“…การพัฒนาตามทางเลือกที่ 2 (Land Bridge) พบว่า การสร้างท่าเรือจะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมากทางสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการปล่อยมลพิษทางอากาศ เสียง และมลพิษทางน้ำบริเวณท่าเรือและในทะเล ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิตในทะเล โดยบริเวณที่มีท่าเรือจะมีการจราจรทางน้ำหนาแน่น…”
.........................................
จากกรณีที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 เม.ย.2569 มอบหมายกระทรวงคมนาคม ศึกษาความเป็นไปได้โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (แลนด์บริดจ์)
อย่างไรก็ดี ต่อมา อนุทิน ได้ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 133/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ที่มี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธาน โดยมีหน้าที่และและอำนาจ ได้แก่
1.ประเมินความเป็นไปได้ของการพัฒนา และผลกระทบในมิติต่างๆ เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาแนวทางในการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทย และอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบัน เพื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีพิจารณา
2.รับฟังและรวบรวมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อประกอบการพิจารณาแนวทางในการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) เป็นต้น นั้น





ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ได้นำเสนอรายงานผลศึกษา ‘ความเป็นไปได้’ เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ จำนวน 3 ฉบับ โดยมุ่งเน้นไปที่ ‘ความเป็นไปได้และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์’ (อ่านประกอบ : ก่อน‘อนุทิน’ปัดฝุ่น! เทียบ 3 ผลศึกษาแลนด์บริดจ์ ‘สศช.-จุฬาฯ’ชี้เป็นไปไม่ได้ทางเศรษฐศาสตร์)
ในตอนนี้ สำนักข่าวอิศรา จึงขอนำเสนอผลการศึกษาเกี่ยวกับ ‘ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม’ กรณีการดำเนินการโครงการแลนด์บริจด์ โดยอ้างอิงจากรายงานการศึกษาฯ จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่
ฉบับที่ 1 โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามันของประเทศไทย (รายงานฉบับสมบูรณ์) โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยแพร่เมื่อเดือน เม.ย.2568
และฉบับที่ 2 รายงานผลการพิจารณาศึกษาญัตติ เรื่อง การศึกษาโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2567
โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) สภาผู้แทนราษฎร ที่มี วิสุทธิ์ ไชยอรุณ (พรรคเพื่อไทย) เป็นประธานคณะกรรมาธิการฯ
มีรายละเอียด ดังนี้
@แนวเขต‘แลนด์บริดจ์’รุกราน‘ป่าสงวนฯ-พื้นที่ชุ่มน้ำ-พื้นที่สำคัญ’
โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามันของประเทศไทย (รายงานฉบับสมบูรณ์) โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยแพร่เมื่อเดือน เม.ย.2568
ทางเลือกที่ 2: Land Bridge (Thai Only + Very Small Non-Thai Traffic: Land Bridge)
เป็นการพัฒนาพื้นที่การผลิตและพาณิชยกรรมตามแนวเส้นทางฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน เพื่อเพิ่มปริมาณความต้องการบริการขนส่ง และมีการพัฒนาสะพานเศรษฐกิจทางบกเส้นทางใหม่
โดยในที่นี้ เป็นการเชื่อมด้วยโครงข่ายมอเตอร์เวย์และทางรถไฟระหว่างจังหวัดชุมพรกับจังหวัดระนอง มีการต่อแนวสายทางจากเดิมที่แยกจากทางรถไฟสายใต้ ต่อไปถึงท่าเรือใหม่ของชุมพรที่เขตอำเภอหลังสวน และฝั่งอันดามันจากเดิมแนวสายทางต้องโค้งขวาที่ ตำบลราชกรูด แล้วลากยาวขึ้นไปหาท่าเรือระนองในเขตอำเภอเมือง จังหวัดระนองก็เบี่ยงแนวไปออกทะเลอันดามันที่อ่าวอ่าง ซึ่งมีความยาวตลอดแนวเส้นทางราว 91 กิโลเมตร
จุดต้นทางเริ่มจากแหลมริ่ว ตำบลบางน้ำจืด อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ตัดผ่านไปทางตะวันตก ผ่านทางรถไฟสายใต้บริเวณทิศเหนือของสถานีควนหินมุ้ย จากนั้นมุ่งไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ผ่านทางหลวง 4097 และตัดผ่านทางหลวง 41 (สายแยกปฐมพร–พัทลุง) และขนานไปกับแนวทางหลวง 4006 (สายราชกรูด–หลังสวน) ผ่านพื้นที่ภูเขา
และตัดกับทางหลวง 4006 และมุ่งลงไปทิศใต้ขนานทางหลวง 4 (ถนนเพชรเกษม) โดยอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของ ทล.4 ผ่านด้านหลังของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีระนอง จากนั้นแนวเส้นทางโค้งขวามุ่งไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ผ่านพื้นที่ป่าชายเลนไปสิ้นสุดจุดปลายทางที่ชายฝั่งทะเลอันดามันที่บริเวณอ่าวอ่าง ตำบลราชกรูด อำเภอเมือง จังหวัดระนอง
โดยทางเลือกที่ 2 นี้ผ่าน 9 ตำบล 3 อำเภอ 2 จังหวัด ได้แก่ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร (ตำบลบางน้ำจืด ตำบลนาขา ตำบลวังตะกอ ตำบลหาดยาย) อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร (ตำบลปังหวาน ตำบลพระรักษ์ ตำบลพะโต๊ะ ตำบลปากทรง) และอำเภอเมือง จังหวัดระนอง (ตำบลราชกรูด)
รวมทั้งมีท่าเรือน้ำลึกเพื่อเป็นจุดขึ้นลงสินค้าทั้งทางฝั่งอ่าวไทย ที่อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพรและจะต้องดำเนินการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ ที่อ่าวอ่าง ตำบลราชกรูด อำเภอเมือง จังหวัดระนอง
1) ประเด็นการมีพื้นที่ที่มีความสำคัญในเขตพื้นที่การพัฒนา
การพัฒนาโครงการตามทางเลือกที่ 2 ในภาพรวมจะสร้างผลกระทบเชิงลบ ต่อการรุกรานบริเวณพื้นที่ที่มีความสำคัญ โดยการพัฒนาจะมีขอบเขตครอบคลุมภาคใต้ จึงมีพื้นที่ที่มีความสำคัญเช่นเดียวกับทางเลือกที่ 1 (Thailand Only: Hinterland Development & Minor Investment)
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีการพัฒนาระบบขนส่งทางรางเชื่อมโยงระหว่างฝั่งอ่าวไทยกับฝั่งอันดามันระหว่างจังหวัดชุมพรกับจังหวัดระนอง ทำให้มีการรุกรานพื้นที่ที่มีความสำคัญทางสิ่งแวดล้อม ดังนี้
-พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ประมาณ 12.59 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยป่าละแม 3.28 ตารางกิโลเมตร ป่าพะโต๊ะ ป่าปั่งหวานและป่าปากทรง 6.50 ตารางกิโลเมตร ป่าละอุ่น และป่าราชกรูด 1.01 ตารางกิโลเมตร ป่าคลองหินกองและป่าคลองม่วงกลวง 1.80 ตารางกิโลเมตร
-พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าควนแม่ยายหม่อน ประมาณ 0.62 ตารางกิโลเมตร ในบริเวณจังหวัดชุมพร 0.26 ตารางกิโลเมตรและบริเวณจังหวัดระนอง 0.36 ตารางกิโลเมตร
-พื้นที่ชุ่มน้ำบริเวณปากคลองกะเปอร์ 1.15 ตารางกิโลเมตร ซึ่งจัดเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ (แรมซาร์ไซต์) ทั้งนี้ อุทยานแห่งชาติแหลมสน ยังเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่แหล่งอนุรักษ์อันดามันที่ได้ขึ้นบัญชีรายชื่อเบื้องต้นของศูนย์มรดกโลก (Tentative List) เพื่อเสนอขอขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ.2564
-ไม่ได้มีการรุกรานพื้นที่โบราณสถานที่ได้ประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษา ยกเว้นรุกรานพื้นที่บางส่วนของวัดนกงาง ซึ่งจัดเป็นศาสนสถานที่สำคัญ ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลตำบลราชกรูด จังหวัดระนอง
โดยพื้นที่ที่มีความสำคัญที่ถูกรุกราน หากมีการดำเนินการพัฒนาโครงการตามทางเลือกที่ 2 สามารถแสดงในรูปที่ 6.3–22 ถึง 6.3-24



นอกจากนี้ การพัฒนาโครงการตามทางเลือกที่ 2 ยังรวมถึงการปรับปรุงและพัฒนาสร้างท่าเรือตรงจุดปลายของเส้นทางระบบขนส่งทางรางเชื่อมโยงระหว่างฝั่งอ่าวไทยกับฝั่งอันดามัน ได้แก่ จังหวัดชุมพรกับจังหวัดระนอง ก่อให้เกิดการเดินเรือเพื่อเข้าสู่ท่าเรือทั้งสองและทำให้เกิดการจราจรทางน้ำหนาแน่นบริเวณนั้น
ดังจะเห็นได้จากรูปที่ 6.3-25 ที่การจราจรทางน้ำบริเวณท่าเรือมีความหนาแน่นกว่าบริเวณอื่น ทำให้เมื่อมีเรือเข้าสู่บริเวณท่าเรือมาก จะรุกรานพื้นที่ที่มีความสำคัญในภาคใต้ฝั่งตะวันตก
คือ อุทยานแห่งชาติแหลมสน-ปากคลองกะเปอร์-ปากแม่น้ำกระบุรี ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเมือง อำเภอกะเปอร์ จังหวัด ระนอง และ อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา และได้รับการจัดลำดับความสำคัญเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ มีเนื้อที่ 677,625 ไร่ โดยปกคลุมด้วยป่าชายเลนเป็นบริเวณกว้าง

อีกทั้ง อุทยานแห่งชาติแหลมสน ยังเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่แหล่งอนุรักษ์อันดามันในเขตจังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต ซึ่งมีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 6 อุทยานแห่งชาติ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง อุทยานแห่งชาติแหลมสน อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน อุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง อุทยานแห่งชาติสิรินาถ
รวมถึงพื้นที่ป่าชายเลนจังหวัดระนอง และพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง ที่ได้ขึ้นบัญชีรายชื่อเบื้องต้นของศูนย์มรดกโลก (Tentative List) เพื่อเสนอขอขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2564

การผลักดันการนำเสนอพื้นที่อนุรักษ์ทะเลอันดามันเป็นมรดกโลก เป็นการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง ทรัพยากรทางบก ปี พ.ศ.2561-2565 ประเด็นปฏิรูปที่ 1.1 ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ในประเด็นย่อยที่ 1.1.5 ผลักดันพื้นที่ป่าไม้ให้เป็นมรดกโลก
ส่วนภาคใต้ฝั่งตะวันออกไม่พบพื้นที่ที่มีความสำคัญที่อาจได้รับผลกระทบจากการพัฒนาโครงการตามทางเลือกที่ 2
2) ประเด็นพื้นที่สีเขียว
การพัฒนาโครงการตามทางเลือกที่ 2 ในภาพรวมจะสร้างผลกระทบเชิงลบและผลกระทบเชิงเฝ้าระวัง ต่อการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าหรือพื้นที่สีเขียวในเขตพื้นที่การพัฒนาโดยการพัฒนาโครงการตามทางเลือกที่ 2 มีเขตการพัฒนาครอบคลุมพื้นที่ภาคใต้ทั้งหมด
จึงมีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้เช่นเดียวกับทางเลือกที่ 1 ในกรณีการพัฒนาพื้นที่การผลิตและพาณิชยกรรมตามแนวเส้นทางฝั่งอ่าวไทยและอันดามันเพื่อเพิ่มปริมาณความต้องการบริการขนส่ง
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการพัฒนาระบบขนส่งทางรางเชื่อมโยงระหว่างฝั่งอ่าวไทยกับฝั่งอันดามันระหว่างจังหวัดชุมพรกับจังหวัดระนองในทางเลือกที่ 2 ทำให้คาดการณ์ว่าการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ประมาณ 12.59 ตารางกิโลเมตร
พื้นที่ป่าไม้ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าควนแม่ยายหม่อน ประมาณ 0.62 ตารางกิโลเมตร ในบริเวณจังหวัดชุมพร 0.26 ตารางกิโลเมตรและบริเวณจังหวัดระนอง 0.36 ตารางกิโลเมตร และพื้นที่ป่าไม้ในพื้นที่ชุ่มน้ำบริเวณปากคลองกะเปอร์ 1.15 ตารางกิโลเมตร ดังรูปที่ 6.3–18 และ 6.3-19
@ขนส่งบริเวณ‘ท่าเรือน้ำลึก’ก่อ‘SO2-NOx’เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
3) ประเด็นมลพิษทางอากาศ การพัฒนาโครงการตามทางเลือกที่ 2 ในภาพรวมจะสร้างผลกระทบเชิงเฝ้าระวังต่อคุณภาพอากาศในเขตพื้นที่การพัฒนา ทั้งนี้ ปัจจุบันยังไม่มีรายงานข้อมูลการตรวจวัดคุณภาพอากาศจากกรมควบคุมมลพิษในพื้นที่จังหวัดชุมพรและระนอง อย่างไรก็ตาม การสร้างท่าเรือน้ำลึกบริเวณจังหวัดระนองและชุมพร จะก่อให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศภายในพื้นที่
จากงานวิจัย Environmental Effects of Marine Transportation: International Collaborative Solutions for a Global Problem ของ Sharma N และคณะ เมื่อปี พ.ศ.2560 ได้รายงานว่า การขนส่งทางทะเลได้ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศคิดเป็นร้อยละ 3.3 ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศจากแหล่งต่างๆ
นอกจากนี้ ร้อยละ 10-15 ของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และกลุ่มก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) ที่ปล่อยจากกิจกรรมของมนุษย์มาจากการขนส่งทางทะเล เนื่องจากเรือขนส่งจะมีการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงหนัก (Heavy fuel oil) ซึ่งมีราคาถูกกว่าน้ำมันเบนซินที่ใช้ในการขนส่งทางบกมาก
โดยปริมาณก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์จากการเผาไหม้ของน้ำมันเชื้อเพลิงหนักนั้น สูงกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้กันบนท้องถนนถึง 2700 เท่า สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้ว การปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ได้ลดลง เพราะกฎหมายในการควบคุมที่เข้มงวด ดังนั้น มลพิษทางอากาศหลัก จึงมาจากเรือที่เข้ามายังท่าเรือ
นอกจากนี้ ท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างท่าเรือเซี่ยงไฮ้ พบว่าในปี พ.ศ.2553 ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศหลักๆ ได้แก่ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ กลุ่มก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ และฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนคิดเป็นร้อยละ 12.4, 11.6 และ 5.6 ของการปล่อยมลพิษทางอากาศจากแหล่งต่างๆ ในเมืองเซี่ยงไฮ้ ตามลำดับ
จากรูปที่ 6.3-27 จะเห็นว่าบริเวณใกล้เคียงท่าเรือที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมร่วมด้วยจะมีคุณภาพอากาศที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

อีกกรณีหนึ่งคือที่ฮ่องกง ในปี พ.ศ.2555 การขนส่งทางเรือก็ก่อให้เกิดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ กลุ่มก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ และฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) คิดเป็นร้อยละ 50, 32, และ 37 ของการปล่อยมลพิษทางอากาศจากแหล่งต่างๆ ตามลำดับ อ้างอิงจาก Prevention and Control of Shipping and Port Air Emissions in China โดย Fung และคณะ จาก The Natural Resources Defense Council (NRDC) เมื่อปี พ.ศ. 2557

@เสี่ยง‘คุณภาพน้ำ’เสื่อมโทรม-มี‘คราบน้ำมัน’จากการขนส่ง
4) ประเด็นมลพิษทางน้ำ
การพัฒนาโครงการตามทางเลือกที่ 2 ในภาพรวม จะสร้างผลกระทบเชิงลบและผลกระทบเชิงเฝ้าระวัง ต่อคุณภาพน้ำผิวดินและคุณภาพน้ำทะเลในเขตพื้นที่การพัฒนา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีท่าเรือน้ำลึกเพื่อเป็นจุดขึ้นลงสินค้าทั้งทางฝั่งอ่าวไทย อย่างที่อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร และจะมีการดำเนินการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ ที่อ่าวอ่าง ตำบลราชกรูด อำเภอเมือง จังหวัดระนอง
สำหรับคุณภาพน้ำผิวดิน พบว่าคุณภาพน้ำผิวดินในลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งทะเลตะวันออก บริเวณจุดตรวจวัดปากแม่น้ำหลังสวน มีคุณภาพน้ำผิวดินอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมอยู่แล้ว ส่วนจังหวัดระนองไม่มีการรายงานจุดตรวจวัดคุณภาพน้ำผิวดิน
อย่างไรก็ตาม คุณภาพน้ำผิวดินบริเวณที่มีท่าเรือมีแนวโน้มเสื่อมโทรมมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น คุณภาพน้ำผิวดินบริเวณจุดตรวจวัดปากน้ำปัตตานี ท่าเทียบเรือชายฝั่งปัตตานีในลุ่มน้ำปัตตานีที่อยู่ในเขตจังหวัดปัตตานี ที่มีคุณภาพน้ำผิวดินอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมถึง 13 ครั้งจากการตรวจวัดทั้งหมด 18 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 72 ในขณะที่การตรวจวัดที่เหลือมีคุณภาพน้ำผิวดินอยู่ในเกณฑ์พอใช้เท่านั้น
นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบเชิงเฝ้าระวัง หากมีการพัฒนาพื้นที่การผลิตและพาณิชยกรรม จะก่อให้เกิดการขยายตัวของอุตสาหกรรม รวมทั้งการโยกย้ายประชากรเข้ามาในพื้นที่มากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพของน้ำผิวดิน ทำให้คุณภาพน้ำผิวดินมีแนวโน้มเสื่อมโทรมลงเช่นเดียวกับทางเลือกที่ 1

สำหรับคุณภาพน้ำทะเล โดยเฉพาะในบริเวณพื้นที่ที่มีท่าเรือน้ำลึก รวมถึงจะต้องดำเนินการสร้างท่าเรือน้ำลึก อย่างบริเวณปากแม่น้ำหลังสวนในจังหวัดชุมพร พบว่า คุณภาพน้ำทะเลอยู่ในเกณฑ์ดีเหมาะกับลักษณะการใช้ประโยชน์สำหรับเขตชุมชน
อย่างไรก็ตาม หากมีการดำเนินการสร้างท่าเรือน้ำลึก จะส่งผลให้คุณภาพน้ำทะเลมีแนวโน้มเสื่อมโทรมลง หากมีการบริหารจัดการไม่ดี เนื่องจากลักษณะการใช้ประโยชน์ในบริเวณดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นการใช้ประโยชน์สำหรับชุมชน เพื่อการอุตสาหกรรมและท่าเรือและเพื่อการนันทนาการ ทำให้สูญเสียบริเวณสำหรับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและแหล่งปะการังไป
ยกตัวอย่างเช่น บริเวณท่าเรือเฟอรี่ ดอนสักและท่าเรือเฟอรี่ เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่มีลักษณะการใช้ประโยชน์จากเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและแหล่งปะการังเปลี่ยนไปเป็นลักษณะการใช้ประโยชน์ เพื่อการอุตสาหกรรมและท่าเรือและเพื่อการนันทนาการ ตามลำดับ
นอกจากนี้ หากมีการเพิ่มปริมาณขนส่งทางทะเลมากขึ้น อาจก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำ ตัวอย่างเช่น คราบน้ำมันจากการขนส่งทางน้ำ การทิ้งขยะหรือเศษอาหารลงสู่ทะเล เป็นต้น ส่งผลให้คุณภาพน้ำทะเลเปลี่ยนแปลงไป
@ส่อกระทบแนว‘ปะการัง’3 แห่ง-มลพิษทางอากาศก่อ‘ฝนกรด’
5) ประเด็นการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งทะเลทั้งสองฝั่ง
การพัฒนาโครงการตามทางเลือกที่ 2 จะสร้างผลกระทบเชิงลบต่อประเด็นการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งทั้งสองฝั่ง ในกรณีของการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าชายเลน
จากรูปที่ 6.3–30 จะเห็นได้ว่าการสร้างท่าเรือน้ำลึกบริเวณพื้นที่จังหวัดระนองและชุมพร จะทำให้เกิดการสูญเสียพื้นที่ป่าชายเลน ส่งผลต่อความสมดุลต่อระบบนิเวศ ไม่ว่าจะเป็นการสืบพันธุ์ การเจริญเติบโต การเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศป่าชายเลนรวมทั้งระบบนิเวศบริเวณชายฝั่งใกล้เคียง หรือทำลายแนวกันชนธรรมชาติ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรชายฝั่ง เป็นต้น

ในกรณีของสถานการณ์การกัดเซาะชายฝั่งทะเล การกัดเซาะชายฝั่งบริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออก (อ่าวไทย) อาจสร้างผลกระทบต่อการพัฒนาโครงการตามทางเลือกที่ 2 ในการดำเนินการสร้างท่าเรือน้ำลึกบริเวณจังหวัดชุมพร
จากรูปที่ 6.3-31 จะเห็นได้ว่าพื้นที่ที่ประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอยู่ตรงตำแหน่งและในบริเวณใกล้เคียงกับพื้นที่ที่คาดการณ์ว่าจะมีการดำเนินการสร้างท่าเรือน้ำลึกฝั่งอ่าวไทย บริเวณแหลมริ่ว ตำบลบางน้ำจืด อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร
และพื้นที่ที่คาดการณ์ว่าจะมีการดำเนินการสร้างท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามัน บริเวณอ่าวอ่าง ตำบลราชกรูด อำเภอเมือง จังหวัดระนอง ซึ่งสถานการณ์นี้อาจเร่งการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง อาจเป็นอุปสรรคต่อการสร้างท่าเรือน้ำลึกในบริเวณนั้น
รวมทั้งส่งผลต่อสิ่งก่อสร้างบนที่อยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการกัดเซาะ ทำให้เกิดความเสียหายของทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างในอีกแง่หนึ่งการสร้างท่าเรือน้ำลึกถือเป็นกิจกรรมที่เร่งกระบวนการกัดเซาะชายฝั่งให้รุนแรงมากขึ้น เนื่องจากทำให้เกิดร่องน้ำลึก (ช่องทางเดินเรือ) ที่ขวางกั้นการไหลของตะกอนบริเวณชายฝั่ง รวมถึงสิ่งก่อสร้างบริเวณท่าเรือ
เช่น สะพานเทียบเรือ ท่อขนถ่ายสินค้า ก็นับเป็นสิ่งกีดขวางการพัดพาของกระแสน้ำ และตะกอนบริเวณชายฝั่ง และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของทิศทางคลื่น มีส่วนทำให้ระบบนิเวศชายฝั่ง เช่น ทรัพยากรป่าชายเลน แนวปะการัง และสัตว์น้ำต่าง ๆ เกิดความเสียหาย ทำลายความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติและความสวยงามตามธรรมชาติ

ในกรณีของพื้นที่และสภาพของแนวปะการังในเขตพื้นที่การพัฒนาโครงการตามทางเลือกที่ 2 พบว่า มีแนวปะการังที่สำคัญอยู่ 3 แห่ง ได้แก่
(1) แนวปะการังบริเวณเกาะพยามที่อยู่แถบภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีเนื้อที่รวมประมาณ 1,945 ไร่ ประกอบด้วยด้านเหนือ 170 ไร่ ด้านตะวันตก 197 ไร่ ด้านตะวันออก 694 ไร่ และด้านใต้ 517 ไร่ ซึ่งสภาพของแนวปะการังในภาพรวม พบว่า มีสภาพอยู่ในเกณฑ์เสียหายมากมากกว่าร้อยละ 70 โดยเฉพาะด้านตะวันออกพบว่ามีสภาพของแนวปะการังอยู่ในเกณฑ์เสียหายมากถึงร้อยละ 94.7
(2) แนวปะการังบริเวณเกาะครามที่อยู่แถบภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีเนื้อที่ 329 ไร่และสภาพของแนวปะการังอยู่ในเกณฑ์เสียหายมากถึงร้อยละ 61.9 และ
(3) แนวปะการังบริเวณเกาะพิทักษ์ที่อยู่แถบภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีเนื้อที่ 207 ไร่และสภาพของแนวปะการังอยู่ในเกณฑ์สมบูรณ์ปานกลางถึงเสียหาย
การพัฒนาโครงการตามทางเลือกที่ 2 ในการดำเนินการสร้างท่าเรือน้ำลึกบริเวณจังหวัดชุมพรและระนองจะก่อให้เกิดการเดินเรือเพื่อเข้าสู่ท่าเรือทั้งสองและทำให้เกิดการจราจรทางน้ำหนาแน่น อาจก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำ จากคราบน้ำมันจากการขนส่งทางน้ำหรือจากการทิ้งขยะหรือเศษอาหารลงสู่ทะเล ส่งผลให้คุณภาพน้ำทะเลเปลี่ยนแปลงไป
รวมทั้งก่อให้เกิดความเสี่ยงสูงที่จะทำให้ระบบนิเวศปะการังที่อยู่รอบ ๆ บริเวณเส้นทางเดินเรือนั้นเสียหายและเสื่อมโทรมมากขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น จากกรณีเหตุน้ำมันรั่วไหลลงทะเลที่เกิดเหตุติดต่อกันถึง 2 ครั้ง ทั้งเรือบรรทุกน้ำมันอับปางกลางอ่าวไทยในพื้นที่ จังหวัดชุมพร เมื่อวันที่ 22 มกราคม พ.ศ.2565 และท่อน้ำมันดิบรั่วในพื้นที่ จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2565 สร้างผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเล และระบบนิเวศทางทะเลเป็นบริเวณกว้าง
หรือการเกยตื้นของเรือสินค้าโกลบอลสแตนดาร์ด (Global standard) สัญชาติปานามาที่เกยตื้นบนแนวปะการังทางทิศเหนือของเกาะร้านดอกไม้ เขตเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 อ้างอิงจากศูนย์วิจัยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ได้ลงพื้นที่สำรวจและประเมินความเสียหายต่อทรัพยากรปะการัง
โดยจุดที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากฝั่งประมาณ 50 เมตร ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นแนวปะการังผืนใหญ่กว่า 20 ไร่ มีปะการังมีชีวิตปกคลุมประมาณร้อยละ 80 ผลการสำรวจพบปะการังแตกหักเสียหายเป็นจำนวนมาก เริ่มตั้งแต่ขอบแนวปะการังด้านนอก เลยเข้ามาจนถึงสุดขอบแนวปะการัง วัดความยาวได้ทั้งสิ้น 84 เมตร กว้าง 35.8 เมตร รวมความเสียหายประมาณ 2,856 ตารางเมตร หรือประมาณ 1.75 ไร่
ความเสียหายที่พบมีตั้งแต่เป็นรอยครูด โดนไถพลิกคว่ำ จนถึงแตกหักละเอียด กลุ่มปะการังที่ได้รับผลกระทบได้แก่ ปะการังจาน ปะการังโขด ปะการังสมองร่องเล็ก และปะการังช่องเหลี่ยม เป็นต้น

ในกรณีของการเปลี่ยนแปลงปริมาณการจับสัตว์น้ำจากการทำประมงพื้นบ้านและปริมาณของสัตว์น้ำเค็มจากการทำประมงพาณิชย์ของแหล่งทำการประมงในเขตพื้นที่
การพัฒนาตามทางเลือกที่ 2 พบว่า การสร้างท่าเรือจะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมากทางสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการปล่อยมลพิษทางอากาศ เสียง และมลพิษทางน้ำบริเวณท่าเรือและในทะเล ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิตในทะเล โดยบริเวณที่มีท่าเรือจะมีการจราจรทางน้ำหนาแน่น
อ้างอิงจากรายงานวิชาการ Framework for the environmental impact assessment of operational shipping โดย Jana Moldanova และคณะ เมื่อปี พ.ศ. 2564 พบว่า การขนส่งทางเรือจะก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำ โดยการปล่อยน้ำเสียจากกิจกรรมต่างๆ ของเรือที่ปนเปื้อนด้วยสารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคราบน้ำมันจากการเดินเรือที่ฟิล์มน้ำมันจะปิดกั้นทางเดินของแสง ทำให้แสงไม่สามารถส่องลงไปถึงทะเลด้านล่าง
อีกทั้งแบคทีเรียจะใช้ออกซิเจนจำนวนมากเพื่อย่อยสลายน้ำมัน ส่งผลกระทบต่อการขาดออกซิเจนเพื่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตในทะเล โลหะหนักที่อยู่ในน้ำทิ้งจากกระบวนการหล่อเย็น บางส่วนเป็นสารแขวนลอยในน้ำทะเลและบางส่วนตกตะกอนสะสมอยู่ในดินและสามารถสะสมในเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิตในทะเลได้ สารอินทรีย์และสารอาหารที่อยู่น้ำทิ้งจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส ที่ก่อให้เกิดการเติบโตของสาหร่ายอย่างรวดเร็ว (Algae bloom)
รวมทั้งมลพิษทางเสียง ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งสินค้า หรือแม้แต่การจราจรทางบกบนโครงสร้างที่ติดทะเล ซึ่งสามารถสร้างเสียงรบกวนต่อเนื่องในระดับต่ำที่สามารถทะลุผ่านใต้น้ำได้ ทำให้สิ่งมีชีวิตในทะเลหนีห่างไปจากแหล่งเพาะพันธุ์ และแหล่งอาหารที่สำคัญ ส่งผลต่อการสืบพันธุ์ลดลง การล่าเหยื่อลดลง ซึ่งล้วนส่งผลต่อจำนวนประชากร และความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นต้น
นอกจากนี้ ปัญหามลพิษทางอากาศรอบๆ บริเวณท่าเรือยังอาจก่อเกิดปัญหาฝนกรด (Acid rain) เนื่องจากน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้สำหรับเรือ คือ น้ำมันเชื้อเพลิงหนักที่ได้มาจากการกลั่นน้ำมันดิบอันประกอบไปด้วยกำมะถัน ซึ่งการเผาไหม้ในเครื่องยนต์ของเรือ จะทำให้เกิดสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2)
โดยปริมาณก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์จากการเผาไหม้ของน้ำมันเชื้อเพลิงหนักนั้นสูงกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้กันบนท้องถนนถึง 2700 เท่า ซึ่งก๊าซนี้สามารถทำปฏิกิริยาจนก่อให้เกิดฝนกรด ส่งผลต่อความเป็นกรดด่างของน้ำทะเล ที่เป็นคุณสมบัติเกี่ยวข้องโดยตรงกับสิ่งมีชีวิตในทะเลที่จำเป็นต้องสร้างโครงสร้างหินปูนเพื่อดำรงชีวิต เช่น หอย เม่นทะเล ปะการัง เป็นต้น
เนื่องจากปริมาณของคาร์บอนไดออกไซด์ที่ละลายอยู่ในน้ำทะเลมากขึ้น จะส่งผลให้ปริมาณคาร์บอเนตไอออนในมหาสมุทรลดลง ทำให้การเกิดแคลเซียมคาร์บอเนต ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อการสร้างเปลือกแข็ง และโครงสร้างแข็งภายนอกของสัตว์ทะเลหลายชนิดลดลงเช่นเดียวกัน ทำให้สิ่งมีชีวิตในทะเลอ่อนแอลงและเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์


@ข้อมูลชี้‘ชุมพร-ระนอง’มีระบบ‘บำบัดน้ำเสีย-จัดการขยะ’ไม่พอ
6) ประเด็นขยะและน้ำเสีย
การพัฒนาโครงการตามทางเลือกที่ 2 ในภาพรวมจะสร้างผลกระทบเชิงเฝ้าระวังต่อประเด็นการกำจัดขยะและการบำบัดน้ำเสียที่เกิดขึ้นในเขตพื้นที่การพัฒนา
โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีท่าเรือน้ำลึกเพื่อเป็นจุดขึ้นลงสินค้าทั้งฝั่งอ่าวไทยที่ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร และจะมีการดำเนินการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ ที่อ่าวอ่าง ตำบลราชกรูด อำเภอเมือง จังหวัดระนอง เนื่องจากบริเวณดังกล่าวจะมีการโยกย้ายของประชากรเข้ามาในพื้นที่มากขึ้น ส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของปริมาณขยะและน้ำเสีย
สำหรับการกำจัดขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชุมพรและระนอง พบว่าในปี พ.ศ.2563 จังหวัดชุมพรมีปริมาณขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้น 414.9 ตันต่อวัน ซึ่งอัตราการเกิดขยะมูลฝอยลดลงจากปีก่อนคิดเป็นร้อยละ 22.0 อย่างไรก็ตาม จังหวัดชุมพรมีสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยเพียง 17 แห่ง และมีปริมาณขยะมูลฝอยที่เข้าสู่สถานที่กำจัดขยะมูลฝอยเพียง 138.9 ตันต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 33.4 เท่านั้น
จากข้อมูลนี้จะเห็นได้ว่าปริมาณขยะมูลฝอยอีกกว่าร้อยละ 66.5 ไม่ได้เข้าสู่สถานที่กำจัดขยะมูลฝอย นั่นหมายความถึงอาจไม่ได้รับการกำจัด เกิดการตกค้างอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ อีกทั้งสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยทั้ง 17 แห่งในจังหวัดชุมพรนั้นเป็นสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยที่มีการดำเนินการไม่ถูกต้อง อาจก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมามากมาย
ไม่ว่าจะเป็นไฟไหม้บ่อขยะ มลพิษจากการกำจัดขยะที่ไม่ถูกต้อง น้ำเสียจากบ่อขยะ สร้างผลกระทบต่อประชาชนที่อยู่อาศัยในจังหวัดชุมพร ส่วนการจัดการขยะมูลฝอยในจังหวัดระนองก็เป็นไปในทำนองเดียวกันในปี พ.ศ. 2563 จังหวัดระนองมีปริมาณขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้น 277 ตันต่อวัน ซึ่งอัตราการเกิดขยะมูลฝอยเพิ่มขึ้นจากปีก่อนเกือบร้อยละ 50
อีกทั้งในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2559-2563 จังหวัดระนอง มีสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยเพียง 13 แห่งและมีการดำเนินการไม่ถูกต้องตลอดมา โดยในปี พ.ศ.2563 มีปริมาณขยะมูลฝอยที่เข้าสู่สถานที่กำจัดขยะมูลฝอย 108.5 ตันต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 39.17 จากข้อมูลนี้จะเห็นได้ว่าปริมาณขยะมูลฝอยอีกกว่าร้อยละ 60.8 อาจไม่ได้รับการกำจัด เกิดการตกค้างอยู่ในพื้นที่ต่างๆ
สำหรับการบำบัดน้ำเสียที่เกิดขึ้น พบว่าในปี พ.ศ.2563 โรงบำบัดน้ำเสียชุมชนของจังหวัดชุมพรไม่มีการเดินระบบ อีกทั้งในจังหวัดระนองไม่มีโรงบำบัดน้ำเสียชุมชน ดังนั้น เมื่อมีการพัฒนาพื้นที่การผลิตและพาณิชยกรรมจะส่งผลให้สองจังหวัดนี้ไม่สามารถรองรับและบำบัดปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้ ก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับน้ำเสียตามมา


@ชี้‘แลนด์บริดจ์’กระทบสิ่งแวดล้อม 7 ด้าน-ทำลาย‘วิถีชีวิตชุมชน’
รายงานผลการพิจารณาศึกษาญัตติ เรื่อง การศึกษาโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2567
โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) สภาผู้แทนราษฎร ที่มี วิสุทธิ์ ไชยอรุณ (พรรคเพื่อไทย) เป็นประธานคณะกรรมาธิการฯ
มิติด้านทรัพยากรทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
การดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ ย่อมจะต้องเกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะทรัพยากรทางน้ำ ทรัพยากรทางทะเล ทรัพยากรป่าไม้ รวมถึงที่ดินในการดำเนินการโครงการ เพราะในพื้นที่โครงการ เป็นทั้งพื้นที่ของรัฐและพื้นที่ของประชาชน
อย่างไรก็ตาม ถ้าดำเนินโครงการแล้ว ทำให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศและประชาชนในจังหวัดภาคใต้ โดยนำมาซึ่งการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ เกิดนิคมอุตสาหกรรม ตลอดจนการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรที่สร้างมูลค่าสินค้าทางการเกษตร ทั้งมังคุด ทุเรียน ยางพารา เป็นต้น และสร้างงาน สร้างอาชีพ
รวมทั้งสร้างรายได้ให้กับประชาชนในภาคใต้และประชาชนไทยแล้ว รัฐบาลควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ที่สำคัญนั้น รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะฟื้นฟูทรัพยากรทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างไรให้กลับมาเหมือนเดิม
ดังนั้น คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) สภาผู้แทนราษฎรเห็นความสำคัญประเด็นดังที่กล่าวมา จึงได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล
ได้แก่ 1) ผู้แทนจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช 2) กรมทรัพยากรน้ำ 3) ผู้แทนจากสานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4) ผู้แทนจากกรมทรัพยากรน้ำ
5) ผู้แทนกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มาให้ข้อมูลต่อที่ประชุม เพื่อจะได้พิจารณาหาแนวทางในการดาเนินการให้ดีที่สุด และสามารถหาแนวทางในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในอนาคต ซึ่งเป็นประเด็นที่จะต้องพิจารณาและหาทางออกด้วยกัน ดังนี้
1) แหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามันที่เป็นรอยต่อทางชีวภูมิศาสตร์แห่งหนึ่งของโลก และได้นำเสนอความเป็นมาของพื้นที่แหล่งอนุรักษ์ที่เสนอเป็นมรดกโลก 6 แห่ง โดยการบริหารจัดการของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้แก่
(1) อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง เป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑล เพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายของพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ และระบบนิเวศ (2) อุทยานแห่งชาติแหลมสน เป็นพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ (3) อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ (4) อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน (5) อุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง และ (6) อุทยานแห่งชาติสิรินาถ (บางส่วน)
2) มีพื้นที่ที่บริหารจัดการโดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้แก่ พื้นที่สงวนชีวมณฑล ป่าชายเลน จังหวัดระนอง และพื้นที่แนวกันชน 3 กิโลเมตร โดยรอบพื้นที่แหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามัน รวมพื้นที่ทั้งหมด 1,817,500 ไร่
3) การนำพื้นที่ทะเลอันดามันเสนอเป็นมรดกโลก มี 3 หลักเกณฑ์ในการพิจารณา คือ (1) ความสวยงาม (2) ระบบนิเวศที่มีความหลากหลาย มีวิวัฒนาการ (3) เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์สำคัญที่ถูกคุมคาม ซึ่งหมู่เกาะระนองและอุทยานแห่งชาติแหลมสน เป็นพื้นที่ตามโครงการแลนด์บริดจ์จะมีเส้นทางระบบราง ระบบถนน รวมถึงท่าเรือ ที่จะอยู่ทางตอนใต้ของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนองและอยู่ทางตอนเหนือของอุทยานแห่งชาติแหลมสน
แหล่งศึกษาดังกล่าวมีการอนุรักษ์ผืนป่าชายเลนขนาดใหญ่ มีความหลากหลายของพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ และระบบนิเวศ เป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑล พบพันธุ์ไม้ที่จัดอยู่ในสภาพที่ต้องเฝ้าระวังหรือมีความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ และเป็นพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่มีระบบนิเวศชายฝั่งหลากหลาย เช่น ชะวากทะเล ป่าชายหาด ที่ราบน้ำท่วมถึง แหล่งหญ้าทะเล และแนวปะการัง เป็นแหล่งวางไข่ของเต่าทะเล และพบนกชนิดสำคัญมากมายในบริเวณดังกล่าว
ในด้านอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ มีแนวปะการังขนาดใหญ่ก่อตัวต่อเนื่องกันเป็นแนวปะการังริมฝั่ง เป็นแหล่งดาน้าสวยงามและมีชื่อเสียง หมู่เกาะสิมิลัน และอุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง เป็นป่าชายหาดตามธรรมชาติที่เป็นผืนต่อเนื่องที่สมบูรณ์ที่สุดที่เหลืออยู่ในประเทศไทย และอาจเป็นแหล่งสุดท้ายบนภาคพื้นทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อุทยานแห่งชาติสิรินาถมีความเป็นธรรมชาติอุดมสมบูรณ์เช่นกัน
4) โครงการแลนด์บริดจ์มีแผนพัฒนาขนาดใหญ่ ที่จะก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกบริเวณอ่าวอ่าง ซึ่งครอบคลุมตอนใต้ของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง และตอนเหนือของอุทยานแห่งชาติแหลมสน และแม้จะอยู่นอกเขตอุทยานแห่งชาติก็ตาม แต่ทรัพยากรสัตว์น้ำมีวงจรชีวิตที่จะเคลื่อนที่ไป อาจจะเป็นการกีดขวางเส้นทางการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำที่เป็นแหล่งอาหารแหล่งอนุบาลสัตว์น้าก่อนที่จะออกไปสู่ทะเลกว้าง
รวมถึงการหมุนเวียนของกระแสน้ำ และแร่ธาตุอาหารต่างๆ ซึ่งเส้นทางตัดผ่าน คาดว่าน่าจะตัดผ่านป่าชายเลนที่มีความสมบูรณ์ การสร้างเขื่อนกันคลื่น การถมทะเล พื้นที่ท่าเทียบเรือ ช่องเดินเรือ เป็นข้อมูลที่จะนำมาสู่ความเกี่ยวข้อง
โดยการศึกษา EIA มีระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้องที่จะใช้เวลาในการขออนุญาตเข้าศึกษาวิจัย จะใช้เวลา 35 วันในกรณีที่เอกสารครบถ้วน ซึ่งการศึกษาวิจัยต้องเก็บข้อมูลให้ครบวงรอบปีทุกฤดู รวมเวลา 1 ปี ผลกระทบจากโครงการแลนด์บริดจ์ สรุปได้ดังนี้
4.1) ท่าเรือที่มีการถมทะเลประมาณ 6,975 ไร่ รวมถึงเขื่อนกันคลื่นจะส่งผลกระทบต่อการขัดขวางการไหลเวียนน้ำ การกัดเซาะชายฝั่ง สภาพอุทกพลศาสตร์ และการเดินทางของสัตว์ทะเลที่เข้ามาหากิน วางไข่ในป่าชายเลน
4.2) ผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศชายฝั่ง และนิเวศบริการ
4.3) ผลกระทบจากการขุดลอกพื้นที่ทะเลต่อการฟุ้งกระจายของตะกอนทรายและโคลน ส่งผลให้กระทบต่อสัตว์น้าและการประมง
4.4) โอกาสเกิดการรั่วไหลของน้ำมันจากการเดินเรือ ซึ่งยังคงเกิดขึ้นเป็นประจำในบริเวณท่าเรือแหลมฉบัง และมาบตาพุด หากเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อหาดท่องเที่ยวและเขตพื้นที่ที่จะประกาศเป็นมรดกโลก
4.5) ไม่มีความชัดเจนถึงเส้นทางที่พาดผ่านพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนองไปยังท่าเรือ ว่ามีการออกแบบอย่างไร ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ป่าชายเลนระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร อย่างไร
4.6) ผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่งที่พึ่งพิงทรัพยากรประมง โดยเฉพาะประมงพื้นบ้านที่หากินใกล้ฝั่งอาจจะไม่สามารถใช้พื้นที่ทากินได้อีกต่อไป
4.7) แนวทางก่อสร้างท่าเรือในจังหวัดระนองและชุมพร อาจจะมีกระทบต่อพื้นที่ป่าชายเลนเขตอนุรักษ์ ประมาณ 4,800 ไร่ และเป็นพื้นที่ป่าชุมชนที่ชาวบ้านช่วยกันอนุรักษ์ดูแลและใช้ประโยชน์ทางอ้อมจากป่าร่วมกัน
5) การดูแลเรื่องพื้นที่ชุ่มน้ำตามอนุสัญญาแรมซาร์ ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เกี่ยวกับมาตรการพื้นที่ชุ่มน้ำ ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2552 และครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2558 มาใช้ประกอบการดำเนินโครงการ ซึ่งอนุสัญญาแรมซาร์ เป็นข้อตกลงระหว่างรัฐบาลที่ประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาแรมซาร์ไว้
โดยมีการเข้าร่วมประชุมตั้งแต่ปี 2514 และมีผลบังคับใช้ในประเทศไทย เมื่อให้สัตยาบันเมื่อปี 2518 กำหนดกรอบการทำงานสำหรับความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อการอนุรักษ์แหล่งที่อยู่อาศัยที่เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ เนื่องจากอนุสัญญาแรมซาร์ หรืออนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ ในปี พ.ศ.2514 เป็นข้อตกลงระหว่างรัฐบาล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์
และยับยั้งการสูญหายของพื้นที่ชุ่มน้ำในโลก ซึ่งจะต้องมีการจัดการเพื่อประโยชน์อย่างชาญฉลาด อนุสัญญาฯ มีผลบังคับใช้เมื่อปี พ.ศ.2543 ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ชุ่มน้ำที่อยู่ในทะเบียนรายนามพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ หรือแรมซาร์ไซต์ ของอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ รวมทั้งหมด 15 แห่ง
โดยโครงการแลนด์บริดจ์ มีมาตรการที่เกี่ยวข้องของพื้นที่ชุ่มน้ำ (Ramsar Site) โดยความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำ หรือแรมซาร์ไซต์ (Ramsar Site) ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแหลมสน-ปากแม่น้ากระบุรี-ปากคลองกะเปอร์ เป็นแรมซาร์ไซต์ลำดับที่ 1183 ในทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ
มีพื้นที่ป่าชายเลนผืนใหญ่ที่สุดที่เหลืออยู่ของประเทศไทยได้รับประกาศเป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลประเภทป่าชายเลนแห่งแรกของโลก ประกอบด้วยระบบนิเวศหลากหลาย ได้แก่ หาดเลน หาดทราย แหล่งปะการัง แหล่งหญ้าทะเล และป่าชายเลนดึกดำบรรพ์ พบพรรณไม้รวม 361 ชนิด
พบพืชหายากที่มีความสำคัญต่อการอนุรักษ์ 4 ชนิด ได้แก่ ปรงทะเล กระดังงาป่า นมแมว และจิกเล พบสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง คือ ลิ่นชวา อยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ 3 ชนิด ได้แก่ ชะนีมือขาว เต่าตะนุ และเต่าเหลือง มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ 3 ชนิด ได้แก่ นากใหญ่ขนเรียบ พะยูน งูจงอาง
พบปลาทั้งสิ้น 187 ชนิด ซึ่งมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ 3 ชนิด ได้แก่ ปลาฉลามหูดำ ปลายอดจาก และปลาดุกอุย และชนิดที่ถูกคุกคาม 1 ชนิด คือ ปลากะรังปากแม่น้ำ พบปะการังชนิดเด่น เช่น ปะการังโขด ปะการังดาวใหญ่ และพบหญ้าทะเล เช่น หญ้าเงาแคระ หญ้าใบพาย หญ้าใบมะกรูด เป็นต้น
นอกจากนี้ ป่าชายเลนบริเวณปากแม่น้ำกระบุรี ยังเป็นศูนย์กลางการศึกษาวิจัยระดับนานาชาติ และเป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลประเภทป่าชายเลนแห่งแรกของโลก ซึ่งบริเวณอุทยานแห่งชาติแหลมสน-ปากแม่น้ากระบุรี-ปากคลองกะเปอร์ จังหวัดระนอง มีพื้นที่ 1,220 ตารางกิโลเมตร มีลักษณะเป็นผืนใหญ่ที่สุดเหลืออยู่ของประเทศไทย
นอกจากนี้ แรมซาร์ไซต์ มีพื้นที่ Core Zone แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ พื้นที่แพร่พันธุ์สัตว์น้ำเป็นพื้นที่ Core Zone หลัก และโซนใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาด ชาวบ้านเข้าไปใช้ยังชีพและเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศได้ ในส่วนโซนพัฒนามีการใช้ประโยชน์อย่างเข้มข้นขึ้น มีการพัฒนามากขึ้นตามมาตรการที่ 9 ของมติคณะรัฐมนตรี ปี 2552
ส่วนทางด้านอ่าวทุ่งคา-อ่าวสวี มีพื้นที่กว่า 324 ตารางกิโลเมตร พบนก 124 ชนิดที่ต้องอนุรักษ์ไว้ พบปลา 39 ชนิดที่ต้องอนุรักษ์ บริเวณนี้จะพบว่าโครงการระยะ 2 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ดังกล่าว จึงต้องทำ EIA ตามประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ นอกจากนี้ บริเวณใกล้เคียงเป็นเกาะพิทักษ์ และมีท่าเรือ ซึ่งจะทับแนวปะการัง
ส่วนฝั่งอันดามัน ระยะห่าง 2 กิโลเมตร จะทับพื้นที่แรมซาร์ไซต์บางส่วน ในส่วนเกาะพยาม แถวอำเภอเมืองระนอง ในเขตอุทยานแห่งชาติแหลมสน-ปากแม่น้ากระบุรี-ปากคลองกะเปอร์
ในการดำเนินงานโครงการ เพื่อประโยชน์ในการดูแลพื้นที่ชุ่มน้ำ จึงต้องนำมาตรการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำตามมติ ครม. ปี 2552 และ2558 มาใช้ประกอบการดาเนินโครงการ และติดตาม ตรวจสอบผลกระทบที่อาจเกิดจากการดาเนินโครงการ โดยเฉพาะผลกระทบต่อการทำหน้าที่ของพื้นที่ชุ่มน้ำ การกีดขวางทางน้ำ อุทกวิทยา ระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตของชุมชน การเคลื่อนที่ของตะกอนสร้างผลกระทบทางด้านชายฝั่ง เป็นต้น
เหล่านี้เป็นผลการศึกษาฯเกี่ยวกับ ‘ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม’ ของ ‘โครงการแลนด์บริดจ์’ ซึ่งจะเห็นได้ว่า หากโครงการแลนด์บริดจ์เกิดขึ้น ย่อมจะเกิดผลกระทบต่อ ‘สิ่งแวดล้อม-วิถีชีวิตชุมชน’ อย่างหนัก ในขณะที่เม็ดเงินลงทุนโครงการนี้ที่สูงถึง 1 ล้านล้านบาทนั้น อาจไม่คุ้มค่าในทางเศรษฐศาสตร์ด้วย!
อ่านประกอบ :
ก่อน‘อนุทิน’ปัดฝุ่น! เทียบ 3 ผลศึกษาแลนด์บริดจ์ ‘สศช.-จุฬาฯ’ชี้เป็นไปไม่ได้ทางเศรษฐศาสตร์

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา