
เปิดหนังสือ ‘กสม.’ คัดค้านเดินหน้าโครงการ ‘แลนด์บริดจ์’ ชี้ ‘ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ-ขาดการมีส่วนร่วมอย่างครบถ้วน-ละเมิดสิทธิฯ-ไม่สอดคล้องหน้าที่รัฐ’
...................................
จากกรณีที่เมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบข้อเสนอแนะกรณีโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) จังหวัดชุมพร- ระนอง ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เสนอ โดย กสม. ได้ข้อเสนอแนะกรณีโครงการแลนด์บริดจ์ ใน 2 ประเด็น ได้แก่
1.สั่งการให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดระนองเละชุมพร ต่อทิศทางการพัฒนาในระดับโครงสร้างหรือในภาพรวมในฐานะที่เป็นสิทธิในการกำหนดอนาคตและเจตจำนงของตนเอง รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของตนอย่างเสรี เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์
และให้ประชาชนทุกกลุ่มทุกอาชีพร่วมกำหนดแผนพัฒนาของจังหวัดชุมพรและระนอง ที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ที่ปรากฏในรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการฯ ชั่งจัดทำโดย สคช. เมื่อปี 2564-2565 ต่อไป
2.นำผลผลการจัดรับฟังความคิดเห็นเละรายงานการศึกษา มาประกอบการพิจารณาความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์ต่อไป ทั้งนี้ ต้องสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของประชาชนในพื้นที่ นั้น (อ่านประกอบ : ครม.รับทราบข้อเสนอแนะ‘กสม.’ ชงจัดรับฟังความเห็นฯคนในพื้นที่ ก่อนผลักดัน‘แลนด์บริดจ์’)
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า จากหนังสือ กสม. ที่ สม 0503/4 เรื่อง ข้อเสนอแนะกรณีโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) จังหวัดชุมพร-ระนอง ซึ่ง กสม. เสนอให้ ครม. พิจารณานั้น ปรากฏว่า กสม.โครงการแลนด์บริดจ์ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ มีผลกระทบในวงกว้าง และสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน
“อนุสนธิหนังสือที่อ้างถึง 1 กสม.ได้แจ้งข้อห่วงกังวลกรณีมีผู้ร้องเรียนขอให้ตรวจสอบโครงการแลนด์บริดจ์ จังหวัดชุมพร-ระนอง ขาดการมีส่วนร่วม และจะส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของประชาชน ซึ่งสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีหนังสือตามอ้างถึง 2 แจ้งว่า ได้นำกราบเรียนนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทราบแล้ว และส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ ความแจ้งแล้ว นั้น
ในการนี้ กสม.ได้ตรวจสอบเรื่องร้องเรียนดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว และโดยที่ กสม. ยังไม่ได้รับแจ้ง ผลการดำเนินการในเรื่องนี้ จึงขอกราบเรียนข้อเท็จจริง ข้อพิจารณา และข้อเสนอแนะ ดังนี้
1.ข้อเท็จจริง
1.1 โครงการแลนด์บริดจ์ไม่สามารถประหยัดเวลาการขนส่งสินค้าจากฝั่งมหาสมุทรอินเดีย โดยไม่ผ่านช่องแคบมะละกาได้อย่างมีนัยสำคัญ และยังมีค่าขนส่งสูงกว่า จึงไม่อาจแข่งขันกับท่าเรือสิงคโปร์ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือเติมได้ อีกทั้งยังไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ เนื่องจากรายได้จากการให้บริการขนส่งตู้สินค้าไม่คุ้มค่ากับค่าใช้จ่าย รวมถึงยังก่อให้เกิดผลกระทบและความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติ วิถีชีวิต ของประชาชน ตลอดจนเป็นการพัฒนาที่ไม่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่และแผนพัฒนาจังหวัดชุมพรและระนอง
1.2 การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อประกอบการดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งประกอบด้วย ท่าเรือ ทางรถไฟรางคู่ ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง และนิคมอุตสาหกรรมหรืออุตสาหกรรมหลังท่า เป็นการจัดรับฟังความเห็นแบบรายโครงการ ประชาชนจึงไม่สามารถเข้าร่วมเวทีได้ครบถ้วน อีกทั้งเนื้อหาที่นำเสนอยังไม่ชัดเจนเพียงพอ
ประกอบกับไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นว่าการดำเนินการในลักษณะใดที่สอดคล้องกับความต้องการและบริบทของพื้นที่ เพื่อให้ทิศทางการพัฒนาตอบสนองต่อสิ่งที่ชุมชนต้องการอย่างแท้จริง” หนังสือ กสม. ที่ สม 0503/4 เรื่อง ข้อเสนอแนะกรณีโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ ภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) จังหวัดชุมพร-ระนอง ลงวันที่ 26 ก.พ.2569 ระบุ
หนังสือของ กสม. ยังระบุด้วยว่า จากผลการตรวจสอบของ กสม. สามารถสรุปได้ว่า
1.การดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์ของรัฐบาล ไม่สอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ที่กำหนดให้รัฐต้องอนุรักษ์ คุ้มครอง บริหารจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืน และต้องพึงระมัดระวังให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด และได้สัดส่วนกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
รวมทั้งไม่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals:SDGs) ของสหประชาชาติ และปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิในการพัฒนา (Declaration on the Right to Development: DRTD) ที่รับรองให้ประชาชนต้องได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเศรษฐกิจและการกระจายผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม โครงการแลนด์บริดจ์จึงไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ มีผลกระทบในวงกว้าง และสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน
2.การรับฟังความคิดเห็นเป็นรายโครงการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ประชาชนบางกลุ่มยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงเวทีแสดงความคิดเห็นและเนื้อหาที่นำเสนอยังไม่ชัดเจนเพียงพอ รวมถึงการไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีทางเลือกเพื่อกำหนดอนาคตและเจตจำนงในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมอย่างเสรี ยังไม่อาจถือได้ว่า เป็นการรับฟังความคิดเห็นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ และมีความหมายตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม (International Covenant on Economic, Social and CulturalRights: ICESCR) และ DRTD รับรองไว้ จึงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน



อ่านประกอบ :
‘แลนด์บริดจ์’มิติความมั่นคง ‘ชาติมหาอำนาจ’ขยายอิทธิพล ‘ไทย’กลายเป็นพื้นที่แข่งขันผลปย.
ฉบับที่ 4! ‘กมธ.คมนาคม วุฒิสภา’ ขวาง ‘แลนด์บริดจ์’ ชี้ เสี่ยงต่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย
ย้อนดูผลศึกษาฯ‘แลนด์บริดจ์’สะเทือน‘สิ่งแวดล้อม’ ก่อ‘มลพิษ’เพียบ เสี่ยง‘น้ำมันรั่ว-ฝนกรด’
ก่อน‘อนุทิน’ปัดฝุ่น! เทียบ 3 ผลศึกษาแลนด์บริดจ์ ‘สศช.-จุฬาฯ’ชี้เป็นไปไม่ได้ทางเศรษฐศาสตร์

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา