก. ในสังกัด ยืนยันว่าพร้อมทำงานร่วมกับ ส.ก.ทุกคนที่ประชาชนเลือกมา
ส่วนกรณีที่ถูกเชื่อมโยงกับกลุ่มคนทำงานที่มีนายดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เป็นหัวหน้าทีมและยังปรากฎว่านายต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครสมัยนายชัชชาติร่วมอยู่ด้วยนั้น นายชัชชาติกล่าวว่า แม้จะมีคนรู้จักอย่างนายต่อศักดิ์ปร่วม แต่นั่นถือเป็นเรื่องประสบการณ์ส่วนตัวที่จะไปแนะนำใครก็ได้ ตนเองก็ไม่ได้ไปมีอำนาจสั่งการอะไรกลุ่มนั้น แต่ถ้ามีก็จะบอก ไม่เห็จะต้องปิดบังเลย

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา